บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 202 ผู้ใดเล่ากล้าเอ่ยตนไร้เทียมทาน
ผืนนภาสีครามกระจ่าง เมฆทะเลม้วนตัว บนลานประลองแห่งยอดเขาสองจันทร์ อาภรณ์สีดำของลู่เยี่ยปลิวไสวตามแรงลม ร่างสง่าผ่าเผยยืนตระหง่าน ท่ามกลางแสงและเงาของเมฆา ยิ่งส่งให้เขาลึกลับเหลือคณา
รอบด้านเงียบสงัดไร้สรรพเสียง ไม่ว่าจะเป็นคนรุ่นเยาว์หรือบรรดาผู้อาวุโส ทุกคนต่างเบิกตากว้าง ตกตะลึงจนตัวแข็งทื่ออยู่กับที่
การโจมตีที่ทรงพลังเช่นนั้น เพียงพอที่จะสังหารผู้แข็งแกร่งในขอบเขตแท่นทองคำของเจ็ดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียนแล้ว! ใครเล่าจะคาดคิดว่าจะถูกลู่เยี่ยใช้มือข้างเดียวกดไว้เบาๆ เท่านั้น
“แค่กๆ แค่นี้เองหรือ?” ลู่เยี่ยเอ่ยเสียงแผ่วเบา ดวงตาฉายแววผิดหวังเล็กน้อย ความคาดหวังในใจพลันมลายหายไปเกินครึ่ง
ที่ว่าแสวงหาเส้นทางไร้เทียมทานในขอบเขตเดียวกัน… ที่ว่าขานตนเป็นอันดับหนึ่งตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน… เหมือนเขาจะคาดหวังสูงเกินไปแล้วหรือไม่?
ระหว่างคิ้วของหวงเหลียนถังพลันปรากฏร่องรอยแห่งความตระหนกสงสัยที่ยากจะระงับ พลังจากฝ่ามือที่ลู่เยี่ยกดลงมานั้น ไม่ได้เพียงแค่สลายหมัดของเขาเท่านั้น แต่ยังต้านทานพลังทั้งหมดของเขาไว้อย่างมั่นคงอีกด้วย!
หวงเหลียนถังจิตใจสั่นสะท้าน ด้วยรากฐานและพรสวรรค์ของเขา กลับต้องมาพ่ายแพ้ยับเยินตั้งแต่เริ่มลงมือเช่นนี้ นี่นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เริ่มฝึกฝนมาเลยทีเดียว!
“อย่าทำให้ข้าผิดหวังอีก ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง จงแสดงพลังขีดสุดของเจ้าออกมา” ลู่เยี่ยออกแรงที่ฝ่ามือ แล้วสะบัดมือคราหนึ่ง
ร่างของหวงเหลียนถังถูกเหวี่ยงกระเด็นออกไป ทะยานข้ามฟ้าไปกว่าสิบจั้งจึงสามารถทรงตัวให้มั่นคงได้ หวงเหลียนถังไม่ได้รู้สึกท้อแท้ ในดวงตาของเขากลับมีเจตจำนงแห่งการต่อสู้ลุกโชนประดุจเปลวเพลิง เขาเอ่ยเบาๆ ว่า “ไม่นึกมาก่อนเลยว่าในโลกมนุษย์เช่นนี้ จะยังมีคนเช่นเจ้าอยู่…”
ลู่เยี่ยเอ่ยตัดบท “อย่ามัวแต่พร่าม เร็วเข้า!”
ทุกคน: “…”
ก่อนหน้านี้ทุกคนล้วนรู้สึกว่าหวงเหลียนถังช่างหยิ่งผยองโอหังนัก ทว่ายามนี้เมื่อมองดูแล้ว ลู่เยี่ยกลับโอหังมิยิ่งหย่อนไปกว่ากันเลย หรืออาจจะล้ำหน้าไปไกลกว่าเสียด้วยซ้ำ!
หวงเหลียนถังเผยยิ้มอย่างองอาจและโอ้อวด เขาหาได้กล่าววาจาให้มากความอีกต่อไป
ตูม!
