บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 12 สามกระบองทำลายสายใยเครือญาติ
บทที่ 12 สามกระบองทำลายสายใยเครือญาติ
เปรี้ยง!
นอกตำหนักใหญ่ พายุฝนโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง สายฟ้าฟาดผ่าฉีกม่านฝนอันมืดมิด ทอแสงสว่างขาวซีดจนแสบตา
เสียงฟ้าคำรามดังสนั่นราวกับเสียงกลองศึกที่ตีกระหน่ำ ประหนึ่งเพิ่มความบันเทิงให้แก่ฉากการสังหารภายในตำหนักใหญ่ ช่างน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ภายในตำหนักใหญ่ เสียงร้องโหยหวนดังขึ้นไม่ขาดสาย กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง มีคนล้มลงไม่ลุกขึ้นมาได้อีกกว่ายี่สิบคน
ภาพความโหดร้ายนองเลือดที่เกิดขึ้น ทำให้เห็นถึงความไม่ธรรมดาของลู่เยี่ยชัดเจนยิ่งขึ้น
“พี่ลู่เยี่ยช่างเก่งกาจยิ่งนัก!!”
ลู่ผิงและคนอื่น ๆ ได้ถอยร่นกลับไปยังด้านนอกตำหนักใหญ่แล้ว
เมื่อได้เห็นความสง่างามของลู่เยี่ย หัวใจของพวกเขาก็เต้นระรัวและตกตะลึงอย่างยิ่ง
“เจ้าอย่าเข้ามานะ!”
องครักษ์ที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่คนพากันถอยร่นไปที่มุมตำหนักใหญ่ ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัวระคนความสิ้นหวัง
ลู่เยี่ยแต่ไหนแต่ไรไม่ชอบรังแกผู้ที่อ่อนแอกว่า แต่ยามนี้เพื่อระบายความแค้น เขาจึงไม่ได้ปรานีเลยแม้แต่น้อย
ไม่นานนัก องครักษ์ที่เหลืออยู่เพียงไม่กี่คนก็ถูกโค่นล้มลงกับพื้น จบชีวิตลงอย่างน่าเวทนา
ภายในตำหนักใหญ่ของหอลงทัณฑ์ เหลือเพียงแค่หานซานเชวี่ยเท่านั้นที่ยังคงยืนอยู่
“ผู้อื่นกำลังต่อสู้กันถึงตาย แต่เจ้ากลับยืนดูเฉย ๆ ช่างไร้คุณธรรมเสียจริง”
ลู่เยี่ยมองไปทางหานซานเชวี่ย
“ข้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้า”
สีหน้าของหานซานเชวี่ยแปรเปลี่ยนไปมา เขาส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ข้าก็ไม่อยากหาเรื่องลำบากให้ตนเอง”
ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าล้วนยืนยันความจริงหนึ่งเดียว
ลู่เยี่ยที่หลับใหลไปสามปีแล้วฟื้นคืนชีพกลับมามีชีวิต ไม่ได้ตกต่ำลงสู่หุบเหวอย่างที่ใครว่าไว้
เขายังคงเป็นจ้วงหยวนด้านวิถียุทธ์ผู้โดดเด่นเหนือใครในใต้หล้าต้าเฉียนเช่นเดิม
หากจะกล่าวถึงการเปลี่ยนแปลง นั่นคือเขาน่าสะพรึงกลัวที่มากขึ้นยิ่งกว่าแต่ก่อนเสียอีก!
“เจ้าคิดว่าก้มหัวแล้ว ข้าจะปล่อยเจ้าไปหรือ?”
ลู่เยี่ยยิ้ม ก่อนจะก้าวเดินไปทางหานซานเชวี่ย
ในมือของเขา พัดพับในยามนี้ได้ถูกชโลมไปด้วยโลหิตของคู่ต่อสู้จนชุ่มโชก คราบเลือดเหนียวข้น และมีหยดเลือดหยดลงพื้นจากหน้าพัดทีละหยด ทีละหยด
หานซานเชวี่ยรู้สึกเปลือกตากระตุกอย่างรุนแรง เขาเอ่ยด้วยรอยยิ้มขื่นว่า “ลู่เยี่ย เหตุใดพวกเราไม่คุยกันก่อนสักหน่อยเล่า? หรือว่า…”
เสียงหยุดลงโดยทันที ลู่เยี่ยโบกพัดพับในมือราวกับกระบอง พุ่งเข้าใส่หานซานเชวี่ยอย่างแรง
ปัง!!
