บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 187 การขออภัยและการยอมรับโทษ!
“ทั้งสองท่าน ครั้งนี้พวกเราปล่อยให้คู่ต่อสู้หนีไปได้ จะกลับไปรายงานอย่างไรดี?”
“ไม่จำเป็นต้องปกปิด รายงานตามความเป็นจริงก็พอ”
ผู้คุ้มครองทั้งสามคนกำลังส่งเสียงกระแสจิตสนทนากันในระหว่างทางกลับ
ก่อนหน้านี้พวกเขาไปตามล่าสังหารคนหนึ่งคนและลาหนึ่งตัวไปจริงๆ แต่พวกเขาต่างไม่ได้ทุ่มเทกำลังทั้งหมด เพราะเมื่อเทียบกับพวก ‘ทายาทปีศาจ’ เหล่านั้น พวกเขาในฐานะผู้อาวุโสย่อมมีความคิดคำนึงมากกว่า
ตลอดช่วงเวลาอันยาวนานที่ผ่านมา เขตหวงห้ามลึกลับกับแดนรัตติกาลลึกลับต่างไม่เคยยุ่งเกี่ยวกัน โดยเฉพาะเรื่องการปะทะกันระหว่างคนรุ่นเยาว์ ตราบใดที่ไม่มีชีวิตใดต้องสูญเสีย กลุ่มอำนาจใหญ่ต่างๆ ก็จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยว
คนหนึ่งคนกับลาหนึ่งตัวที่พวกเขาพบก่อนหน้านี้ มาจากเผ่าโบราณแห่งหนึ่งในแดนรัตติกาลลึกลับ
ในสายตาของผู้คุ้มครองทั้งสาม เรื่องที่เกิดขึ้นวันนี้ไม่ถือว่าร้ายแรงอะไรมากนัก ยิ่งไปกว่านั้นพวกเขาก็ได้ลงมือช่วยคนจากสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ไว้แล้ว อีกทั้งยังซัดคนหนึ่งคนและลาหนึ่งตัวนั้นไปหนึ่งยก นับว่าเพียงพอแล้ว หากจะต้องสู้กันถึงชีวิตก็จะยิ่งทำให้เรื่องบานปลาย ก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่คาดเดาไม่ได้
“อีกาหัวขาวที่ชื่ออาจูผู้นั้น แม้จะมีฐานะพิเศษ แต่สุดท้ายก็เป็นเพียงคนนอก หลังจากนี้ก็อาจจะจากไปเมื่อใดก็ได้ ถึงแม้จะมีภูมิหลังที่ยิ่งใหญ่เพียงใด เราก็ไม่สามารถปีนป่ายขึ้นไปได้”
ชายชราชุดขาวร่างผอมกล่าวอย่างครุ่นคิด “ตราบใดที่นายน้อยของพวกเราสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเขาได้ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาไปทำอะไรมากกว่านี้”
เขาคือผู้คุ้มครองของหมีที่มีชื่อว่า ‘จิ๋วคุน’
“สหายเต๋ากล่าวดังนั้นถูกต้องยิ่ง”
ผู้คุ้มครองของเพียงพอนสีม่วง ซึ่งเป็นหญิงงามรูปโฉมงดงามพยักหน้า กล่าวว่า “ในความเห็นของข้า การรักษาสัมพันธภาพที่ดีระหว่างนายน้อยของเรากับเติงเทียน หลานชายของบรรพชนหลิงเจิน สำคัญยิ่งกว่าการผูกมิตรกับอีกาหัวขาวตัวนั้นเสียอีก”
ในเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ สถานะของ ‘บรรพชนหลิงเจิน’ นั้นสูงส่งเกินกว่าจะเอื้อมถึง
ในฐานะหลานชายของเขา เติงเทียนก็ถือเป็นคนที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในกลุ่ม ‘ทายาทปีศาจ’ การเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับเขาย่อมมีแต่ข้อดีไม่มีข้อเสียสำหรับนายน้อยของพวกเขา
ส่วนอีกาหัวขาว อาจู ถึงอย่างไรก็เป็นคนนอก อาจจะจากไปเมื่อใดก็ได้ ต่อให้ทุ่มเทความคิดมากเพียงใดเพื่อผูกมิตรก็แทบไม่มีความหมาย
“พวกเจ้าจะคำนึงถึงผลประโยชน์ก็ได้ แต่ไม่ควรคำนึงถึงผลประโยชน์มากเกินไป! คนรุ่นเยาว์จะสนิทสนมกับใครก็มิใช่พวกคนแก่อย่างพวกเราจะตัดสินได้!”