ที่ด้านหลังของเขา รุ้งศักดิ์สิทธิ์ตำหนักวิญญาณเก้าสายที่เหมือนมังกรยาว พลันเกิดการเปลี่ยนแปลง แต่ละสายของรุ้งศักดิ์สิทธิ์เชื่อมต่อกันทั้งหัวและหาง แปรเปลี่ยนเป็นวงแหวนศักดิ์สิทธิ์ทรงกลม เปล่งประกายระยิบระยับ ในชั่วพริบตาพลังลมปราณของหวงเหลียนถังพุ่งทะยานขึ้นอย่างรวดเร็ว
แม้แต่ผู้แข็งแกร่งขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ที่มีพลังบำเพ็ญเต๋าน่าสะพรึงกลัว ต่างก็อดไม่ได้ที่จะแสดงสีหน้าเคร่งขรึมออกมา นี่มันเป็นขอบเขตตำหนักวิญญาณจริงหรือ? มันช่างผิดปกติเกินไปจริงๆ! หากไม่ใช่เพราะพวกเขามั่นใจว่าอีกฝ่ายมีพลังบำเพ็ญขอบเขตตำหนักวิญญาณ พวกเขาคงสงสัยว่าหวงเหลียนถังถูกปีศาจร้ายแย่งชิงร่างไปแล้ว
‘เจ้านี่ถึงกับจะหลอมรวมรุ้งศักดิ์สิทธิ์ตำหนักวิญญาณเข้าด้วยกัน เขาต้องการเดินบนเส้นทางสูงสุดแห่งเก้ารุ้งรวมเป็นหนึ่งอย่างนั้นหรือ’ ลู่เยี่ยในที่สุดก็เริ่มมีความสนใจขึ้นมาบ้างเล็กน้อย
แตก็ยังไม่เพียงพอ เพราะเมื่อตอนที่เขาก้าวเข้าสู่ขอบเขตตำหนักวิญญาณ เขาก็ได้ครอบครองวงแหวนศักดิ์สิทธิ์ตำหนักวิญญาณแล้ว และมีรากฐานแห่งเต๋าที่เป็นเหมือนขั้นสมบูรณ์ไร้รอยรั่ว
ในขณะที่ขอบเขตตำหนักวิญญาณของหวงเหลียนถังนั้น ได้ฝึกฝนจนถึงการหลอมรวมที่เก้าขั้นสมบูรณ์แล้ว จึงเพิ่งจะเริ่มลองหลอมรวม
หวงเหลียนถังก้าวออกไปหนึ่งก้าว ลานประลองพลันสั่นสะเทือน เขาพุ่งทะยานออกไปราวกับลูกธนูที่หลุดจากสาย เจตจำนงการต่อสู้ที่ลุกโชนกลายเป็นอานุภาพการสังหารอันดุดันไร้เทียมทาน ทั้งหมดถูกหลอมรวมเข้ากับดาบในนิ้วมือทั้งห้าของหวงเหลียนถัง
นิ้วทั้งห้ารวบชิดประดุจคมดาบ ฟาดฟันลงมาด้วยความพิโรธ ก่อนหน้านี้หวงเหลียนถังเคยกล่าวว่าเขาก็เป็นผู้ฝึกดาบเช่นกัน และตอนนี้เขาก็ได้แสดงกระบวนท่าการต่อสู้ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของผู้ฝึกดาบออกมาอย่างแท้จริง
ภายใต้ฝ่ามือเดียว ปราณดาบพุ่งพล่านประดุจคลื่นคลั่ง เปลวเพลิงสีม่วงแตกระเบิดราวกับฟ้าถล่ม มองจากที่ไกลดูคล้ายกับปราณม่วงจากบูรพา วาดดาบฟันฉีกม่านฟ้า!
การโจมตีครั้งนี้่าสะพรึงกลัวกว่าเมื่อครู่มากนัก แข็งแกร่งขึ้นไม่เพียงแค่ขอบเขตเดียว ฮวาเทียนเฟิงและเยว่หนิงจือซึ่งเป็นอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่โดดเด่นที่สุด ต่างก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นตะลึง บรรดาผู้อาวุโสทั้งหลายที่อยู่ในที่แห่งนี้ ยิ่งได้เปิดหูเปิดตาจนยากจะพรรณนาได้
ลู่เยี่ยก็ลงมือแล้วเช่นกัน แขนเสื้อกว้างพลิ้วสะบัด พลังปราณทั่วร่างหมุนเวียน ทว่ากลับไร้รูปไร้ลักษณ์ ไม่มีคลื่นมหาวิถีใดปรากฏออกมา ทั้งไม่มีรุ้งศักดิ์สิทธิ์มหาวิถีอันเป็นเอกลักษณ์ของขอบเขตตำหนักวิญญาณ แต่ในสายตาของผู้คนที่อยู่ภายนอกลานประลอง บนร่างของลู่เยี่ยกลับมีอานุภาพอันไร้รูปบางอย่างปรากฏขึ้น!
