บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 151 ผู้หนึ่งบรรลุเต๋า ไก่และสุนัขก็พลอยได้ดิบได้ดีไปด้วย
- Home
- บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน
- บทที่ 151 ผู้หนึ่งบรรลุเต๋า ไก่และสุนัขก็พลอยได้ดิบได้ดีไปด้วย
แสงสว่างเจิดจ้าสายหนึ่งทะลุผ่านชั้นเมฆ และค่อยๆ ร่อนลงมาที่นอกเมืองเทียนเหอ
บนแสงสว่างนั้นมีกลุ่มเงาร่างที่ดูราวกับเซียนยืนอยู่
ผู้นำกลุ่มมีผมขาวแต่ใบหน้ายังดูเยาว์วัย คิ้วเมตา ตาเปี่ยมกรุณา มีกลิ่นอายของเซียนอันสูงส่ง
บริเวณใกล้ประตูเมือง ทันใดนั้นเกิดเสียงอุทานตกใจดังขึ้นโดยรอบ
“เทพเซียน?”
“ต้องเป็นเช่นนั้นแน่นอน! พวกเขาเหล่านั้นล้วนเหาะเหินเดินอากาศมาที่นี่!”
“โอ้สวรรค์ เทพเซียนลงมายังโลกมนุษย์ ข้าได้เห็นด้วยตาตัวเองแล้วหรือนี่!”
ผู้คนมากมายต่างตกตะลึง บางคนถึงกับหมอบคุกเข่าลง วิงวอนขอพรจากเทพเซียนให้คุ้มครอง
นี่คือปฏิกิริยาของผู้คนในโลกมนุษย์
“สำนักเต๋าหลิงซูนี่ช่างใจกล้าเหลือเกิน กล้าออกประกาศจับศิษย์ของสำนักของเรา ลูเยี่ย!”
กลุ่มร่างที่เหาะเหินลงมานั้นล้วนมองเห็นรายชื่อผู้ถูกประกาศจับบนประตูเมือง
ชายชราที่มีหน้าตาใจดีมีเมตตาซึ่งอยู่ในตำแหน่งผู้นำ ทันใดนั้นก็เปล่งเสียงแค่นหยัน
พร้อมกับสะบัดแขนเสื้อกว้าง รายชื่อผู้ถูกประกาศจับบนประตูเมืองก็ถูกเผาจนกลายเป็นเถ้าถ่าน
“ขอถามว่าผู้ใดรู้บ้างว่าตระกูลลูตั้งอยู่ที่ใด?”
ชายชรากวาดสายตามองไปรอบด้าน
อีกาหัวขาวบินมาในทันที
“ข้าเป็นผู้ติดตามของท่านใต้เท้าลูเยี่ย ยินดีนำทางให้ทุกท่าน!”
“เช่นนั้นหรือ ขอบคุณในความช่วยเหลือ!”
ชายชราโบกมือใหญ่ นำพาทุกคนตามอีกาหัวขาวบินเข้าสู่เมือง
ตระกูลลู
ลูเชียวนั่งอยู่ที่นั่นเพียงลำพัง ครุ่นคิดในใจ
ตอนนี้ตระกูลลูยังคงราบรื่นสงบ ไม่มีผู้ใดในเมืองกล้ารุกราน
แต่หลังจากที่ประกาศจับของสำนักเต๋าหลิงซูปรากฏบนกำแพงเมือง สถานการณ์ในเมืองก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบงัน
ทั่วทั้งเมืองเทียนเหอ ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายใด ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด ล้วนมองคนตระกูลลูเป็นดังเทพแห่งโรคระบาด พยายามหลีกเลี่ยงให้ห่างไกลที่สุด
ไม่มีใครกล้าทำการค้ากับตระกูลลู ไม่มีใครกล้าติดต่อกับตระกูลลู ราวกับถูกโลกทอดทิ้ง
นี่คืออิทธิพลของสำนักเต๋าหลิงซู
ในสายตาของคนในโลกมนุษย์ คนของสำนักเต๋าหลิงซูไม่ต่างอะไรกับเทพเซียนที่อยู่นอกโลก
เด็กน้อยวัยเจ็ดแปดขวบกลุ่มหนึ่งกลับบ้านอย่างตื่นเต้น
พวกเขานั้นดูทรุดโทรมอย่างมาก ผมเผายุ่งเหยิง อาภรณ์เปื้อนฝุ่นดินไปทั่ว หลายคนยังมีจมูกช้ำและหน้าบวม
“บัดซบ! คราวหน้าจะไปตีพวกสุนัขรับใช้พวกนั้นอีก!”
“กล้าด่าว่าพวกเราตระกูลลูว่าเป็นเทพแห่งโรคระบาด เจอครั้งไหนก็ต้องตีครั้งนั้น!”