ชายร่างกำยำสวมเกราะกล่าวขึ้น เขาคือผู้คุ้มครองของวัวไฟ
เขาแสดงความไม่พอใจอย่างชัดเจน “และอีกอย่างหนึ่ง พวกเราเป็นผู้คุ้มครอง เพียงแค่ทำหน้าที่ให้ดีก็พอแล้ว อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวเองจะดีที่สุด!”
“พูดได้ไพเราะนัก! หากเป็นเช่นนั้น เหตุใดเมื่อครู่เจ้าจึงไม่ไล่ตามสังหารคนหนึ่งคนและลาหนึ่งตัวนั้นต่อไป?”
หญิงงามรูปโฉมงดงามเย้ยหยันด้วยเสียงเย็นชา “เจ้าอย่าพยายามเบี่ยงประเด็นไปมา พวกเรากำลังพูดถึงคนละเรื่องกัน”
ชายสวมเกราะกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ในยามที่ต้องเผชิญกับเรื่องสำคัญ ย่อมต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ของแต่ละฝ่ายเป็นหลัก แต่เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเหล่าคนหนุ่มสาว ท้ายที่สุดแล้วก็เป็นเรื่องของพวกเขา จำเป็นด้วยหรือที่พวกเราจะต้องไปชี้โน่นชี้นี่?”
เขามองไปยังชายชราชุดขาวและหญิงงามรูปโฉมงดงาม “ในฐานะผู้คุ้มครอง การวางตัวเป็นผู้อาวุโสและเข้ามาก้าวก่ายเรื่องของนายน้อยโดยพลการ เป็นข้อห้ามที่ร้ายแรงที่สุด!”
สีหน้าของหญิงงามรูปโฉมงดงามเปลี่ยนไป รู้สึกอับอายอย่างมาก ส่วนชายชราชุดขาวก็หัวเราะและพยายามไกล่เกลี่ย
ในไม่ช้าผู้คุ้มครองทั้งสามก็กลับมาถึงหน้าทิวเขาจิ๋วหลิง
พวกเขาไม่ได้ปิดบัง รายงานเรื่องที่ปล่อยให้คนหนึ่งคนและลาหนึ่งตัวหนีไปได้ตามความเป็นจริง
อีกาหัวขาวรู้สึกไม่ยอมรับอย่างมาก “บัดซบ! คราวนี้สังหารพวกเขาไม่ได้ ไม่รู้วิธีว่าอีกเมื่อใดถึงจะได้พบกันอีก”
เติงเทียนเห็นดังนั้นจึงกวาดตามองผู้คุ้มครองทั้งสามคนแล้วขมวดคิ้ว กล่าวว่า “ตามที่ข้ารู้มา หากท่านทั้งสามใช้พลังเต็มที่ ก็ไม่น่าจะปล่อยให้คนหนึ่งคนและลาหนึ่งตัวนั้นหนีไปได้ ทำไมถึงปล่อยให้พวกเขาหนีไป?”
คำพูดนี้ไม่สุภาพเลยแม้แต่น้อย แฝงไปด้วยการซักถาม ลู่เยี่ยอดไม่ได้ที่จะครุ่นคิดขึ้นมา
ชายชราชุดขาวและหญิงงามรูปโฉมงดงามรู้สึกหวาดหวั่นในใจ กำลังคิดหาคำพูดเพื่อเตรียมอธิบาย
ชายสวมเกราะกล่าวอย่างเคร่งขรึม “นายน้อยเติงเทียน พวกเขามาจากแดนรัตติกาลลึกลับ หากสังหารพวกเขาจะนำมาซึ่งผลลัพธ์ร้ายแรง เพื่อคำนึงถึงภาพรวมพวกเราจึงไม่ได้ทุ่มเทเต็มกำลัง”
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา ทั้งบริเวณตกอยู่ในความเงียบ บรรยากาศกลายเป็นความหนักอึ้ง
“ไม่ได้ออกแรงเต็มที่สินะ” เติงเทียนกล่าวเสียงแผ่วเบา สายตาค่อยๆ เปลี่ยนเป็นเย็นชา
แม้แต่หมีตัวใหญ่ เพียงพอนสีม่วง และวัวไฟ ก็รู้สึกไม่พอใจ ทำงานแต่ไม่ออกแรงนี่จะให้เติงเทียนคิดอย่างไร?