แม้ว่าหานซานเชวี่ยจะมีการป้องกันไว้ก่อนแล้ว แต่พลังป้องกันร่างกายก็ยังถูกทำลาย ร่างทั้งร่างล้มลงนั่งกับพื้น หน้าผากร้าว เลือดเนื้อเละเทะ
“ด้วยพลังบำเพ็ญของข้าที่อยู่ในขอบเขตตำหนักวิญญาณการหลอมรวมที่สี่กลับไม่สามารถรับการโจมตีครั้งนี้ไว้ได้เลยหรือ?”
ใบหน้าของหานซานเชวี่ยเต็มไปด้วยเลือด อย่างยากที่จะเชื่อได้
เมื่อเขาเห็นลู่เยี่ยกำลังจะลงมืออีกครั้ง หานซานเชวี่ยก็ตะโกนด้วยความตกใจ “เรื่องวันนี้ ข้าไม่ได้เกี่ยวข้องจริง ๆ ข้าเพียงแต่ทำตามคำสั่ง…”
ปัง!
ลู่เยี่ยฟาดเข้าที่ศีรษะของหานซานเชวี่ยอีกครั้ง ทำให้ร่างของอีกฝ่ายล้มลงนอนลงกับพื้น ร่างกายทั้งหมดสั่นกระตุกด้วยความเจ็บปวดอย่างรุนแรง
ในชั่วขณะนี้ หานซานเชวี่ยหวาดกลัวอย่างที่สุดแล้ว
คู่ต่อสู้ที่เมินเฉยต่อคำขู่ ไม่คำนึงถึงผลลัพธ์ใด ๆ หากลงมืออย่างเหี้ยมโหด ย่อมทำได้ทุกสิ่งอย่างแน่นอน!
“ลู่เยี่ย เจ้าหยุดก่อน!”
หานซานเชวี่ยไม่สนใจสิ่งอื่นใดอีกต่อไปแล้ว เขาร้องครวญครางด้วยความอนาถใจ
“ข้าเป็นพี่เขยของเจ้านะ! ตอนที่ข้าแต่งงานกับพี่สาวของเจ้า เจ้าก็เคยดื่มสุราในงานมงคลของพวกเรา…”
“เช่นนั้นก็สมควรต้องฟาดมากขึ้นไปอีก!”
พัดพับในมือของลู่เยี่ยที่ยกขึ้นฟาดกระหน่ำลงมาอย่างฉับพลัน
ปัง!
หานซานเชวี่ยพยายามหลบหลีก แต่ก็ยังถูกฟาดเข้าใส่ กระดูกภายในร่างกายไม่รู้ว่าแตกหักไปกี่ท่อน ลมหายใจรวยริน
พัดพับถูกใช้ราวกับกระบอง สามกระบองทำลายสายใยเครือญาติ!
บัดนี้ภายในตำหนักใหญ่ที่เต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดนี้ ผู้ที่ตายก็ตาย ผู้ที่บาดเจ็บก็บาดเจ็บ ไม่มีคู่ต่อสู้คนใดยืนอยู่ได้อีก มีก็แต่เพียงเสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวดดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ลู่เยี่ยยังไม่คลายโทสะ เขาสั่งให้ลู่ผิงพาฉีเฟยอวิ๋นเข้ามา
“ลู่เยี่ย เจ้าต้องการทำอะไรกันแน่?”
ฉีเฟยอวิ๋นดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง แต่ถูกลู่เยี่ยบีบคอเอาไว้แน่น ใบหน้าที่เริ่มเขียวคล้ำเพราะหายใจไม่ออกเต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“อย่ากลัวไป ข้าเพียงแค่ต้องการเอาร่มของข้าคืนเท่านั้น”
ลู่เยี่ยคว้าด้ามร่มกระดาษน้ำมันที่แทงทะลุท้องของฉีเฟยอวิ๋น แล้วกระชากออกมาอย่างรุนแรง
พรึ่บ!