พากันด่าทออย่างดุดัน แต่ทุกคนต่างรู้สึกภาคภูมิใจเพราะออกไปต่อสู้ข้างนอกแล้วได้รับชัยชนะอีกครั้ง
ลูเชียวเห็นเช่นนี้ก็ได้แต่ถอนหายใจในใจ
เหล่าเด็กน้อยของตระกูลลูล้วนได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะออกไปที่ใดก็ล้วนถูกเด็กเนื้อรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเขาดูหมิ่นเหยียดหยามและเย้ยหยัน
เด็กน้อยไม่เข้าใจเรื่องราว แต่พวกผู้ใหญ่จะไม่เข้าใจได้อย่างไร?
ท่าทีของผู้ใหญ่ย่อมจะส่งผลกระทบต่อพวกเด็กๆ อย่างแน่นอน!
“พวกเจ้าเข้ามาที่นี่ ชนะหรือไม่?”
หยวนคุนเอ่ยถามเสียงทุ่มต่ำ
“ชนะ!”
เด็กๆ เหล่านั้นตอบพร้อมกันเสียงดังแข่งกันไปมา
หยวนคุนขมวดคิ้วพลางกล่าวว่า
“แต่เหตุใดพวกเจ้ายังมีคนถูกซ้อมละ? ดูเหมือนว่าปกติพวกเจ้ายังฝึกฝนกันไม่หนักพอ!”
เขาโบกมือเรียก
“มาที่นี่ทุกคน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ตราบใดที่ยังไม่ตาย ก็จงฝึกฝนให้หนักเข้าไว้!”
พวกเด็กเล็กๆ เหล่านั้นร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดทันที
ลูเชียวอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ
เดิมทีหยวนคุนก็เป็นอาจารย์ของสำนักศึกษาเทียนเหอ บัดนี้รับหน้าที่สอนการฝึกฝนในตระกูลลู และทำหน้าที่ด้วยความทุ่มเท
“สถานการณ์ของตระกูลในตอนนี้ไม่เลวแล้ว อย่างน้อยไม่ต้องกังวลถึงภัยคุกคามที่จะทำให้ตระกูลล่มสลายอีกต่อไป”
ลูเชียวนึกถึงน้องชายของเขา
“ไม่รู้เหมือนกันว่าอาเยี่ยเป็นอย่างไรบ้างที่สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ ได้ยินว่าการแข่งขันระหว่างศิษย์ในสำนักนั้นโหดร้ายอย่างยิ่ง หวังแค่ว่าอาเยี่ยจะไม่ถูกรังแก…”
“คุณชายใหญ่ ท่านใต้เท้าเวิงมาแล้วขอรับ”
ภายใต้การนำทางของบ่าวรับใช้สูงอายุ เวิงอวิ๋นชิวก็มาถึง
ลูเชียวรู้สึกใจเต้นแรง หรือว่าองค์ชายใหญ่เชียงอางลวี่จะกลับคำไม่ต้องการร่วมมือกับสกุลลูแล้วรึ?
หลังจากทักทายกันเล็กน้อย เวิงอวิ๋นชิวก็กล่าวตรงไปตรงมา
“เรื่องที่ลูเยี่ยถูกสำนักเต๋าหลิงซูประกาศจับนั้น เรื่องนี้ได้แพร่กระจายไปทั่วทั้งแผ่นดินต้าเฉียนแล้ว องค์ชายใหญ่ย่อมทราบเรื่องแล้วเช่นกัน”
ลูเชียวกล่าวด้วยสีหน้าสงบนิ่ง “องค์ชายใหญ่มีรับสั่งว่าอย่างไร?”
เวิงอวิ๋นชิวกล่าวเสียงทุ่มต่ำว่า
“องค์ชายใหญ่ตั้งใจให้ข้ามาในวันนี้เพื่อแสดงท่าทีต่อตระกูลลูโดยเฉพาะ ว่าถึงแม้ลูเยี่ยจะมีเรื่อง ก็จะไม่ยุติความร่วมมือกับตระกูลลู!”
ลูเชียวรู้สึกประหลาดใจทันที
เวิงอวิ๋นชิวกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“กล่าวตามตรง ข้าไม่คาดคิดว่าองค์ชายใหญ่จะให้ความสำคัญกับตระกูลลูถึงเพียงนี้
เพราะสุดท้ายแล้วลูเยี่ยถูกสำนักเต๋าหลิงซูออกประกาศจับ ชะตากรรมชีวิตต่อจากนี้ยากจะคาดเดา”
“และเนื่องจากเรื่องนี้ คนมากมายในราชวงศ์เชียงต่างก็กระตือรือร้นอยากจะอาศัยอำนาจของสำนักเต๋าหลิงซูมาจัดการกับตระกูลลูของพวกท่าน!”