ดังท้องฟ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล ผู้คนที่ได้เห็นล้วนต้องเงยหน้ามองด้วยความยำเกรง ลู่เยี่ยยังคงเป็นลู่เยี่ยคนเดิม ทว่าด้วยอานุภาพอันไร้รูปนั้น กลับทำให้ทุกคนสัมผัสได้ถึงท่วงท่าอันล้ำลึกยากจะหยั่งถึง เขาเพียงยกมือขึ้นปัดแผ่วเบา แขนเสื้อสั่นไหว
บนลานประลอง ปราณดาบที่เปรียบดังปราณม่จากบูรพา ค่อยๆ แตกสลายทีละส่วน แสงเพลิงมอดดับลงประดุจสายลมที่พัดพาหมู่เมฆให้ปลิดปลิวสลายไป ร่างของหวงเหลียนถังถูกซัดกระเด็นออกไปอีกครั้ง ให้ความรู้สึกประดุจตั๊กแตนที่ขวางรถมา
วงแหวนศักดิ์สิทธิ์ขั้นสมบูรณ์ที่ประกอบด้วยรุ้งเก้าสายทางด้านหลังของร่าง ถึงกับปรากฏรอยร้าวขึ้นมา! หวงเหลียนถังกำลังพยายามทรงตัวที่ขอบลานประลอง ทว่ากลิ่นอายทั่วร่างปั่นป่วน ใบหน้าขาวซีดเผือด หยาดโลหิตไหลซึมออกมาจากมุมปากอย่างเงียบเชียบ ในแววตาของเขาปรากฏความตกตะลึงที่ไมอาจระงับได้
เขาเชื่อว่าตนเองได้ก้าวไปถึงขีดสุดของขอบเขตตำหนักวิญญาณแล้ว เปรียบเสมือนยืนอยู่บนจุดสูงสุดของขอบเขตนี้ ทว่าเขากลับมิเคยได้ยินมาก่อนเลยว่าในใต้หล้านี้จะมีขอบเขตตำหนักวิญญาณที่วิปริตเหนือคนเช่นลู่เยี่ยอยู่อีก! ไม่… หากไม่มีรุ้งศักดิ์สิทธิ์ตำหนักวิญญาณ จะเรียกว่าขอบเขตตำหนักวิญญาณได้อย่างไร?
ทั่วทั้งลานประลองเงียบสงัด ทุกคนต่างตกตะลึงจนตาค้าง หวงเหลียนถังพ่ายแพ้อีกครั้ง และยังได้รับบาดเจ็บอีกด้วย! สิ่งนี้ทำลายความคาดหมายของผู้คนจนสิ้นเชิง ทำให้การรับรู้ของพวกเขาเกี่ยวกับขอบเขตตำหนักวิญญาณพลิกกลับหมดสิ้น
เจ้าสำนักสำนักเต๋าหลิงซูกำหมัดแน่นอย่างเงียบๆ ดวงตาของเวินชิ่วเจวี่ยเปล่งประกายแปลกๆ ใครจะยังมองไม่ออกว่าไพ่ตายที่สำนักเต๋าหลิงซูเตรียมไว้โดยเฉพาะเพื่อรับมือกับลู่เยี่ยนัน เห็นได้ชัดว่าไม่เพียงพอเสียแล้ว?
“เจ้าฝึกฝนมหาวิถีอะไรกันแน่?” หวงเหลียนถังยอมรับไม่ได้ “นี่ไม่มีทางเป็นขอบเขตตำหนักวิญญาณไปได้!”
ที่จริงแล้วทุกคนที่อยู่ในสถานที่นั้นก็ไม่เคยเห็นขอบเขตตำหนักวิญญาณที่มีความพิเศษและคาดเดาไม่ได้เช่นนี้มาก่อน เรียกได้ว่าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยทีเดียว!
“เจ้าไม่เคยเห็น ก็ไม่ได้หมายความว่าในใต้หล้าจะไม่มีอยู่” ลู่เยี่ยส่ายหน้าเบาๆ
ยามนี้เขาแน่ใจแล้วว่า สิ่งที่หวงเหลียนถังเรียกว่าหนทางอันไรเทียมทานนัน สุดท้ายก็เป็นเพียงวาจาที่กล่าวเกินจริงและโอ้อวดพร่ำเพรื่อเท่านั้นเอง
บนเส้นทางแห่งมหาวิถี ผู้ใดกล้าอ้างว่าตนไร้คู่ต่อสู้? ผู้ใดกล้าประกาศว่าตนไม่มีวันพ่ายแพ้? แม้แต่ลู่เยี่ยเองก็ไม่กล้าโอหังอวดอ้างว่าขอบเขตตำหนักวิญญาณของตนไร้เทียมทานในใต้หล้า หรือยิ่งใหญ่ที่สุดในอดีตและปัจจุบัน!