ชายชราชุดขาวรีบอธิบาย “นายน้อยโปรดระงับความโกรธ วันนี้พวกเราช่วยคนของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ไว้แล้ว ทั้งยังทำลายความหยิ่งผยองของคนหนึ่งคนกับลาหนึ่งตัวนั้น ทำให้พวกเขาต้องจ่ายราคาอย่างหนัก หากจะไล่ล่าจนถึงที่สุด กลับจะเป็นผลเสียมากกว่าผลดีสำหรับพวกเรา”
เขากล่าวดวยน้ำเสียงจริงใจ “ท่านลองคิดดู หากพลังอำนาจของเผ่าโบราณจากแดนรัตติกาลลึกลับสืบสาวราวเรื่อง ย่อมจะก่อให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มอำนาจใหญ่อย่างแน่นอน”
หญิงงามรูปโฉมงดงามก็พยักหน้า กล่าวว่า “พวกเราไม่ได้ไม่พยายามอย่างเต็มที่ แต่เป็นการตัดสินใจหลังจากพิจารณาทุกอย่างแล้ว”
เติงเทียนกล่าวเย็นชา “ข้าบอกแล้วว่า ต่อให้ถล่มฟ้าลงมาก็มีบรรพชนของข้าคอยแบกรับ พวกเจ้าจะกังวลไปทำไม?”
ใครๆ ก็เห็นได้ว่าเติงเทียนโกรธแล้ว!
หมี เพียงพอนสีม่วง และวัวไฟ ต่างก็ไม่พอใจ พวกเขาตำหนิผู้คุ้มครองทั้งสามคนนั้น และบังคับให้พวกเขายอมรับผิดและสำนึกผิด
“ท่านใต้เท้า การกระทำของเติงเทียนเช่นนี้ไม่เกินไปหน่อยหรือ?”
อีกาหัวขาวส่งเสียงกระแสจิต “อย่างไรเสีย ผู้คุ้มครองเหล่านั้นก็ไม่ใช่คนของเขา และข้าก็ไม่คุ้นเคยกับพวกเขา ข้าก็ไม่อาจบังคับให้คนเหล่านั้นเอาชีวิตเข้าเสี่ยงเพื่อเรื่องของข้าได้”
ลู่เยี่ยกล่าวอย่างไม่แสดงสีหน้า “เจ้าไม่เห็นหรือ เติงเทียนกำลังแสดงท่าทีต่อเจ้า ที่เขาทำเช่นนี้ก็เพื่อเรื่องของเจ้า ถึงขนาดยอมเสี่ยงขัดใจผู้คุ้มครองทั้งสามคนนั้น!”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ลู่เยี่ยเอ่ยกำชับว่า “เจ้าอย่าไปเป็นคนไกลเกลี่ยเด็ดขาด มิเช่นนั้นจะทำให้เติงเทียนเสียใจ”
อีกาหัวขาวถึงได้ตระหนักว่า ใต้เท้าลู่นี่แหละที่มีสายตาเฉียบแหลม สามารถมองเห็นแก่นแท้ของเรื่องได้ในชั่วพริบตา!
เมื่อมองดูท่าทีโกรธเคืองของเติงเทียนอีกครั้ง สายตาของอีกาหัวขาวก็เปลี่ยนไปแล้ว น้องชายคนนี้ช่างเก่งกาจนัก! เดี๋ยวต้องกลับไปพูดดีกับบรรพชนของเขาสักหน่อย ต่อไปก็สามารถเชิญเขามาเป็นแขกที่บ้านได้ด้วย
ต่อหน้าสายตามากมาย ผู้คุ้มครองทั้งสามท่านล้วนกล่าวคำขอโทษ
ไม่มีใครรู้ว่าในใจของพวกเขามีความคับแค้นหรือขุ่นเคืองใจหรือไม่ เพียงแต่รู้ว่าพวกเขาไม่ว่าจะโกรธเพียงใด ก็ต้องเชื่อฟังคำสั่งของนายน้อยของพวกเขาแต่ละคน ยิ่งไม่กล้าที่จะไปล่วงเกินเติงเทียน!