โลหิตไหลทะลักราวกับธารน้ำตก ฉีเฟยอวิ๋นร้องครวญครางด้วยความหวาดกลัวและเจ็บปวด ร่างกายกระตุกอย่างแรงก่อนจะหมดสติไป แล้วถูกลู่เยี่ยโยนลงบนพื้นอย่างไม่ไยดี
ใคร ๆ ต่างเห็นว่า หากไม่รีบช่วยรักษาทันที ฉีเฟยอวิ๋นย่อมต้องตายเป็นแน่
แต่กระนั้นก็หาได้มีผู้ใดใส่ใจ
“ภายในหนึ่งเค่อ ข้าต้องการรู้ถึงสาเหตุของเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้ทั้งหมด!”
ลู่เยี่ยทอดสายตามองหานซานเชวี่ยแวบหนึ่ง
ปัง!
เขาโยนพัดพับในมือทิ้งไป
หน้าพัดพับเปิดออกกางบนพื้น
ตัวอักษรใหญ่สีดำ ‘ปฏิบัติต่อผู้อื่นด้วยความเมตตา’ ได้ถูกย้อมเป็นสีแดงสดที่แสบตาไปนานแล้ว
“ข่าวที่เจ้าฟื้นคืนชีพเมื่อวานได้สร้างความตื่นตระหนกให้แก่กลุ่มอำนาจใหญ่ทั้งหลายในเมืองเทียนเหอ”
“และในเช้าวันนี้ ภายใต้การเรียกประชุมของท่านเจ้าสำนัก บรรดาผู้อาวุโสและผู้ดูแลทั้งหมดของสำนักศึกษาได้wxรวมตัวกันที่หอซงหลาน”
“ไม่นานหลังจากนั้น ข้าก็ได้รับคำสั่งจากผู้อาวุโสสูงสุดให้ข้านำองครักษ์ของหอลงทัณฑ์มาจับกุมบุตรหลานทั้งหมดของตระกูลลู่ที่ฝึกฝนอยู่ในสำนักศึกษา ปลดสถานะศิษย์ แล้วขับไล่ออกจากสำนักศึกษา”
“ที่จริงแล้ว ผู้อาวุโสสูงสุดมิได้ตั้งใจจะปล่อยบุตรหลานตระกูลลู่ไปแต่แรก เขาได้จัดเตรียมฉีเฟยอวิ๋นไว้คอยรับตัวแล้ว เพื่อจับพวกเขาไปเป็นตัวประกันให้ตระกูลฉี จุดประสงค์ก็เพื่อรับมือกับพวกเจ้าตระกูลลู่!”
…ไม่ถึงหนึ่งเค่อ หานซานเชวี่ยก็ได้เปิดเผยความจริงทั้งหมดออกมา
ลู่เยี่ยจึงเข้าใจว่า เหตุผลที่สำนักศึกษาเทียนเหอตั้งเป้าเล่นงานศิษย์ตระกูลลู่ในวันนี้ กลับเกี่ยวข้องกับตัวเขาอยู่บ้าง
เห็นได้ชัดว่า หลังจากเมื่อวานที่เขาได้ตั้งตนเป็นประมุขตระกูลลู่ พวกศัตรูที่มองว่าตระกูลลู่เป็นเพียงแค่อาหารในจานนั้นก็ทนนั่งเฉยไม่ได้แล้ว!
“เรื่องนี้เป็นการวางแผนโดยผู้อาวุโสสูงสุดหลี่ฉางเฟิงแต่เพียงผู้เดียวจริงหรือ?” ลู่เยี่ยถาม
หานซานเชวี่ยก้มหน้าด้วยความท้อแท้ “ข้าเป็นเพียงผู้ดูแลหอลงทัณฑ์ จึงได้แต่ฟังคำสั่งและปฏิบัติตามเท่านั้น”
“ถ้าเช่นนั้น เจ้าบอกข้าสิ หลี่ฉางเฟิงทำเช่นนี้ เจ้าสำนักเซวียไป๋ซงรู้เรื่องหรือไม่?” ลู่เยี่ยถามต่อ
หานซานเชวี่ยละล่ำละลักตอบว่า “ข้าคิดว่า… อาจจะรู้!”
