บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 147 เคล็ดวิชามหาดารา
รุ่งเช้าของวันถัดมา ฟ้าเพิ่งจะสาง ลูเยี่ยก็ออกจากเรือนเมฆาเขียวแล้วเดินทางไปยังตำหนักสมบัติสวรรค์
“ดาบพิชิตมารเอย ดาบพิชิตมาร เจ้าดาบพังๆ นี้อย่าทำให้ข้าผิดหวังเป็นอันขาดเชียวนะ!”
ลูเยี่ยนึกถึงเหตุการณ์เมื่อคืนก็รู้สึกเจ็บปวดใจ เพื่อทดสอบดาบพิชิตมาร เขาเกือบจะเอาสมบัติระดับตำหนักวิญญาณทั้งหมดที่มีอยู่ตามตัวออกมา
ตามที่ลูเยี่ยคาดการณ์ไว้ ดาบบินที่มีพลังอันชั่วร้ายและโหดเหี้ยมนี่เหมือนกับมีจิตวิญญาณเป็นของตัวเอง สามารถกลืนกินพลังวิญญาณของสมบัติล้ำค่าของเขาเพื่อซ่อมแซมตนเอง
สมบัติล้ำค่าระดับตำหนักวิญญาณที่ลูเยี่ยสะสมไว้แทบจะถูกกลืนกินจนหมดเกลี้ยง เหมือนเป็นนักกินตัวฉกาจเลยทีเดียว แต่ผลลัพธ์ก็ไม่ชัดเจนเท่าใดนัก รอยร้าวทั้งแปดที่อยู่บนตัวดาบยังคงอยู่เหมือนเดิม มีเพียงรอยร้าวหนึ่งที่ดูเล็กลงไปเล็กน้อยเท่านั้น!
ลูเยี่ยทำได้เพียงปลอบใจตัวเองว่า ในเมื่อมันกินเก่งถึงเพียงนี้ ย่อมหมายความว่าพื้นฐานเดิมของดาบพังๆ ก่อนที่จะเสียหายจะต้องน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง!
เขาเข้าใจดีว่าในระยะเวลาอันสั้น อย่าหวังเลยว่าดาบพังๆ นี้จะมีการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพใดๆ
“เมื่อดาบเล่มนี้ตกอยู่ในมือของบรรพชนหลินชวน คงไม่เคยเกิดความผิดปกติเช่นนี้มาก่อน”
ลูเยี่ยคิดในใจ “ไม่เช่นนั้นด้วยวิธีการของเขา คงจะรีบนำสมบัติล้ำค่ามากมายมาเป็นอาหารให้กับดาบพิชิตมารไปนานแล้ว…”
เมื่อตระหนักได้ในจุดนี้ ลูเยี่ยก็ยิ่งมั่นใจว่าความผิดปกติของดาบพิชิตมารนี้มุ่งเป้ามาที่ตัวเขาเพียงคนเดียว หากเป็นเช่นนั้น จุดประสงค์ของบรรพชนหลินชวนที่มอบดาบให้ อาจจะเกี่ยวข้องกับเขตหวงหามลึกลับที่สี่หรือไม่?
หรืออาจเป็นเพราะเขาพบแต่แรกแล้วว่า พลังอำมหิตและชั่วร้ายที่ซ่อนอยู่ในดาบเล่มนี้ สามารถแทรกซึมเข้าสู่จิตเทวะของตนได้?