“อย่างกุ้ยเฟยพานหลานอวิ๋น และกลุ่มอำนาจที่เคยสนับสนุนองค์ชายสามในอดีต ได้ประกาศอย่างเด็ดขาดว่า ครั้งนี้พวกเขาจะกวาดล้างตระกูลลูให้สิ้นซาก!”
“ทั้งหมดนี่ทำให้องค์ชายใหญ่ต้องแบกรับแรงกดดันอย่างหนัก!”
เวิงอวิ๋นชิวกล่าวว่า
“แต่องค์ชายใหญ่ไม่ยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว พระองค์ได้ทุ่มเทกำลังทั้งหมด ระดมทุกความสัมพันธ์และอำนาจที่มีเพื่อขัดขวางไม่ให้คนเหล่านั้นแก้แค้นตระกูลลู!”
ลูเชียวรู้สึกตื้นตันใจอย่างมาก จิตใจปั่นป่วนเต็มไปด้วยความรู้สึกซาบซึ้ง
เวิงอวิ๋นชิวกล่าวว่า
“สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น รอให้มีโอกาสในภายหลัง พวกท่านตระกูลลูค่อยไปทำความเข้าใจด้วยตัวเอง แล้วท่านก็จะเข้าใจว่าองค์ชายใหญ่ต้องจ่ายไปมากเพียงใด”
ลูเชียวประสานมือคำนับ “ขอบคุณท่านอาวุโสที่บอกเรื่องทั้งหมดนี้แก่ข้า บุญคุณขององค์ชายใหญ่นี้ตระกูลลูจะไม่มีวันลืมเลือน!”
เวิงอวิ๋นชิวถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ข้าเพียงหวังว่าลูเยี่ยจะผ่านพ้นวิกฤตในครั้งนี้ไปได้”
เมื่อถูกสำนักเต๋าหลิงซูออกประกาศจับ ผููู้ใดในโลกนี้จะรอดชีวิตได้?
อย่างไรก็ตาม เวิงอวิ๋นชิวก็มองไม่เห็นความหวังใดๆ เลย
ด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดองค์ชายใหญ่ยังคงปฏิบัติตอตระกูลลูด้วยความเอื้อเฟื้อเช่นนี้ มีแต่ข้อเสียไม่มีประโยชน์ใดๆ เลย!
“คุณชายใหญ่! เทพเซียนจากสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ได้เดินทางมาด้วยตัวเอง บอกว่ามาแสดงความยินดีถึงจวนขอรับ!”
บ่าวรับใช้สูงอายุรีบวิ่งมาอย่างรีบร้อน ท่าทางตื่นเต้นจนร่างกายโซเซไปมา
สำนักกระบี่เก้าสวรรค์? มาเพื่อแสดงความยินดีรึ?
ลูเชียวชะงักไป เวิงอวิ๋นชิวก็ตัวสั่นสะท้านไปทั้งร่าง
ในวันนั้น ผูู้ฝึกตนจากสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ได้ประกาศว่า ลูเยี่ยได้กลายเป็นศิษย์หลักของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์แล้ว!
หลังจากนั้น เหล่าผู้ฝึกตนของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ได้นำเตาหลอมชุนชิวมอบให้กับตระกูลลู บนเตาหลอมสลักอักษรสี่ตัวที่เจ้าสำนักเขียนด้วยลายมือตนเอง ‘ร่วมทุกข์ร่วมสุข’
นอกจากนี้ สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ยังนำของสมบัติล้ำค่ามากมายมอบให้เป็นรางวัลแก่ตระกูลลู
ทั่วทั้งตระกูลลูต่างตื่นเต้นโห่ร้องด้วยความปิติยินดี
“ศิษย์หลักหรือ? อาเยี่ยได้รับการยอมรับจากสำนักกระบี่เก้าสวรรค์เร็วถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
ลูเชียวมีสีหน้าเหม่อลอย
“องค์ชายใหญ่เดิมพันถูกแล้ว… เดิมพันถูกแล้ว…”
เวิงอวิ๋นชิวตื่นเต้นจนตบต้นขาตัวเองแรงๆ ในขณะเดียวกันเขาก็แอบดีใจในใจ
ครั้งนี้ต้องขอบคุณองค์ชายใหญ่ที่ไม่สนใจคำคัดค้านของคนส่วนใหญ่ ไม่ได้ยุติความร่วมมือกับตระกูลลู มิเช่นนั้นคงจะต้องเสียใจตายเลยทีเดียว!
มีสำนักกระบี่เก้าสวรรค์คุ้มครองอยู่ สำนักเต๋าหลิงซูจะกล้าแตะต้องลูเยี่ยแม้แต่นิดเดียวหรือไม่? ลองดูสิ!