“ข้าก็คิดเช่นนั้น” ลู่เยี่ยพยักหน้า
ในฐานะเจ้าสำนัก เซวียไป๋ซงไม่ได้ตาบอด เมื่อเกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ขึ้น เขาจะถูกปิดบังไว้ได้อย่างไร?
“ยามบ้านเมืองวุ่นวาย ทำให้เราได้รู้จักคนซื่อสัตย์และคนคดโกง ยามตกยากลำบาก ก็ทำให้เราแยกแยะความจริงใจได้ คำโบราณกล่าวไว้ไม่ผิดเลย”
อารมณ์ของลู่เยี่ยหดหู่เล็กน้อย
เห็นได้ชัดว่าเมื่อตระกูลลู่ตกอยู่ในความลำบาก เจ้าเมืองเทียนป๋อฉงผู้เป็นบุตรบุญธรรมของท่านปู่กลับเลือกที่จะนิ่งดูดาย
ส่วนหานซานเชวี่ยบุตรเขยของตระกูลลู่กลัวว่าจะถูกตระกูลลู่ลากลงน้ำไปด้วย ถึงกับยอมที่จะหย่าภรรยา และเลือกที่จะทรยศ
และเซวียไป๋ซงผู้ที่เคยสาบานว่าจะต้องตอบแทนบุญคุณที่ท่านอารองช่วยชีวิต กลับเป็นผู้ที่ชักกระบี่เข้าใส่ศิษย์ตระกูลลู่!
เรื่องนี้ทำให้ลู่เยี่ยอดสงสัยไม่ได้ว่า ในเวลานี้ ภายในเมืองเทียนเหอ คนที่เคยมีความสัมพันธ์กับตระกูลลู่ในอดีต ยังเหลือคนที่พึ่งพาได้อีกสักกี่คนกันแน่
ด้านนอกตำหนักใหญ่
ไม่รู้ว่าสายฝนที่เทกระหน่ำหยุดลงแล้วตั้งแต่เมื่อใด แสงอาทิตย์ทะลุผ่านเมฆหนาทึบ ย้อมก้อนเมฆให้เป็นสีสันงดงามดั่งเปลวเพลิง
แสงอาทิตย์ส่องลงมาที่หอลงทัณฑ์ กระทบลงบนร่างสูงตระหง่านของลู่เยี่ยที่ยืนอยู่คนเดียวให้ทอดเงายาวไปบนพื้น
บุตรหลานตระกูลลู่ที่คอยเฝ้าอยู่นอกตำหนักใหญ่ต่างรู้สึกปั่นป่วนใจ พวกเขานิ่งเงียบเป็นเวลานาน
“ลู่ผิงอยู่ต่อ ส่วนคนอื่น ๆ ให้รีบกลับไปยังตระกูลทันที”
ลู่เยี่ยก้าวเดินออกมาอย่างมั่นคง มือข้างหนึ่งกุมด้ามดาบที่เอว
“จำไว้ อย่าได้ขอความช่วยเหลือจากตระกูลในยามนี้ เพียงแค่รออยู่ที่จวนจนกว่าข้ากับลู่ผิงจะกลับไปก็พอ”
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่หอลงทัณฑ์สร้างความสะเทือนใจอย่างมาก ทำให้ภาพลักษณ์ของลู่เยี่ยในใจของบุตรหลานตระกูลลู่เพิ่มความน่าเกรงขามมากยิ่งขึ้น
เมื่อได้ยินคำสั่งของเขา ไม่มีใครกล้าประมาท ต่างรีบร้อนจากไป
มีเพียงลู่ผิงที่ยังคงอยู่ เขาอดไม่ได้ที่จะถามว่า “พี่ลู่เยี่ย ต่อจากนี้พวกเราจะทำอย่างไรต่อไป?”
เขารู้ดีว่าเรื่องในหอลงทัณฑ์นั้นลุกลามใหญ่โตแล้ว ผลที่ตามมาจะร้ายแรงมาก ไม่อาจปิดบังได้
“พาหานซานเชวี่ยและหลี่ทั่วไปที่ลานประลองยุทธ์สักหน่อย ข้าจะไปขอคำอธิบายจากเซวียไป๋ซง!”