หลังจากที่รับสมบัติล้ำค่าระดับตำหนักวิญญาณสามชิ้นจากตำหนักสมบัติสวรรค์ ลูเยี่ยก็ยังคงครุ่นคิดถึงเรื่องนี้อยู่ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถคิดออกได้ว่าอะไรเป็นอย่างไร ลูเยี่ยเดินทางมาถึงตำหนักคัมภีร์หลัก
“เจ้าสำนักได้มีคำสั่งแล้ว อนุญาตให้เจ้าเลือกวิชาประจำสำนักหนึ่งอย่าง ตามข้ามาเถิด”
ผู้อาวุโสท่านหนึ่งจากตำหนักคัมภีร์หลัก พาลูเยี่ยมาถึงขั้นสูงสุดของตำหนักคัมภีร์หลัก
“ที่นี่คือสถานที่เก็บวิชาประจำสำนักของเรา”
ผู้อาวุโสแซ่หลิวผมยาวสีเทาขาว ใบหน้าอ่อนโยน กำลังอธิบายให้ลูเยี่ยฟังด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ตรงกลางตำหนักมีโต๊ะหยกตั้งอยู่ บนโต๊ะหยกมีแผ่นหยกหกอันวางอยู่ ซึ่งทั้งหมดถูกปกคลุมด้วยค่ายกลควบคุม ทำให้ไม่สามารถใช้จิตเทวะสัมผัสรับรู้หรือแอบดูได้
“วิชาประจำสำนักหกเล่มที่เป็นหัวใจสำคัญของสำนักนี้ ได้แก่ ‘คัมภีร์เปลวเพลิงหลอมสุริยะ’, ‘เคล็ดวิชาจำแลงมังกรน้ำแข็ง’, ‘คัมภีร์เพลิงบริสุทธิ์ลิ่วเจีย’, ‘คัมภีร์ดาบเก้าควบคุม’, ‘คัมภีร์เทียนเสวียน’…”
เมื่อผู้อาวุโสหลิวกล่าวมาถึงตรงนี้ น้ำเสียงของเขาก็หยุดไปชั่วขณะ จากนั้นจึงชี้ไปที่แผ่นหยกอันสุดท้ายแล้วกล่าวว่า
“นี่เป็นวิชาประจำสำนักชื่อ ‘เคล็ดวิชามหาดารา’ เป็นเพียงเคล็ดวิชาที่ไม่สมบูรณ์ ซึ่งท่านบรรพจารย์ผู้ก่อตั้งได้รับมาจากเขตหวงหามลึกลับแห่งหนึ่ง”
“ในอดีตก็มีคนมากมายเลือกเคล็ดวิชานี้ แต่น่าเสียดายที่บางคนไม่อาจตระหนักรู้แก่นแท้ได้ พลังจึงมีจำกัด”
“หรือไม่อีกที ก็เกิดผลสะท้อนร้ายแรงระหว่างการฝึก อาการเบาหน่อยก็ถึงขั้นรากฐานแห่งเต๋าได้รับความเสียหาย อาการหนักหน่อยก็เสียสติวิปลาสเข้าสู่ทางมาร”
ผู้อาวุโสหลิวเอ่ยเตือนว่า “ที่ข้าพูดมากมายเพียงเพื่อเตือนเจ้า อย่าได้เลือกเคล็ดวิชานี้เลย เพราะมันไม่สมบูรณ์ แม้แต่ในสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ของพวกเรา บรรพจารย์ผู้ก่อตั้งเองก็ยังไม่อาจฝึกฝนให้สำเร็จได้จริง”
ลูเยี่ยใช้สายตากวาดมองพวกคัมภีร์วิถีเหล่านั้น
เมื่อวานตอนที่ประลองกับหนานฉีหยาง ชิวเชิง และคนอื่นๆ เขาได้ประจักษ์พลังของคัมภีร์วิถีหลักทั้งห้าเล่มที่เป็นหัวใจของสำนักแล้ว และแน่นอนว่าไม่เห็นใครฝึกฝนเคล็ดวิชามหาดาราสำเร็จ
ลูเยี่ยถามด้วยความสงสัย “ในเมื่อไม่มีผู้ใดฝึกฝนสำเร็จ เหตุใดจึงยังวางเคล็ดวิชานี้ไว้ที่นี่”
ผู้อาวุโสหลิวกล่าวว่า “เพราะตั้งแต่ อดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้อาวุโสทุกท่านหลังจากได้อ่านแล้ว ต่างก็ลงความเห็นว่าเคล็ดวิชานี้ลึกลับเกินหยั่งถึง ภายในบรรจุแก่นแท้อันน่าอัศจรรย์ของมหาวิถีไว้ พวกเขาหวังว่าในอนาคตจะมีผู้สามารถตระหนักรู้ได้อย่างแท้จริง น่าเสียดายที่…”
ผู้อาวุโสหลิวส่ายหน้า ความหมายที่แฝงอยู่ในคำพูดคือจนถึงทุกวันนี้ ก็ยังไม่มีผู้ใดสามารถตระหนักรู้และฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ได้อย่างแท้จริง
ทันใดนั้น ผู้อาวุโสหลิวก็หัวเราะเบาๆ แล้วกล่าวว่า “ในตอนที่บรรพจารย์ผู้ก่อตั้งของพวกเรายังมีชีวิตอยู่ ท่านได้ทิ้งโองการศักดิ์สิทธิ์ไว้เกี่ยวกับเคล็ดวิชานี้”
ลูเยี่ยถามว่า “โองการศักดิ์สิทธิ์หรือ?”
“ใช่ ท่านบรรพจารย์ผู้ก่อตั้งได้กล่าวไว้ในโองการศักดิ์สิทธิ์ว่า ผู้ใดสามารถตระหนักรู้ในเคล็ดวิชามหาดาราได้ ผู้นั้นจะมีคุณสมบัติในการสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนัก!”
“นอกจากนี้ ยังจะได้รับสมบัติล้ำค่าลับที่บรรพจารย์ผู้ก่อตั้งทิ้งไว้ให้สำนักอีกด้วย!”
