บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 162 กล้าหาญ
เมื่อทางเข้าสู่ดินแดนลับหุบเขาสมุนไพรวิญญาณปรากฏขึ้น เหล่าศิษย์ของกองกำลังใหญ่ต่างๆ ก็เริ่มลงมือทันที
ไม่นานนักในที่นั้นก็เหลือเพียงแค่ผู้แข็งแกร่งขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นผู้นำเท่านั้น
“ไม่รู้ว่าศิษย์น้องลูและคนอื่นๆ จะสามารถอยู่รอดได้นานถึงสามวันหรือไม่” เยว่เหนิงจือกล่าวเบาๆ
ด้วยจำนวนกองกำลังที่พุ่งเป้าไปที่ลูเยี่ยมากถึงเพียงนี้ ย่อมคาดการณ์ได้ว่าเมื่อไปถึงหุบเขาสมุนไพรวิญญาณแล้ว ลูเยี่ยและศิษย์ของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ทั้งหมดจะถูกหมายหัวอย่างแน่นอน!
ลิ่วชิวอวี่ถอนหายใจเบาๆ แล้วกล่าวด้วยความกังวลว่า “ข้าหวังเพียงว่าพวกเขาจะไม่เป็นอันตราย”
ผู้อาวุโสห้าฉือเซียวมีสายตาที่แปลกประหลาด ถึงเวลานี้แล้วพวกเจ้าสองคนยังจะเล่นละครอะไรกันอีก!
คนอื่นอาจไม่รู้ แต่พวกเจ้าจะไม่รู้หรือว่าพลังต่อสู้ของลูเยี่ยนั่นท้าทายสวรรค์ถึงเพียงใด?
ณ ที่ห่างออกไป พานอวิ๋นจงแห่งสำนักเต๋าหลิงซู เชียงป่อฉวีแห่งราชวงศ์เซี่ยง รวมถึงคนอื่นๆ ต่างพากันหัวเราะเยาะ
พานอวิ๋นจงกล่าวเสียงเย็นชาว่า
“ฉือเซียว ตามกฎของการแสวงหาโชค หากมีใครถูกทำลายพลังบำเพ็ญในระหว่างการแข่งขัน ก็จะไม่สามารถโทษผู้อื่นได้!”
คำพูดนี้เกือบจะบอกอย่างชัดเจนว่า พลังบำเพ็ญของลูเยี่ยจะถูกทำลาย
ลิ่วชิวอวี่สีหน้าเย็นชากล่าวว่า “อย่าพูดจาเหลวไหล หากเป็นคนของสำนักเต๋าหลิงซูถูกทำลายพลังบำเพ็ญเล่า?”
“ช่างเป็นความคิดที่เลื่อนลอย!” พานอวิ๋นจงหัวเราะเสียงดังเต็มไปด้วยความมั่นใจ
“วางใจเถิด สำนักเต๋าหลิงซูของเราย่อมไม่ทำลายกฎอย่างแน่นอน!”
ลิ่วชิวอวี่กล่าวว่า “ทุกคนได้ยินแล้วนะ เช่นนั้นก็รอดู! ใครที่ทำลายกฎ ในเวลานั้นผู้นั้นก็คือศัตรูร่วมกันของทุกคน!”
เยว่เหนิงจืออดไม่ได้ที่จะมองด้วยความชื่นชม ศิษย์น้องลิ่วนอกจากจะชอบถูกชกต่อยแล้ว ฝีมือการแสดงก็ไม่เลวเลย
ในเวลาเดียวกัน ด้านนอกเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่
“ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณ เจ้าเคยมาที่เขตหวงห้ามลึกลับที่สี่มาก่อนหรือไม่?”
อีกาหัวขาวตัวหนึ่งกระพือปีกบินอยู่กลางอากาศ มันยังสะพายถุงผ้าใบเล็กๆ พาดลำตัว ดูมีเอกลักษณ์มาก
“เคยมาหลายครั้งแล้ว เมื่อเทียบกับเขตหวงห้ามลึกลับที่หก สถานที่นี้พูดไม่ได้ว่าอันตรายมากนัก”
ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “อาจุ ข้าบอกกี่ครั้งแล้วให้เรียกว่าพี่สาว”
อีกาหัวขาวกลับไม่สนใจ มันเป็นสัตว์ที่จดจำความแค้นได้ดีนัก เว้นเสียลูเยี่ยให้อภัยราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณ
มิเช่นนั้นชาตินี้มันก็จะไม่มีวันเรียกอีกฝ่ายว่าพี่สาวอีกเลย!