เติงเทียนหันกลับมามองผู้คุ้มครองทั้งสามคนนั้น “ข้ารู้ดีว่าที่พวกท่านทำเช่นนี้ก็เพราะหวังดี”
“และข้าก็รู้ด้วยว่า การให้พวกท่านไปเสี่ยงตายเพื่อเรื่องของข้าเป็นการบังคับคนอื่นเกินไป”
“แต่ข้าโกรธจริงๆ!”
เติงเทียนชี้ไปที่ชายสวมเกราะ แล้วกล่าวกับหมี เพียงพอนสีม่วง และวัวไฟว่า
“ต่อไป ข้าจะยินดีต้อนรับแค่เขาคนเดียวเท่านั้น! เพราะเขากล้าพูดความจริง!”
นี่เป็นการแสดงออกว่า เขาจะไม่ต้อนรับชายชราชุดขาวและหญิงงามรูปโฉมงดงามอีกต่อไป
เมื่อคำพูดนี้ถูกเอ่ยออกมา สีหน้าของทั้งสองก็เปลี่ยนไป ทัศนคติของเติงเทียน หากถูกส่งไปถึงเผ่าของพวกเขาทั้งสอง พวกเขาทั้งสองจะถูกถอดถอนจากตำแหน่งผู้คุ้มครองอย่างแน่นอน สถานะของพวกเขาก็จะตกต่ำลง!
ในเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่แห่งนี้ เว้นแต่พวกเขาจะกล้าทำให้เติงเทียนไม่พอใจ มิเช่นนั้นในอนาคตก็ย่อมไม่มีใครกล้าเข้าใกล้พวกเขา!
“เจ้าไปเถิด กลับไปยอมรับโทษ!”
หมีรู้สึกผิดหวังมาก จึงสั่งให้ชายชราชุดขาวผู้นั้นจากไป เพียงพอนสีม่วงก็เช่นกัน ไล่หญิงงามรูปโฉมงดงามผู้นั้นจากไปทันที
เมื่อได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ทุกคนจึงได้เห็นถึงความน่าเกรงขามของเติงเทียน ในฐานะหลานชายของบรรพชนหลิงเจินอย่างแท้จริง!
“พี่อาจูวางใจได้ ข้าจะต้องสังหารคนหนึ่งคนและลาหนึ่งตัวนั้นให้ได้ไม่ช้าก็เร็ว!”
เติงเทียนรับรองด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ไม่เพียงแต่เพื่อท่าน แต่ยังเพื่อท่านใต้เท้าลู่และแขกผู้มีเกียรติจากสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ด้วย!”
แม้แต่ลู่เยี่ยก็อดชื่นชมในใจไม่ได้ว่า คนผู้นี้ช่างรู้จักเอาใจคนเหลือเกิน
อย่างไรก็ตาม ลู่เยี่ยยังคงแยกแยะออกว่า เติงเทียนให้ความสำคัญกับอาจูมากที่สุด ส่วนตัวเขาเองและศิษย์ทั้งหลายจากสำนักกระบี่เก้าสวรรค์นั้น ล้วนได้รับผลประโยชน์จากการมีความสัมพันธ์กับอาจูทั้งสิ้น
แม้ว่าอีกฝ่ายจะเรียกตนเองว่าท่านใต้เท้าลู่ด้วยความเคารพ แต่ก็เป็นเพียงการแสดงความเคารพต่ออาจูเท่านั้น
เติงเทียนเป็นเช่นนี้ ‘ทายาทปีศาจ’ คนอื่นๆ ก็เป็นเช่นนี้เช่นกัน
ลู่เยี่ยไม่ได้สนใจรายละเอียดปลีกย่อยเหล่านี้ ปัญญาที่เข้าใจเรื่องราวของโลกไม่ได้มาจากการคำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ ตรงกันข้าม ลู่เยี่ยรู้สึกขอบคุณอย่างมากที่พวก ‘ทายาทปีศาจ’ เหล่านี้ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือศิษย์ร่วมสำนักของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะใส่ใจบุญคุณนี้หรือไม่ก็ตาม แต่ลู่เยี่ยได้จดจำไว้ในใจแล้ว