บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 200 ผู้ฝึกดาบควรจะเป็นเช่นนี้!
วันแห่งการประลองเดิมพันชีวิตได้มาถึงแล้ว เจ้าสำนักแห่งสำนักเต๋าหลิงซู ต้วนชิงเฟิง นำศิษย์ที่จะเข้าร่วมการประลองเดิมพันชีวิตมาที่สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ด้วยตนเอง
นอกจากนี้สำนักอื่นๆ ในเจ็ดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียนก็ส่งตัวแทนมาด้วยเช่นกัน สำนักวิญญาณราชันย์ดารา สำนักดาบพันราตรี สำนักเทียนหนาน สำนักเต๋าอวิ๋นเชียง และวิหารหลิงเซียว ทุกคนต่างพาศิษย์ของตนเองมา
ประการแรกคือเพื่อร่วมเป็นสักขีพยาน ประการที่สองคือเพื่อเป็นพยานยืนยันความยุติธรรมของการประลองเดิมพันชีวิต
นี่เป็นการประลองเดิมพันชีวิตครั้งที่สองในรอบเกือบพันปี ซึ่งได้ดึงดูดความสนใจจากทั่วหล้าตลอดช่วงที่ผ่านมา แม้แต่ราชสำนักต้าเฉียนและสำนักศึกษาต้าเฉียนก็ส่งคนมาเข้าร่วมด้วย
ยอดเขาสองจันทรามีฐานะจากเจ็ดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียน และใต้เท้าจากราชสำนักต้าเฉียนได้มาชุมนุมกันครบถ้วนแล้ว
เจ้าสำนักเวินชิวเจวียแห่งสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ได้จัดคนมาต้อนรับด้วยตนเอง บรรยากาศไม่อาเรียกได้ว่าสนิทสนม ตรงกันขามกลับหนักอึ้งมาก เพราะสำนักกระบี่เก้าสวรรค์และสำนักเต๋าหลิงซูกำลังจะมีการประลองเดิมพันชีวิตกันในไม่ช้า
ลู่เยี่ยในฐานะผู้เข้าร่วมในการประลองครั้งนี้ก็มาถึงก่อนเวลาเช่นกัน เมื่อมองไปเขาก็เห็นใบหน้าที่คุ้นเคยมากมาย
ฮวาเทียนเฟิงจากสำนักดาบพันราตรีที่เคยพบกันในเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ รวมถึงมั่วไฉ่หนี ผูเหิงเยว่จากสำนักวิญญาณราชันย์ดาราล้วนมาปรากฏตัวที่นี่ และยังมีพานอวิ๋นจงจากสำนักเต๋าหลิงซู และเชี่ยงปอฉวีจากราชวงศ์เชี่ยงอยู่ในกลุ่มเช่นกัน
แต่ส่วนใหญ่แล้วเป็นใบหน้าที่ลู่เยี่ยไม่รู้จัก เขาก็ขี้เกียจที่จะสนใจคนมากมายหลากหลายเกินไป แม้ว่าพวกเขาจะเป็นตำนานที่มีชื่อเสียงโด่งดังในต้าเฉียนก็ตาม แต่ลู่เยี่ยไม่มีความคิดที่จะทำความรู้จักกับพวกเขาเลยทีละคน
เขานั่งอย่างเกียจคร้านอยู่บนเก้าอี้ หลับตาพักผอน รอคอยการประลองเดิมพันชีวิตที่กำลังจะเริ่มขึ้น
แต่การที่ลู่เยี่ยไม่สนใจคนอื่นไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะไมสนใจเขา
“เจ้าสำนักเวิน นั่นคือลู่เยี่ยศิษย์ของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ของพวกท่านหรือ? ดูแล้วช่างเยาว์วัยจริงๆ” ผู้อาวุโสคนหนึ่งยิ้มทักทายและพูดคุยกับเวินชิวเจวียอย่างเป็นกันเอง
“เขาเพียงคนเดียวสามารถบดขยี้คู่ต่อสู้เกือบร้อยคนในหุบเขาสมุนไพรวิญญาณได้อย่างง่ายดาย ทั้งที่แต่ละคนยังมีขอบเขตสูงกว่าเขาหนึ่งขอบเขต นับว่าท้าทายสวรรค์จริงๆ” มีคนกล่าวชื่นชมด้วยความถอนหายใจ
แต่คำพูดเหล่านี้เมื่อตกเข้าไปในหูสำนักเต๋าหลิงซูและราชวงศ์เชี่ยงกลับฟังดูระคายหูอย่างยิ่ง
เจ้าสำนักต้วนชิงเฟิงขมวดคิ้วจนดวงตาเต็มไปด้วยความหม่นหมอง มีคนถามอย่างจงใจว่า “เจ้าสำนักต้วน หากลู่เยี่ยเข้าร่วมการประลอง ศิษย์ขอบเขตตำหนักวิญญาณแห่งสำนักเต๋าหลิงซูของท่านมีความมั่นใจที่จะได้รับชัยชนะหรือไม่?”