ในดวงตาของลู่เยี่ยปรากฏความอาฆาตแค้นอย่างรุนแรง
เรื่องวันนี้ ย่อมไม่สามารถปล่อยผ่านไปได้ง่าย ๆ!
“ไป!”
ลู่เยี่ยก้าวเดินลงจากบันได มุ่งหน้าไปยังที่ไกล ๆ
เบื้องหลังของเขามีผู้พ่ายแพ้สองคนคือหานซานเชวี่ยและหลี่ทั่วที่ตามมา ทั้งคู่ดูทุลักทุเลและน่าสงสาร แต่ก็เชื่อฟังโดยดี ไม่กล้าเคลื่อนไหวมากเกินไปโดยพลการ
มีลู่ผิงเดินตามมาเป็นคนสุดท้าย
บนหลังคาอันสูงตระหง่านของหอลงทัณฑ์ แสงสว่างสาดส่องลงมา
ร่างอรชรบอบบางร่างหนึ่งนั่งอยู่ในเงามืดของสันหลังคาด้วยท่าทางสบายอารมณ์ กำลังเคี้ยวถังหูลู่อย่างเอร็ดอร่อย ดวงตาโค้งงามราวเสี้ยวพระจันทร์หรี่ลง แสดงความพึงพอใจอย่างยิ่ง
สายลมพัดมาเบา ๆ เสื้อคลุมตัวใหญ่ของสาวน้อยพลิ้วไหว เผยให้เห็นสัญลักษณ์ที่ชายเสื้อ เป็นภาพ ‘ดาบกระบี่ไขว้กัน ปีศาจก้มหัวยอมจำนน’
“แปลกจริง โจรน้อยไร้ยางอายผู้นั้นช่างกล้าหาญนัก ก่อเรื่องใหญ่โตขนาดนี้แล้ว ไม่ควรรีบหนีไปหรือ?”
สาวน้อยมือหนึ่งถือถังหูลู่ อีกมือเท้าคาง ดวงตางามเต็มไปด้วยความสงสัย “ยังคิดที่จะไปที่ลานประลองยุทธ์เพื่อชำระบัญชีกับเซวียไป๋ซงอีก… หึ! เขาคิดว่าตนเองเป็นใครกัน?”
“เช่นนี้ก็ดี โจรอย่างเจ้าตายไปเสีย จะได้ไม่ต้องให้ข้าต้องมาเด็ดหัวสุนัขของเจ้าด้วยตนเองในภายหลัง!”
โดยไม่ทันตั้งตัว ภาพความทรงจำในอดีตก็ผุดขึ้นมาในห้วงความคิดของสาวน้อย
ปีนั้น ในการสอบขุนนางที่เมืองหลวงต้าเฉียน เด็กหนุ่มในอาภรณ์สีดำผู้หนึ่งได้กดนางลงกับพื้นด้วยมือข้างหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างตบก้นของนางอย่างแรง ใบหน้ายังคงมีรอยยิ้มที่สดใสกล่าวว่า
“หากไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ ข้าจะตีให้ก้นของเจ้าแยกเป็นแปดส่วน!”
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ ใบหน้าที่งดงามและบริสุทธิ์ของสาวน้อยก็ร้อนผ่าว ความโกรธแค้นและความอับอายพลุ่งพล่านอยู่ในใจ นางกัดถังหูลู่อย่างเหี้ยมโหด ราวกับกำลังเคี้ยวหัวสุนัขของ ‘โจรน้อยไร้ยางอาย’ ผู้นั้น
“ไม่ได้การ ข้าต้องไปดูให้เห็นกับตาว่าเจ้าจะถูกตีจนตายอย่างไร!”
สายน้อยเพิ่งจะลุกขึ้น ร่างบอบบางของนางก็พลันแข็งทื่อขึ้นมาทันที
เห็นได้ว่าลู่เยี่ยที่เดินห่างออกไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อใดที่เขาหันกลับมา แล้วมองมาทางนางพร้อมรอยยิ้ม
เขายังยกมือโบกมาทางนางอีกด้วย!