อีกาหัวขาวถาม “เช่นนั้นเจ้าบอกขาสิ ข้าควรไปที่ใดเพื่อหาท่านลู?”
ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด
“ทุกสิบปี กองกำลังใหญ่เหล่านั้นจะมารวมตัวกันที่นี่เพื่อแสวงหาโชคลาภ
หากข้าคาดเดาไม่ผิด สถานที่แรกที่พวกเขาเหล่านั้นจะไปจะต้องเป็นหุบเขาสมุนไพรวิญญาณอย่างแน่นอน”
“เช่นนั้นก็ไปหุบเขาสมุนไพรวิญญาณกันเถอะ!”
อีกาหัวขาวรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก ช่วงเวลาก่อนหน้านี้มันได้ขออนุญาตจากท่านยายแล้ว
และในที่สุดท่านยายก็ตกลงยินยอมให้ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณพามันไปหาลูเยี่ย
แต่เมื่อมาถึงสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ มันกลับพบว่าไม่มีใครอยู่ พอสอบถามดูจึงรู้ว่าลูเยี่ยตามผูอาวุโสในสำนักไปยังเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่เสียแล้ว
หลังจากนั้นมันและราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณจึงตรงมาที่นี่ทันทีเลย
“อาจุ เส้นทางข้างหน้านี้เจ้าอย่าเพิ่งเดินไปไหนตามใจชอบ ต้องอยู่ข้างกายข้าตลอดเวลา” ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณเอ่ยกำชับ
อีกาหัวขาวใช้กรงเล็บตบๆ ที่ถุงผ้าเล็กๆ ที่สะพายอยู่บนร่าง
“ท่านยายบอกแล้วว่า ตราบใดที่มีของสิ่งนี้อยู่ ข้าจะไม่เป็นอันตราย!”
ดวงตาของราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณฉายแววแปลกประหลาด ถุงผ้าเล็กๆ ใบนั้นเป็นสิ่งที่ท่านยายเย็บทีละเข็ม
ทำจากเส้นไหมของต้นหม่อนเก่าแก่นั่น และยังถูกท่านยายลงมือเองเป็นพิเศษ แน่นอนว่าไม่อาจเทียบกับของธรรมดาได้
แต่สิ่งที่ทำให้ราชาปีศาจจิ้งจอกวิญญาณรู้สึกเสียดายก็คือ นางไม่เข้าใจความลับของสมบัติชิ้นนี้ และไม่รู้ว่าภายในถุงผ้าเล็กๆ นั่นบรรจุอะไรอยู่
ในห้วงลึกของเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่
บนภูเขาที่ถูกปกคลุมด้วยเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์สีเงินที่พลุ่งพล่าน ทันใดนั้นก็มีเสียงกีบเท้าดังขึ้น
เห็นเพียงลาสีดำตัวหนึ่ง เดินผ่านเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์สีเงินที่มีกลิ่นอายแห่งการทำลายล้างอันน่าสะพรึงกลัว
เดินอย่างเชื่องช้าออกมาจากภูเขาใหญ่ ลาสีดำตัวนี้แปลกประหลาดมาก ก้าวเดินอย่างสบายอารมณ์
ดวงตาเต็มไปด้วยความลึกล้ำและโบราณ แม้จะเดินอยู่ในเขตหวงห้ามที่เต็มไปด้วยอันตรายและความลึกลับ
แต่กลับดูราวกับกำลังเดินเล่นในสวนอย่างไม่มีสิ่งใดกังวล
“ความฝันอันยาวนานสามพันปี เมื่อตื่นจากความฝัน ช่างรู้สึกราวกับอยู่คนละภพคนละชาติ”
บนหลังลาสีดำ มีชายชุดดำที่มีท่าทางเกียจคร้านนั่งอยู่
ใบหน้าของชายผู้นั้นดูเยาว์วัย แต่แววตาที่มองไปรอบๆ กลับเจือไปด้วยความหนักแน่นของกาลเวลา
“ประมุขน้อย นายท่านผู้เฒ่าได้กำชับไว้แล้ว การจัดให้ท่านออกมาในครั้งนี้ ก็เพื่อเก็บ ‘ผลทองคำโลหิตหงส์’ จากต้นชิงถงศักดิ์สิทธิ์
และท่านไม่ได้รับอนุญาตให้ออกจากเขตหวงห้ามลึกลับนี่ ตลอดจนไม่ได้รับอนุญาตไปยังเขตหวงห้ามอื่นๆ ในเขตหวงห้ามลึกลับนี้…”
ชายหนุ่มชุดดำโบกมือขัดจังหวะ “รู้แล้วๆ ช่างจู้จี้จุกจิกจริงๆ!”