หางตาของต้วนชิงเฟิงกระตุกแล้วกล่าวเสียงเย็นชา “เมื่อถึงเวลานั้นพวกเจ้าก็จะรู้เองเป็นธรรมดา!”
สรุปคือไม่ว่าจะเป็นผู้อาวุโสจากเจ็ดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียน หรือแม้แต่ศิษย์เหล่านั้น ต่างก็จับจ้องมองมาที่ลู่เยี่ยเป็นครั้งคราว ที่เป็นเช่นนี้เพราะลู่เยี่ยมีชื่อเสียงมากเกินไป เด็กหนุ่มผู้นี้ผงาดขึ้นมาดุจดาวหาง สร้างชื่อเสียงโด่งดังในการต่อสู้ที่ดินแดนลับหุบเขาสมุนไพรวิญญาณ ทะยานขึ้นสู่ฟากฟ้า เรื่องราวผลงานการต่อสู้ของเขาได้แพร่กระจายไปทั่วเจ็ดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียน สร้างความฮือฮาครั้งใหญ่
“ศิษย์น้องลู่ ตอนนี้เจ้าเป็นจุดสนใจของทุกคนในที่แห่งนี้ เหตุใดเจ้าจึงยังนอนหลับได้ล่ะ?” เหมิงฮ่าวเอ่ยปากขึ้นจากด้านข้าง
เขาสังเกตเห็นว่าเหล่าศิษย์หญิงผู้งดงามจากสำนักอื่นๆ ต่างก็จ้องมองมาที่ลู่เยี่ยจากระยะไกลและกระซิบกระซาบกัน เหมิงฮ่าวอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจในใจ น่าอิจฉาจริงๆ แต่ศิษย์น้องลู่กลับดีนัก ไม่สนใจสิ่งใด หลับตาพักผ่อนตามลำพัง
เยว่หนิงจือกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ยังมีอารมณ์มาสนใจเรื่องพวกนี้อีกหรือ? การประลองเดิมพันชีวิตในวันนี้ เจ้าต้องการเข้าร่วมการประลอง?”
เหมิงฮ่าวหดคอลงแล้วยิ้มอย่างขมขื่น “ข้าแค่เป็นห่วงว่าศิษย์น้องลู่จะเครียดเกินไป ข้าก็แค่อยากช่วยให้เขาผ่อนคลายเท่านั้น”
“ศิษย์น้องลู่ ข้าสังเกตเห็นว่า ทางฝั่งสำนักเต๋าหลิงซูนั้น ศิษย์ขอบเขตตำหนักวิญญาณหลายคนเป็นใบหน้าที่ไม่คุ้นเคย” เยว่หนิงจือกล่าวว่า “ข้าสงสัยว่าในหมู่พวกเขามีคนร้ายกาจซ่อนอยู่”
ลู่เยี่ยสามารถเพิกเฉยต่อคนอื่นได้ แต่ไม่สามารถเพิกเฉยต่อศิษย์พี่เยว่ได้ เขาจึงลืมตาขึ้นทันทีและกล่าวว่า “ศิษย์พี่ไม่ต้องกังวลใจ ยิ่งมีเรื่องไม่คาดคิด ข้ายิ่งรู้สึกยินดี”
เมื่อเยว่หนิงจือเห็นเช่นนั้นจึงไม่พูดอะไรอีก ความมั่นใจของผู้ฝึกดาบมักจะแสดงออกมาโดยไม่รู้ตัวผ่านคำพูดเพียงประโยคเดียว และเยว่หนิงจือสัมผัสได้ว่า ความมั่นใจของลู่เยี่ยนั้นถึงขั้นที่ไม่จำเป็นต้องใส่ใจต่อผู้ใดที่อยู่ในขอบเขตเดียวกันแล้ว!
