นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #69 : เสียงร่ำไห้ [1]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #69 : เสียงร่ำไห้ [1]
“…..”
ห้องบอลรูมตกอยู่ในความเงียบสงัด
ดวงตาทุกคู่จับจ้องไปที่ตัวตลก เขาค่อย ๆ ก้มตัวคำนับพวกเขา
ด้านหลังมีร่างสูงโปร่งในชุดทางการสีดำยืนตระหง่านอยู่ ร่างนั้นสูงกว่าเขาเกือบครึ่งตัว แขนเรียวยาวผิดธรรมชาติห้อยลงต่ำ นิ้วมือผอมบางกรีดกรายพื้นขัดเงา ดวงตาและปากถูกเย็บปิดสนิท
ภาพลักษณ์ของทั้งสองดูขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง
หนึ่งร่างใหญ่ หนึ่งร่างเล็ก
แต่กระนั้น…
ท่ามกลางทุกผู้ทุกคนที่รายล้อมอยู่ มันกลับก่อให้เกิดภาพอันงดงาม
…มันน่าขนลุก และไม่มีใครกล้าขยับตัวในขณะที่จ้องมองทั้งสองเบื้องหน้า
ไม่สิ ต้องบอกว่าพวกเขาขยับตัวไม่ได้เลยต่างหาก
แรงกดดันประหลาดแผ่ออกมาจากร่างที่ยืนอยู่ข้างหลังตัวตลก มันกดทับทั่วทั้งห้องให้หนักอึ้ง จนทำให้ทุกคนไม่สามารถขยับเขยื้อนได้
‘น-นั่นมันอะไรกัน…?’
‘นั่นมัน… มัน…’
แววตาของหลายคนสั่นระริกภายใต้แรงกดดันของสิ่งมีชีวิตประหลาดตนนั้น
ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมา พวกเขาย่อมเข้าใจได้ทันทีที่สัมผัสถึงตัวตนของมัน นี่ไม่ใช่สิ่งมีชีวิตธรรมดาทั่วไป
…มันเป็นความผิดปกติที่ทรงพลังมหาศาล
เพียงแค่การคงอยู่ของมันก็ทำให้พวกเขาขยับตัวไม่ได้แล้ว
พวกเขารู้สึกเหมือนขาดอากาศหายใจ
ทว่าหนึ่งเดียวที่ดูเหมือนจะไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ แม้แต่น้อยจากสิ่งมีชีวิตประหลาดนั่น คือตัวตลก
เมื่อเงยศีรษะขึ้นมา ตัวตลกก็กวาดสายตามองไปรอบห้อง
เขาสังเกตสายตาเหล่านั้น
ดื่มด่ำไปกับพวกมัน
จากนั้นเขาก็หันความสนใจไปทางเจ้าภาพอย่างช้า ๆ
ตึก!
เสียงฝีเท้าของเขาทำลายความเงียบสงบ ภายใต้สายตาทุกคู่ที่อยู่ตรงนั้น เขาเดินตรงไปหาเจ้าภาพและหยุดลงตรงหน้า
“แล้ว…?”
น้ำเสียงของเขาทุ้มลึกและแหบพร่าเล็กน้อย ตัดผ่านความเงียบงัน
“การแสดงของผม? เป็นที่น่าพอใจรึเปล่าครับ…?”
เจ้าภาพได้แต่ยืนนิ่ง จิตใจว่างเปล่า สีหน้าเหม่อลอย
ชั่วขณะนั้น เขาดูเหมือนเกือบจะถูกข่มขวัญ เท้าขยับถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
แต่ความรู้สึกนั้นอยู่ได้ไม่นานนัก เขาตั้งสติกลับมาได้ในที่สุด
[น่าพอใจงั้นเหรอ?]
เจ้าภาพมองไปรอบ ๆ ก่อนจะระเบิดเสียงปรบมือออกมาสนั่นทันที
[นั่นมันยิ่งกว่าน่าพอใจอีกครับ!]
ว๊าาาาาาาห์!
สมาชิกคนอื่น ๆ เริ่มปรบมือตามเจ้าภาพ
ตัวตลกยืนดื่มด่ำกับเสียงปรบมือที่ดังต่อเนื่องอยู่หลายนาที
[…ผมไม่รู้จะสรรหาคำไหนมาอธิบายสิ่งที่ตัวเองเพิ่งเป็นสักขีพยานไปจริง ๆ ครับ มันเป็นอย่างที่คุณว่าไว้เลย สาเหตุเป็นเพราะบทเพลงจริง ๆ ด้วย ผมขออภัยที่เคยสงสัยในตัวคุณนะครับ]
เสียงปรบมือหวนกลับมาอีกครั้งหนึ่ง
คราวนี้มันดังยิ่งกว่าเดิม จนแม้แต่คนจากกิลด์ยังต้องร่วมปรบมือตามไปด้วย
แต่ละคนสังเกตเห็นถึงร่องรอยของความเคารพที่เจ้าภาพมีต่อตัวตลกในขณะที่กำลังพูดอยู่
ภาพนั้นสร้างความประหลาดใจให้กับสมาชิกจากกิลด์หลายคน แต่เพียงครู่เดียว พวกเขาก็เห็นเจ้าภาพก้าวหลบไปด้านข้าง
ปึง!