“ประมุขน้อย ครั้งนี้ในเขตต้องห้ามมีวิญญาณราตรีพิศวงกระจายอยู่ไม่น้อย พวกมันก็จ้องจะเอาผลทองคำโลหิตหงส์เช่นกัน ท่านต้องไม่ประมาทเป็นอันขาด” ลาสีดำกล่าวต่อ
“หากกลับไปมือเปล่า เกรงว่าจะทำให้นายท่านผู้เฒ่าผิดหวัง หากนายท่านผู้เฒ่าโกรธขึ้นมา…”
ดวงตาของชายชุดดำหรี่ลงแล้วกล่าวว่า “เข้าใจแล้ว! แต่ว่าก่อนจะลงมือ ข้าจะต้องไปหาผู้ช่วยบางคนก่อน”
ลาสีดำชะงักไปครู่หนึ่ง “ผู้ช่วยหรือ?”
ชายหนุ่มชุดดำยิ้มเล็กน้อย “จะถือว่าเป็นพวกพลีชีพก็ได้ เพราะต้นชิงถงศักดิ์สิทธิ์ต้นนั้น หยั่งรากลึกอยู่ในหุบเหวโลหิตสายฟ้า อันตรายเกินไป!”
ลาสีดำถึงได้เข้าใจ “สมกับที่เป็นประมุขน้อยที่คิดพิจารณาอย่างรอบคอบจริงๆ”
“ไปกันเถอะ”
คนหนึ่งคนกับลาหนึ่งตัว ไม่นานก็หายไปอย่างรวดเร็วในความมืดมิดที่รกร้างและอันตราย
ดินแดนลับหุบเขาสมุนไพรวิญญาณ
พร้อมกับคลื่นความผันผวนของมิติที่แปลกประหลาด ลูเยี่ยและคนอื่นๆ ก็ปรากฏตัวในหุบเขาแห่งหนึ่ง
ท้องฟ้าเต็มไปด้วยเมฆมงคลและแสงสว่างเรืองรอง ภูเขาโบราณทอดยาวเป็นทิวแถว ราวกับว่าได้มาถึงดินแดนบริสุทธิ์นอกโลก
ไม่สามารถเชื่อมโยงกับเขตหวงห้ามลึกลับที่มืดมิดและอันตรายได้เลย
ที่นี่คือดินแดนลับหุบเขาสมุนไพรวิญญาณ ท่ามกลางภูเขาและหุบเขามากมาย มีสมุนไพรวิญญาณหายากนานาชนิดเติบโตอยู่
ไม่เพียงแต่ลูเยี่ยเท่านั้น แต่ศิษย์ของกองกำลังอื่นๆ ก็ปรากฏตัวพร้อมกันด้วย ทุกคนยืนอยู่ในพื้นที่ภูเขาอันกว้างใหญ่
สายตาที่ไม่เป็นมิตรจำนวนมาก ได้จับจ้องไปที่ลูเยี่ยทันที
เหมิงฮ่าวอดรู้สึกสั่นสะท้านในใจไม่ได้ จึงส่งเสียงกระแสจิตว่า
“เรื่องใหญ่แล้วศิษย์น้องลู พวกเขาเห็นได้ชัดว่าต้องการลงมือจัดการพวกเราทันที!”
ทางฝั่งสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ ศิษย์ทุกคนต่างรับรู้ถึงสถานการณ์ทั้งหมด และพร้อมเตรียมตัวรับมือในทันที
ลูเยี่ยตบไหล่เหมิงฮ่าวเบาๆ “เดี๋ยวค่อยเรียกศิษย์พี่ศิษย์น้องคนอื่นๆ มาช่วยกันเก็บของรางวัลสงคราม”
เหมิงฮ่าว “……” เกิดอะไรขึ้นกันแน่? หรือว่าศิษย์น้องลูคิดจะ…
เห็นลูเยี่ยหันหลังเผชิญหน้ากับศิษย์ของกองกำลังอื่นๆ กล่าวว่า
“ใครก็ตามที่อยากจัดการข้า ลูเยี่ย ล้วนสามารถอยู่ต่อได้ ส่วนคนอื่นอย่าได้เข้าใกล้บริเวณนี้!”