เมื่อคิดดูแล้วก็เป็นเช่นนั้น บุตรศักดิ์สิทธิ์เนี่ยเหวินชวนแห่งสำนักเต๋าหลิงซูนั้น เป็นหนึ่งในบุคคลชั้นเลิศที่ยอดเยี่ยมที่สุดในขอบเขตแท่นทองคำ แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ต่อศิษย์น้องลู่ไม่ใช่หรือ?
“ศิษย์พี่เยว่ ครั้งนี้ท่านต้องเข้าร่วมการประลองขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ด้วยหรือไม่?” ลู่เยี่ยถามขึ้นอย่างกะทันหัน
เยว่หนิงจือตอบ “อืม ข้าไม่กลัวความตาย กลัวเพียงแต่จะทำให้สำนักต้องอับอายขายหน้า”
ลู่เยี่ยชะงักไป สัมผัสได้อย่างฉับไวว่า เมื่อต้องเผชิญกับการประลองเดิมพันชีวิตในครั้งนี้ แม้แต่ศิษย์พี่เยว่ผู้เป็นเสมือนต้นกำเนิดดาบโดยกำเนิด ก็ยังรู้สึกกังวลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน!
เยว่หนิงจือกล่าวขึ้นอย่างกะทันหัน “ข้าลืมบอกเจ้าไป เมื่อครู่นี้เจ้าสำนักได้เปลี่ยนใจกะทันหัน ผู้อาวุโสใหญ่ก็จะเข้าร่วมการต่อสู้ในขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ด้วย”
ผู้อาวุโสใหญ่! ลู่เยี่ยชะงักค้าง
เขาจะไม่เข้าใจได้อย่างไรว่านี่หมายความว่าอย่างไร? เพื่อสำนัก ผู้อาวุโสใหญ่ได้เตรียมพร้อมที่จะสละชีพในสนามรบแล้ว ในชั่วขณะนั้นลู่เยี่ยมีความรู้สึกพลุ่งพล่าน เต็มไปด้วยความรู้สึกสะท้อนใจมากมาย นี่ก็คือสำนักกระบี่เก้าสวรรค์!
ภายในสำนักแม้จะมีการแก่งแย่งชิงดีกัน แต่เมื่อเผชิญกับวิกฤตกลับรวมใจเป็นหนึ่งเดียวต่อต้านศัตรูภายนอก! สำนักเช่นนี้จะทำให้ผู้คนไม่ชอบได้อย่างไร?
“หากศิษย์น้องชิงหลีออกจากการปิดด่าน เพียงแค่ชนะการแข่งขันในขอบเขตตำหนักวิญญาณและขอบเขตแท่นทองคำ พวกเราก็ชนะแล้ว ไม่จำเป็นต้องให้ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ลงมือเลย” เยว่หนิงจือกระซิบเบาๆ ด้วยน้ำเสียงจนใจอยู่บ้าง
การปิดด่านของฉินชิงหลีในครั้งนี้มีความพิเศษมาก เพราะเป็นการปลุกพรสวรรค์ในสายเลือดของนาง จึงไม่อาจมีการรบกวนใดๆ ทั้งสิ้น เพื่อให้แน่ใจว่านางสามารถปิดด่านฝึกฝนได้อย่างสงบ บรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ของสำนักจึงเฝ้าอยู่นอกถ้ำพักของนางมาตลอด!
“ศิษย์พี่เยว่วางใจได้ สำนักกระบี่เก้าสวรรค์ของพวกเราจะไม่แพ้อย่างแน่นอน” ลู่เยี่ยกระซิบเบาๆ
กัง… เสียงระฆังทุ้มหนักดังก้องที่ยอดเขาสองจันทรา เสียงวิพากษ์วิจารณ์ทั้งหมดเงียบลง ขณะที่สายตาทุกคู่มองไปที่ลานประลองขนาดหนึ่งร้อยจั้งซึ่งตั้งอยู่กลางยอดเขา
ถึงเวลาแล้ว การประลองเดิมพันชีวิตระหว่างสำนักเต๋าหลิงซูและสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ กำลังจะเริ่มขึ้นบนลานประลองแห่งนี้!