ผู้อาวุโสหลิวถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “แต่น่าเสียดายจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครทำได้เลย”
ลูเยี่ยกล่าว “ยังมีเรื่องแบบนี้อีกหรือ”
ผู้อาวุโสหลิวกล่าว “บรรพจารย์ทิ้งคำสั่งและสมบัติลับไว้ ทุกสิ่งยังคงอยู่จนถึงทุกวันนี้ แน่นอนว่าไม่มีทางเป็นของปลอม”
ลูเยี่ยคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วกล่าว “ถ้าเช่นนั้น ข้าจะเลือกมันแล้วกัน!”
ผู้อาวุโสหลิวตกตะลึงไป “ข้าขอแนะนำให้เจ้าพิจารณาอีกครั้ง หากเจ้าเผชิญกับการสะท้อนกลับขณะฝึกฝนเคล็ดวิชานี้ มันจะไม่เป็นประโยชน์แต่กลับเป็นโทษต่อเจ้า!”
ลูเยี่ยหัวเราะแล้วกล่าว “ไม่จำเป็นต้องพิจารณาแล้ว”
“ถ้าเช่นนั้น ข้าจะพูดให้ชัดเจน หากท่านเจ้าสำนักถามเจ้า ห้ามโทษข้า นี่เป็นการเลือกของเจ้าเองทั้งหมด”
ผู้อาวุโสหลิวกล่าวอย่างเคร่งขรึม ลูเยี่ยพยักหน้า
ผู้อาวุโสหลิวไม่ได้พยายามเกลี้ยกล่อมอีกต่อไป สะบัดแขนเสื้อเปิดค่ายกลควบคุมและส่งแผ่นหยกให้ลูเยี่ย
“เจ้าสามารถทำจิตให้สงบแล้วศึกษาอย่างตั้งใจในที่แห่งนี้ได้”
กล่าวจบผู้อาวุโสหลิวก็หมุนตัวจากไป
ตอนนี้ที่ชั้นบนสุดของตำหนักเหลือเพียงลูเยี่ยเพียงลำพัง ลูเยี่ยกำแผ่นหยกไว้ในมือ ดวงตาของเขามองไปยังผนังด้านหลังโต๊ะหยก มีม้วนภาพเหมือนบุคคลแขวนอยู่บนนั้น
นั่นคือภาพวาดของชายร่างผอมคนหนึ่งยืนอยู่บนหน้าผาเพียงลำพัง แบกฝักดาบ ดวงตามองไปยังทะเลเมฆ ชายผู้นั้นสวมหมวกและชุดคลุมอย่างสง่างาม หนวดเคราพลิ้วไหว ดูองอาจไม่ธรรมดา
‘ท่านผู้นี้คงจะเป็นบรรพจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ หวงเสวียนตู กระมัง’
ลูเยี่ยคิดในใจ หวงเสวียนตูได้ออกเดินทางท่องเที่ยวไปยังดินแดนต่างๆ ในโลกมนุษย์ตั้งแต่เมื่อนานมาแล้ว ราวกับเป็นเมฆอิสระและนกยูงป่า จนกระทั่งเวลาต่อมา หวงเสวียนตูได้ส่งจดหมายกลับมายังสำนัก บอกว่าได้เดินทางไปฝึกฝนที่ดินแดนหลิงชาง ตั้งแต่นั้นมาก็ไม่เคยกลับมาอีกเลย
‘หากในอนาคตได้เดินทางไปฝึกฝนที่ดินแดนหลิงชาง ข้าจะลองดูว่าจะมีวาสนาได้พบกับเขาหรือไม่ คิดว่าคงเป็นเรื่องที่น่าประทับใจอยู่ไม่น้อย’
ลูเยี่ยยิ้มเล็กน้อย ไม่คิดอะไรมากอีกต่อไป นั่งขัดสมาธิแล้วหยิบแผ่นหยกออกมา เพียงไม่นานหลังจากนั้น ลูเยี่ยก็ขมวดคิ้ว เป็นจริงดังคาด เคล็ดวิชามหาดารานี้ไม่ครบสมบูรณ์ ความลึกลับแก่นแท้หลายอย่างได้สูญหายไปแล้ว
ลูเยี่ยเคยได้รับการถ่ายทอดวิชาจากบรรพจารย์หลายท่านในสนามรบนอกอาณาจักร ความตระหนักรู้ของเขาเกี่ยวกับการสืบทอดเคล็ดวิชาลับนั้นไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะเทียบได้ ด้วยเหตุนี้แม้จะเหลือเพียงเคล็ดวิชาที่ไม่สมบูรณ์ เขาก็สามารถมองออกได้ว่า วิชาที่ถูกถ่ายทอดนี้ไม่ใช่วิชาธรรมดา!