นอกจากนี้ มีสำนักกระบี่เก้าสวรรค์เป็นที่พึ่งสำหรับองค์ชายใหญ่แล้ว คุณค่าของลูเยี่ยก็ยิ่งมีมากขึ้นไปอีก!
‘สมแล้วที่เป็นองค์ชายใหญ่ สายตาเฉียบคมและมีบารมีเหลือล้น!’
เวิงอวิ๋นชิวคิดในใจ
‘คราวนี้เมื่อกลับไปแล้ว ข้าจะแจ้งข่าวดีนี้ให้องค์ชายใหญ่ทราบ แล้วจะดูสักหน่อยว่าพวกคนของราชวงศ์เชียงที่ต้องการเล่นงานตระกูลลู จะกล้าไม่สนใจสำนักกระบี่เก้าสวรรค์หรือไม่!’
ในวันเดียวกันนั้น ข่าวเกี่ยวกับการที่ลูเยี่ยได้เป็นศิษย์หลักของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ก็แพร่สะพัดไปทั่วเมืองเทียนเหอ สร้างความตื่นตะลึงอย่างใหญ่หลวง
ในวันเดียวกันนั้นเอง บรรดาผู้คนที่เคยมองว่าตระกูลลูเป็นเหมือนโรคระบาดและพยายามหลีกเลี่ยงให้ไกลที่สุด ต่างก็เสียใจจนแทบกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
หลายคนถึงกับต้องมาขอขมาด้วยตนเอง พยายามซ่อมแซมความสัมพันธ์กับตระกูลลู…
โบราณกล่าวไว้ว่า หากผู้หนึ่งบรรลุเต๋า ไก่และสุนัขก็พลอยได้ดิบได้ดีไปด้วย
ในสายตาของคนในโลกมนุษย์ ลูเยี่ยในตอนนี้คือผู้สืบทอดของเทพเซียนที่อยู่นอกโลกแล้ว ตระกูลลูจะต้องเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้นอย่างแน่นอน!
“ท่านนกผู้นี้ก็จะไปฝึกฝนที่สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ด้วยเช่นกัน!”
อีกาหัวขาวออกเดินทางในวันนั้นเอง กลับไปพบท่านยายหนึ่งครั้ง หลังจากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังสำนักกระบี่เก้าสวรรค์
ข่าวเกี่ยวกับการที่ลูเยี่ยได้กลายเป็นศิษย์หลักของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์นั้น ก็ได้แพร่กระจายไปยังส่วนต่างๆ ของในโลกต้าเฉียนในช่วงเวลาต่อมา
ครึ่งเดือนต่อมา ยอดเขาเวยหราน เรือนเมฆาเขียว
ลูเยี่ยเดินออกมาจากห้อง
สามวันก่อน พลังบำเพ็ญที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้เข้าสู่ขั้นคอขวด
ไม่ว่าจะดูดซับปราณวิญญาณมากแค่ไหน ก็ไม่ได้ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้นแต่อย่างใด
ครั้งนี้ไม่เกี่ยวกับความผิดปกติของผังดาบเก้าคุมขัง แต่เป็นเพียงอุปสรรคที่เกิดขึ้นในพลังบำเพ็ญเท่านั้น
ลูเยี่ยตระหนักว่าอุปสรรคเช่นนี้ไม่สามารถทำลายได้ด้วยการปิดด่านฝึกฝน
เขาตั้งใจจะไปที่ยอดเขาทดสอบสักครั้ง ที่นั่นมีสถานที่ทดสอบต่างๆ สำหรับศิษย์สำนัก การทดสอบหลายอย่างล้วนเป็นประโยชน์ต่อการทำลายคอขวด
เพิ่งก้าวออกจากประตูใหญ่ของลานเรือน เขาก็เห็นชายหนุ่มสวมชุดผ้าไหมกำลังนั่งดื่มสุราอยู่ไม่ไกลนัก
เบื้องหน้าชายหนุ่มชุดผ้าไหมมีอาหารเลิศรสวางอยู่เต็มโต๊ะ ดูสบายอารมณ์ยิ่งนัก
ลูเยี่ยเหลือบมองเพียงครั้งเดียวแล้วหมุนตัวเดินจากไป
บนยอดเขาเวยหรานนี้ยังมีศิษย์หลักอาศัยอยู่ไม่น้อย ลูเยี่ยจึงไม่รู้สึกแปลกใจอะไร
“ศิษย์น้องลู โปรดรอก่อน!”
ชายหนุ่มชุดผ้าไหมกล่าว
“ข้าได้มาคอยเจ้าอยู่ที่นี่ถึงเจ็ดวันแล้ว ศิษย์น้องลูจะใจดำเหลือบมองเพียงครั้งเดียวแล้วเดินจากไปได้อย่างไร?”