เสียงนั้นแพร่กระจายออกไปไกล
“อะไรนะ? คนผู้นั้นกล้ามาท้าทายอย่างเปิดเผยอย่างนั้นรึ!”
“เขารู้ว่าหนีไม่พ้น ถึงได้เล่นเหมือนหมดหนทางแบบนี้!”
“เช่นนั้นก็จัดการเขาเลย!”
เหล่าศิษย์ของสำนักเต๋าหลิงซู ราชวงศ์เซี่ยง และสำนักอื่นๆ ต่างแสดงสีหน้าเย็นชา เริ่มกระวนกระวายอยากลงมือ
“คนผู้นี้มีความกล้าหาญมากจริงๆ” มู่ไฉ่หนี แห่งสำนักวิญญาณราชันย์ดารากวาดตามอง
“นี่แหละคือลูกผู้ชายตัวจริง แข็งแกร่งพอตัว!”
คำพูดนี้ทำให้บรรดาศิษย์หนุ่มจากสำนักวิญญาณราชันย์ดารารู้สึกไม่พอใจอย่างมาก
หากลูเยี่ยเป็นลูกผู้ชายตัวจริง แล้วพวกเขาเล่าคืออะไร?
ผูเหิงเยว่รีบส่งเสียงกระแสจิตเอ่ยเตือนว่า
“ทุกท่านอย่าได้ฉวยโอกาสนี้ไปทดสอบกำลังลูเยี่ยเด็ดขาด จำไว้แค่ดูการต่อสู้ก็พอ!”
มีบางคนสงสัย “ศิษย์น้องผู ทำไมข้ารู้สึกว่าเจ้าเกรงกลัวลูเยี่ยมาก?”
ผูเหิงเยว่ทำหน้าเย็นชา “หากไม่ฟังข้า เกิดเรื่องขึ้นมาก็อย่ามาโทษข้าเชียว!”
มู่ไฉ่หนีคิดอยู่ครู่หนึ่ง และตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
“ฟังศิษย์น้องผูเถอะ พวกเราถอยไปดูการต่อสู้จากที่ไกลๆ ดีกว่า”
จากนั้นนางก็นำผู้คนทั้งหมดถอยไปยังที่ห่างไกล
ในเวลาเดียวกัน ฮวาเทียนเฟิ่งแห่งสำนักดาบพันราตรี ขมวดคิ้วสั่งผู้คนรอบกายว่า “พวกเราถอยออกไปไกลๆ ก่อน อย่าเพิ่งจากไป”
“ครับ!” เหล่าศิษย์สำนักดาบพันราตรีรับคำสั่ง
นอกจากนี้ ศิษย์ของตระกูลผู้พิทักษ์แผ่นดินแห่งตระกูลเซี่ยก็ถอยออกไปห่างๆ เช่นกัน
‘ข้าอยากดูเสียหน่อยว่า ลูเยี่ยที่ท่านอาหญิงให้ความสำคัญถึงเพียงนั้น จะมีความสามารถมากแค่ไหนกันแน่’
เซี่ยเป่าซู คิดในใจ ‘ดูว่ามันคุ้มค่ากับที่ตระกูลเซี่ยให้ความสำคัญหรือไม่!’
เขาเป็นบุคคลชั้นยอดในหมู่ลูกหลานตระกูลเซี่ย เขาเข้าใจเป็นอย่างดีว่าเพื่อลูเยี่ย
ท่านอาหญิงของเขา เซี่ยหลิงชิว ต้องเสียสละไปมากเพียงใด
เช่นเดียวกับครั้งนี้ที่ตระกูลเซี่ยไม่ร่วมมือกับราชวงศ์เซี่ยงในการจัดการลูเยี่ย ก็ต้องเผชิญกับแรงกดดันอย่างมหาศาลแล้ว
เซี่ยเป่าซูไม่อยากเห็นว่าความเสียสละของตระกูลและท่านอาหญิงของเขา ต้องแลกมาด้วยความผิดหวัง