ดูเหมือนจะเป็นเคล็ดวิชาลับระดับสูงสุดสำหรับการต่อสู้ แต่จะแข็งแกร่งมากเพียงใดนั้นไม่อาจคาดเดาได้ อย่างไรก็ตาม ลูเยี่ยมั่นใจว่าหากอาศัยเพียงแค่เคล็ดวิชาที่ไม่สมบูรณ์นี้ ไม่ว่าใครก็ไม่อาจฝึกฝนให้สำเร็จได้ และเป็นเช่นที่ผู้อาวุโสหลิวกล่าวไว้จริงๆ หากใครก็ตามที่พยายามฝึกฝนอย่างดันทุรัง ทุกคนย่อมได้รับผลสะท้อนกลับ!
‘โชคดีที่ข้าสามารถเข้าไปยังดินแดนแห่งปฐมกำเนิด เพียงพอที่จะใช้เคล็ดวิชาแปลงต้นกำเนิดเพื่อฟื้นฟูแก่นแท้อันสมบูรณ์ของเคล็ดวิชานี้ได้!’
ลูเยี่ยคิดในใจ เขามีวิชาฝึกฝนจากบรรพจารย์หลายท่านอยู่แล้ว จึงไม่ได้สนใจที่จะเรียนรู้ ‘เคล็ดวิชามหาดารา’ มากนัก อย่างไรก็ตาม คำพูดของผู้อาวุโสหลิวนั้นกลับจุดประกายความสนใจให้ลูเยี่ย เหตุใดบรรพจารย์ผู้ก่อตั้งหวงเสวียนตูถึงได้ออกโองการศักดิ์สิทธิ์ โดยกล่าวว่าผู้ที่ทำการตระหนักรู้เคล็ดวิชามหาดาราได้ จะมีคุณสมบัติที่จะสืบทอดตำแหน่งเจ้าสำนักได้?
แล้วสมบัติลับที่เขาทิ้งไว้คืออะไรกันแน่?
นี่คือเหตุผลที่แท้จริงที่ลูเยี่ยเลือกที่จะฝึกฝนเคล็ดวิชามหาดารา หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลูเยี่ยก็ตัดสินใจแล้วว่าจะเข้าไปในดินแดนแห่งปฐมกำเนิดสักหนึ่งเที่ยวในตอนนี้ เพื่อทำการตระหนักรู้เคล็ดวิชามหาดาราให้ถ่องแท้ให้สำเร็จ!
ชั้นหนึ่งของตำหนักคัมภีร์หลัก
ผู้อาวุโสหลิวนั่งดื่มสุราอย่างสบายอกสบายใจอยู่ตรงนั้น
“ผู้อาวุโสหลิว ผู้อาวุโสใหญ่ให้ข้ามาถามเจ้าว่าลูเยี่ยเลือกวิชาประจำสำนักใดของสำนัก”
ชายชราในเสื้อคลุมสีเทาเดินเข้ามาใกล้แล้วส่งเสียงกระแสจิตสอบถาม
ผู้อาวุโสหลิวรู้สึกกระปรี้กระเปร่า รีบส่งเสียงกระแสจิตตอบว่า “บอกผู้อาวุโสใหญ่ว่าเป็นไปตามที่เขาคาดการณ์ไว้ หลังจากที่ข้าพูดถึงเคล็ดวิชามหาดารา ลูเยี่ยก็ติดกับดักทันที!”
ชายชราในเสื้อคลุมสีเทาดวงตาฉายแววประหลาด “เจ้าได้บอกเขาถึงข้อเสียของการฝึกเคล็ดวิชานี้แล้วหรือไม่?”
“บอกไปแล้ว! และยังเตือนมากกว่าหนึ่งครั้งแต่เขากลับไม่ยอมฟัง”
ผู้อาวุโสหลิวมีสายตาที่แปลกประหลาด “ตามความเห็นของข้า เจ้าหนุ่มคนนี้เป็นไปตามที่ผู้อาวุโสใหญ่คาดการณ์ไว้ เขาคิดว่าตนมีคุณสมบัติที่จะเป็นเจ้าสำนัก และถูกสมบัติล้ำค่าที่บรรพจารย์ทิ้งไว้ดึงดูดวิญญาณไปแล้ว!”
ชายชราในเสื้อคลุมสีเทาหัวเราะแล้วจากไป
ผู้อาวุโสหลิวถอนหายใจยาว พึมพำในใจ ‘ลูเยี่ยเอ๋ยลูเยี่ย หากเจ้ารู้จักถอยเมื่อเจอกับความยากลำบาก เจ้าก็จะไม่เกิดเรื่องอะไรขึ้น’
‘แต่หากไม่ประมาณตนและพยายามฝึกฝนอย่างดันทุรัง เจ้าก็มีแต่จะต้องเสียใจไปชั่วชีวิต!’