“ถึงเวลาจบเรื่องแล้ว”
ลู่เยี่ยที่ยืนนิ่งอยู่กับที่มาโดยตลอด ในที่สุดก็เริ่มขยับกาย ก้าวเดินมุ่งหน้าไปหาหวงเหลียนถัง พลังอำนาจบนร่างของเขาไร้รูปไร้ลักษณ์ ว่างเปล่าดั่งภาพมายา ไม่มีผู้ใดสัมผัสได้ และไม่มีผู้ใดคาดเดาได้ว่าพลังบำเพ็ญของลู่เยี่ยนันล้ำลึกเพียงใด
“เจ้ายังไม่ชนะ!” หวงเหลียนถังคำรามเสียงหัวเราะเย็นชา ร่างของเขาลุกโชนราวกับไฟ ผิวหนังทั่วร่างปรากฏอักขระสีเงินที่แปลกประหลาดและลึกลับผุดขึ้นมา
จากนั้น ภายใต้สายตาตกตะลึงของผู้คนมากมาย พลังของหวงเหลียนถังกลับพุ่งทะยานขึ้นอีกครั้ง! ยืนบนขอบเขตตำหนักวิญญาณ แต่ในร่างกายเขานั้นกลับมีพลังลมปราณประหลาดลึกลับเพิ่มขึ้นมาอีกสาย ราวกับในร่างของเขามีภูเขาไฟที่หลับใหลมานานนับหมื่นปีได้ระเบิดขึ้นในขณะนี้!
ตูม!
หวงเหลียนถังโจมตีอีกครั้ง ยังคงเป็นกระบวนท่าของผู้ฝึกดาบ นิ้วมือเรียงชิดดั่งคมดาบทิ่มแทงทะลวงผ่านห้วงอากาศ ทั้งร่างของเขาดุจดังดาบแห่งวิถีเล่มหนึ่งที่กำลังแผดเผาจนถึงขีดสุด ปลดปล่อยพลานุภาพทำลายล้างอันสูงสุดออกมา
นอกลานประลองมีเสียงร้องอุทานดังขึ้นมากมาย ผู้อาวุโสหลายคนต่างแสดงสีหน้าตกใจ หวงเหลียนถังกำลังทำอะไรกัน? เผาผลาญแก่นแท้แห่งชีวิตของตัวเองเพื่อดับสูญไปพร้อมกับศัตรูอย่างนั้นรึ?
มีเพียงลู่เยี่ยที่ตระหนักว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง พลังลมปราณอันแปลกประหลาดและลึกลับในร่างของคนผู้นี้ เห็นได้ชัดว่ามีความผิดปกติอย่างมาก ไม่ใช่การเผาผลาญตนเองเพียงอย่างเดียวแน่นอน ทว่าการโจมตีครั้งนี้ทำให้ลู่เยี่ยรู้สึกถึงแรงกดดันที่ถาโถมเข้ามาอย่างแท้จริง!
ในขณะที่ความคิดกำลังเคลื่อนไหว ลู่เยี่ยโบกสะบัดแขนเสื้อ นิ้วทั้งห้าประดุจคมดาบฟันออกไปในทันที นับตั้งแต่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตตำหนักวิญญาณจนถึงตอนนี้ หวงเหลียนถังเป็นคู่ต่อสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดในขอบเขตเดียวกันที่เขาเคยพานพบ โดยเฉพาะการโจมตีครั้งสุดท้ายนี้ สมควรที่เขาจะต้องใช้พลังทั้งหมดที่มี!
ด้วยเหตุนี้ การโจมตีครั้งนี้ของลู่เยี่ยจึงไม่มีการสงวนพลังเลยแม้แต่น้อย!
ตูม!
ลานประลองสูงร้อยจั้งสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง พลังของค่ายกลป้องกันนับไม่ถ้วนถูกกระตุ้นขึ้นมาโดยสมบูรณ์ ใจกลางลานประลอง การปะทะกันของทั้งสองฝ่ายเปรียบเสมือนแสงวิถีสองสายที่พุ่งเข้าชนกัน ปลดปล่อยคลื่นทำลายล้างอันเกรี้ยวกราดออกมา
แก้วตาของผู้คนถูกทิ่มแทงด้วยความเจ็บปวด เบื้องหน้าเต็มไปด้วยสีขาวโพลน ทำให้ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้ชัดเจนเลย ทว่าจากการที่พลังของค่ายกลป้องกันถูกกระตุ้นขึ้นมาอย่างรุนแรงนัน ก็เพียงพอจะพิสูจน์ได้ว่าการปะทะครานี้นั้นน่าสะพรึงกลัวเพียงใด
เพราะค่ายกลนั้นเดิมทีเตรียมไว้สำหรับการประลองของผู้แข็งแกร่งขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ เพื่อสลายคลื่นพลังจากการต่อสู้ในขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ และป้องกันไม่ให้รั่วไหลออกมาสู่ภายนอก แต่บัดนี้การประลองขอบเขตตำหนักวิญญาณกลับกระตุ้นพลังค่ายกลเหล่านี้ให้ตื่นขึ้นและสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง! ผู้ใดเล่าจะไม่สั่นสะท้านด้วยความหวาดหวั่น?