ผู้รับผิดชอบดำเนินพิธีประลองในครั้งนี้คือ ‘มูเทียนเย่’ เจ้าสำนักดาบพันราตรี ผู้อาวุโสจากสำนักอื่นจะร่วมมือกับมูเทียนเย่เพื่อรับประกันความยุติธรรมของการประลอง
“บัดนี้ขอเชิญตัวแทนศิษย์จากสองสำนักที่จะเข้าร่วมการประลองเดิมพันชีวิตในขอบเขตตำหนักวิญญาณออกมา”
มูเทียนเย่มีแววตาที่คมกริบ เสียงของเขากังกังวานราวกับเสียงดาบ แผ่กระจายไปทั่วทุกสารทิศ
ภายใต้สายตาจับจ้องนับไม่ถ้วน ศิษย์ขอบเขตตำหนักวิญญาณเก้าคนจากสำนักเต๋าหลิงซูและสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ก็ก้าวออกมา ที่ได้รับความสนใจมากที่สุดย่อมเป็นลู่เยี่ยผู้สวมอาภรณ์สีดำทั้งร่าง
“ในเมื่อมีลู่เยี่ยอยู่ การประลองในขอบเขตตำหนักวิญญาณยังจำเป็นต้องประลองอีกหรือ?” มีคนกระซิบเสียงเบา
“เหตุใดจะไม่ประลองเล่า? ให้พวกเราได้เห็นกับตาว่าความสามารถของลู่เยี่ยนันเก่งกาจอย่างที่เล่าลือกันจริงหรือไม่?!” หลายคนมีความคิดคล้ายกันเช่นนี้ สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น คนส่วนใหญ่ไม่เคยเห็นความสามารถของลู่เยี่ยด้วยตาตนเอง ย่อมคาดหวังอย่างมากเป็นธรรมดา
“การประลองของขอบเขตตำหนักวิญญาณไม่มีกฎเกณฑ์ เพียงแค่ต่อสู้หนึ่งต่อหนึ่งและตัดสินความเป็นความตายเท่านั้น” เจ้าสำนักดาบพันราตรีมูเทียนเย่เอ่ยขึ้น “เริ่มได้”
ลู่เยี่ยไม่ลังเล ก้าวเท้าขึ้นไปบนลานประลอง ไม่ใช่ว่าเขาใจร้อนอะไร แต่ในการประลองขอบเขตตำหนักวิญญาณนี้ เขาไม่ต้องการให้สหายร่วมสำนักคนใดต้องสังเวยชีวิต!
“ดี! สมดังที่ทุกคนคาดหวังไว้ กล้าหาญที่จะรับผิดชอบ! ผู้ฝึกดาบหนุ่มควรเป็นเช่นนี้!” มีคนกล่าวชื่นชม
ในเวลาเดียวกัน สายตาของผู้อาวุโสจากสำนักอื่นต่างก็จับจ้องมองไปทางฝั่งสำนักเต๋าหลิงซู
เมื่อต้องเผชิญกับลู่เยี่ย ผู้ฝึกดาบอัจฉริยะที่เรียกได้ว่าท้าทายสวรรค์ สำนักเต๋าหลิงซูจะส่งใครออกไปประลองเดิมพันชีวิตเล่า?
ภายใต้สายตานับไม่ถ้วนที่จับจ้องอยู่นั้น ชายหนุ่มในชุดเสื้อคลุมยาวก้าวเดินอย่างองอาจขึ้นบนลานประลอง ชายหนุ่มผู้นั้นมีคิ้วหนา หน้าผากกว้าง ไหล่กว้างเอวแคบ บุคลิกเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความหนักแน่น ไมอาจมองออกว่าพลังบำเพ็ญของเขาแท้จริงแล้วแข็งแกร่งเพียงใด
“คนผู้นี้เป็นใครกัน?” ผู้คนส่วนใหญ่ต่างอึ้งไป รู้สึกว่าไม่คุ้นหน้าเขาเลย ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อนเลยด้วยซ้ำ
ดวงตาของต้วนชิงเฟิงส่องประกายด้วยความประหลาดใจ ในเมื่อสำนักเต๋าหลิงซูกล้าที่จะมาประลองเดิมพันชีวิต พวกเขาจะไม่มีการเตรียมการเพื่อรับมือกับภัยคุกคามจากลู่เยี่ยได้อย่างไร?
และชายหนุ่มในชุดคลุมยาวผู้นี้ คือผู้ที่ถูกเตรียมมาเพื่อลู่เยี่ยโดยเฉพาะ!