ประตูบานใหญ่ของห้องบอลรูมเปิดออก
[นั่นเป็นบทบรรเลงที่มหัศจรรย์มากครับ มันน่าประทับใจมากจริง ๆ ผมขอมอบสิ่งนี้เป็นการตอบแทนสำหรับผลงานชิ้นเอกให้กับคุณนะครับ]
เจ้าภาพยื่นมือออกมาพร้อมกับส่งผลึกคริสตัลสีเทาขนาดเล็กให้แก่ตัวตลก ซึ่งเขาก็รับมันเอาไว้
“ขอบคุณครับ”
[มันเทียบไม่ได้กับสิ่งที่คุณมอบให้ผมหรอกครับ ขอบพระคุณที่มาร่วมงานเลี้ยงนะครับ]
เอ๊ะ..?
อะไรน่ะ?
ทุกสายตาตกลงบนผลึกคริสตัลในมือของตัวตลก
ตอนแรกพวกเขายังสับสน แต่ไม่นานก็เข้าใจสถานการณ์
บททดสอบของฉาก…
เคลียร์แล้ว!
สิ่งที่เขามอบให้ตัวตลกไปไม่ใช่สิ่งอื่นใดนอกเหนือจากเศษผลึกฉาก! มันเป็นสิ่งเดียวกับที่พวกเขาทุกคนเข้าร่วมปฏิบัติการเพื่อให้ได้มา
ตัวตลกเองก็เข้าใจสถานการณ์เช่นเดียวกัน เขาพยักหน้าเบา ๆ
“ด้วยความยินดีครับ”
เขาทิ้งท้ายด้วยคำพูดนั้นก่อนจะค่อย ๆ เดินออกจากห้องไป
ตึก ตึก!
เสียงย่างก้าวแผ่วเบาสะท้อนก้องไปทั่ว แผ่นหลังของเขาค่อย ๆ เลือนหายไปในความมืดมิดที่อยู่อีกฟากหนึ่งของประตู
โซอี้จ้องมองแผ่นหลังนั้นลาลับ พร้อมกับขมวดคิ้ว
แต่แล้วเธอก็ฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้…
‘ตัวประหลาดนั่นล่ะ? มันหายไปไหนแล้ว?’
เมื่อครู่ก่อนหน้านี้ มอนสเตอร์ร่างยักษ์ยังยืนอยู่ข้างหลังตัวตลกอยู่เลย มันหายไปจากสายตาของพวกเขาตั้งแต่เมื่อไหร่?
ความคิดของเธอวนเวียนอยู่กับเรื่องของมอนสเตอร์ตัวนั้น จนกระทั่งเสียงของเจ้าภาพดังขึ้นอีกครั้ง
[ทำไมพวกคุณยังไม่ไปกันอีกล่ะครับ? หรือว่าอยากจะอยู่ต่อ?]
หลังจากที่คำกล่าวนั้นประกาศก้อง ทุกคนก็สะดุ้งออกจากภวังค์และมุ่งหน้าไปทางประตูด้วยความเร่งรีบ
ในเวลาเดียวกัน สิ่งที่รอคอยอยู่บริเวณใกล้ประตูคือพ่อบ้านหลายคน กำลังถือถาดโลหะที่มีผลึกคริสตัลหน้าตาคล้าย ๆ กันวางอยู่
พวกเขาเดินผ่านพร้อมกับหยิบผลึกคริสตัลเหล่านั้น และไม่หันกลับมามองข้างหลังอีก
ฉากนี้…
จะเป็นเหตุการณ์ที่พวกเขาไม่มีวันลืม
โซอี้เองก็คิดเช่นนั้นพลางหลับตาลง และในที่สุดก็เดินตามคนอื่น ๆ ออกจากห้องไป
ทันทีที่ก้าวพ้น บานประตูก็ปิดลงตามหลังเธอ
ปึง!
โลกของเธอกลายเป็นมืดสนิท
***
“ฮ่าา…”
เมื่อออกมาจากห้องบอลรูม ผมต้องใช้เวลาสักพักเพื่อทำให้อาการปั่นป่วนในท้องสงบลงด้วยความรู้สึกที่จวนจะอาเจียนออกมาอยู่รอมร่อ
‘รู้สึกเหมือนชีวิตสั้นไปครึ่งหนึ่งเลย’
หัวใจยังคงเต้นอย่างบ้าคลั่ง
แต่ที่สำคัญที่สุด…
ศีรษะยกขึ้นและมองไปโดยรอบ
ผมกลับมาอยู่ที่โถงทางเข้าแล้ว
บัดนี้มันว่างเปล่า ปราศจากผู้คน
…และนี่แหละ คือปัญหา
‘วาทยกรหายไปไหนแล้ว?’
ผมมั่นใจมากว่าเขาตามหลังผมมาเมื่อกี้ แต่ในจังหวะที่ก้าวออกมาจากห้องบอลรูม เขาก็หายไปแล้ว
ทำไมถึงเป็นแบบนั้นล่ะ?
ผมพยายามทำความเข้าใจในขณะที่มองไปรอบข้าง
เขาควรจะอยู่กับผมสิ…
ผมเตรียมใจสำหรับสิ่งที่จะเกิดขึ้นถัดจากนั้นแล้ว ผมเข้าใจดีว่าการกระทำของตัวเองมันสุ่มเสี่ยงขนาดไหน และผมก็พร้อมจะเผชิญหน้ากับผลที่ตามมา
ทว่าเขากลับหายไป
แบบไร้วี่แวว
นั่นไม่ได้ทำให้ผมรู้สึกสบายใจขึ้นมาเลย
เพราะผมรู้ดีว่ายังไงเขาก็น่าจะมาในวันพรุ่งนี้
และความคิดนั้น…
มันบีบคั้นหัวใจของผม
“รู้สึกอยากจะอ้วกอีกแล้วสิ”
ผมสูดหายใจลึก ๆ เพื่อให้จิตใจสงบ จากนั้นจึงค่อย ๆ หันไปมองทางออกที่อยู่ไกลออกไป บริเวณนั้นผมเห็นสวนที่ประกอบด้วยพุ่มไม้และดอกไม้ตัดแต่งอย่างสวยงามส่องประกายภายใต้แสงแดดเจิดจ้า
ภายในระยะสายตา ผมเห็นกระแสหมุนวนของประตูมิติ ซึ่งผมสามารถออกไปจากที่นี่ได้ทันทีที่ก้าวข้ามประตูมิตินั้น
ภาพตรงหน้าช่างเย้ายวนใจ และผมก็คิดที่จะขยับเท้าไปหา
แต่ยังก่อน…
‘มันจบแค่นี้จริง ๆ เหรอ?’
ผมครุ่นคิดถึงคำตอบว่าทำไมถึงถูกดึงเข้ามาในฉากนี้ และใครเป็นคนลากผมเข้ามา
อีกทั้งยังคิดย้อนไปถึงเสียงร้องไห้ก่อนหน้านี้ด้วย
‘ใช่แล้ว เสียงสะอื้น…’
ผมหันกลับไปมองบันไดวนที่ทอดยาวขึ้นสู่ชั้นสองของคฤหาสน์
ถ้าจำไม่ผิด เสียงร้องไห้มันมาจากทางนั้น
ริมฝีปากของผมสั่นระริกขณะมองไปทิศทางดังกล่าว แล้วเมื่อหันกลับไปมองทางออก ผมก็รู้สึกปากสั่นอีกครั้ง
“ฮะฮะ”
เสียงหัวเราะหลุดออกมาจากริมฝีปาก
มันไม่ใช่เสียงหัวเราะทั่วไป แต่เป็นเสียงที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวังเมื่อมองบันได
“…ฉันต้องไปสินะ?”
ผมหลับตาลงและถอนหายใจยาว
จากนั้นก็หยิบโทรศัพท์ออกมาและลืมตา นิ้วมือเลื่อนดูรายการไฟล์เสียง
‘วาทยกร ทำหน้าที่ของคุณเถอะ ฉันพร้อมแล้ว จบชีวิตนี้สิ จบความทรมานนี้ซะที จะรอถึงพรุ่งนี้ทำไมในเมื่อทำตอนนี้ได้เลยล่ะ? อยากได้มีดไหม? ฉันมีแบบที่พัฒนาตัวเองได้ด้วยนะ…’
“นี่ฉันล้อตัวเองอยู่รึไงเนี่ย? ก็รู้อยู่ว่าตัวเองกลัวตายขนาดไหนแท้ ๆ”
ผมยัดโทรศัพท์กลับเข้ากระเป๋ากางเกงซึ่งเก็บเศษผลึกอยู่ภายใน แล้วตัดสินใจเคลื่อนตัวไปทางบันได
แม้จะสงสัยเกี่ยวกับเศษผลึกนั่นมาก ๆ แต่สำหรับตอนนี้…
ผมต้องทำส่วนถัดไปให้จบก่อน
ผมต้องไขเรื่องราวทั้งหมดของฉากนี้ และมันจะมีหนทางสำเร็จได้ก็ต่อเมื่อพบกับเด็กสาวตัวน้อยเท่านั้น
เพราะเธออาจจะช่วยให้ผมได้เบาะแสเกี่ยวกับพวกลัทธิประหลาดที่ตามล่าผมอยู่
“เฮ้ออ”
ผมถอนหายใจอีกครั้ง ก่อนจะก้าวขึ้นบันไดไปในที่สุด
‘หวังว่ามันจะคุ้มค่านะ’