บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 219 ดินแดนแห่งรังสรรค์วิถี
บทที่ 219 ดินแดนแห่งรังสรรค์วิถี
หลังจากงานเลี้ยงสิ้นสุดลง
ลู่เยี่ยและคณะถูกจัดให้พักในถ้ำระดับสูงสุดบนยอดภูเขาศักดิ์สิทธิ์เทียนหง
หากมีข่าวคราวของบรรพชนเหวินอวิ๋นเมื่อใด จะมีคนรีบมาแจ้งพวกเขาทันที
ลู่เยี่ยครอบครองถ้ำฝึกตนแห่งหนึ่ง
เดิมทีบรรพชนหลิงเจินวางแผนจะจัดหาสาวงามในเผ่ามาปรนนิบัติลู่เยี่ย ทว่าเขากลับปฏิเสธไป
“ที่แห่งนี้มีปราณวิญญาณหนาแน่นมาก!”
ลู่เยี่ยนั่งขัดสมาธิ รู้สึกถึงปราณวิญญาณที่ไหลเวียนรอบตัว อดไม่ได้ที่จะรู้สึกประหลาดใจ
เมื่อเทียบกับปราณวิญญาณที่สะสมในถ้ำนี้ เรือนเมฆาเขียวนั้นด้อยกว่ามากอย่างเห็นได้ชัด
ลู่เยี่ยเริ่มนั่งขัดสมาธิฝึกฝนพลางสำรวจผังดาบเก้าคุมขังบนฝ่ามือของตน
ภาพนี้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นจริง ๆ
ทัศนียภาพในภาพของซากปรักหักพังแห่งชิงหมิงส่วนใหญ่ได้ปรากฏชัดขึ้นแล้ว
เช่นเงาดาบแห่งวิถีอันลึกลับนั้น คุกทั้งเก้าแห่งฮุ่นตุ้น และบันไดสวรรค์แห่งชิงหมิงที่ก่อขึ้นจากซากดาวนับไม่ถ้วน…
แม้กระทั่งสามารถมองเห็นทัศนียภาพที่ปลายบันไดสวรรค์แห่งชิงหมิงได้ราง ๆ ที่มีวิหารเต๋าอันยิ่งใหญ่ปรากฏบางส่วนท่ามกลางความสับสนวุ่นวาย
เมื่อมองด้วยตาเปล่า ผังดาบเก้าคุมขังชัดเจนขึ้นกว่าแต่ก่อนมาก
ทว่า นี่เป็นเพียงความเปลี่ยนแปลงของรูปลักษณ์ภายนอก
ลู่เยี่ยจำได้อย่างแม่นยำว่า หลังจากที่กลืนกินแสงสีเลือดที่เป็นพลังมหาพิบัติเทียนจิ้นเข้าไป ผังดาบเก้าคุมขังเคยร้อนระอุขึ้นมา!
‘ซากปรักหักพังแห่งชิงหมิง’ ในภาพก็เคยเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเช่นกัน
ลู่เยี่ยไม่รีรอส่งจิตเทวะเข้าไปในนั้นทันที
อีกคราหนึ่งที่มาเยือนซากปรักหักพังแห่งชิงหมิง เขายังคงปรากฏอยู่บนเงาดาบแห่งวิถีอันลึกลับเล่มนั้น
ลู่เยี่ยก้มมองลงไปเบื้องล่าง แม้คุกทั้งเก้าแห่งฮุ่นตุ้นจะอยู่ห่างไกลยิ่งนัก แต่ก็ยังคงมองเห็นได้อย่างชัดเจน
น่าเสียดายที่มีหมอกฮุ่นตุ้นปกคลุมอยู่ ราวกับม่านหนาอันลึกลับ ทำให้ลู่เยี่ยไม่อาจมองเห็นสภาพภายในคุกทั้งเก้านั้นได้ชัดเจน
เขาเลื่อนสายตามองไปที่เงาดาบแห่งวิถีอันลึกลับที่อยู่ใต้เท้าของตน
‘เป็นเช่นนี้จริง ๆ มหาวิถีแท่นทองคำที่ข้าควบแน่นขึ้นในตำหนักวิญญาณ ก็คล้ายกับเงาดาบแห่งวิถีที่อยู่ใต้เท้านี้ยิ่งนัก’
ลู่เยี่ยคิดในใจ
เขาเงยหน้าขึ้น แล้วมองไปยังที่สูงสุดของบันไดสวรรค์แห่งชิงหมิง หมอกฮุ่นตุ้นแผ่ซ่านอยู่ วิหารเต๋าอันลึกลับปรากฏให้เห็นเพียงมุมหนึ่งเท่านั้น
“และตำหนักวิญญาณในตันเถียนของข้า ก็ดูคล้ายคลึงกับวังสวรรค์อันลึกลับนั่นยิ่งนัก”
“ทั้งหมดนี้ ไม่มีทางเป็นเรื่องบังเอิญอย่างแน่นอน”
“ต้องเป็นเพราะเส้นทางที่ข้าก้าวเดินนั้นพิเศษเกินไป หรืออาจได้รับผลกระทบจากกผังดาบเก้าคุมขัง จึงแสดงการเปลี่ยนแปลงที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ออกมา”
ลู่เยี่ยครุ่นคิดไปพลางสำรวจไปรอบข้าง
ในที่สุด เขาก็พบจุดที่แตกต่างไปจากเมื่อก่อน
บนบันไดขั้นที่สองของบันไดสวรรค์แห่งชิงหมิง เมื่อเทียบกับครั้งก่อน ๆ มีประตูที่พร่ามัวและเหมือนภาพลวงตาเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่งบาน!
ทั่วทั้งบันไดสวรรค์แห่งชิงหมิงถูกปกคลุมด้วยหมอกฮุ่นตุ้นอันเจิดจ้า จนทำให้ประตูพร่ามัวบานนั้นดูราวกับเป็นภาพลวงตาชั้นหนึ่ง
หากไม่สังเกตให้ดี ๆ ย่อมยากที่จะพบเห็น
“หรือว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากกลืนกินพลังมหาพิบัติเทียนจิ้น?”
ลู่เยี่ยไม่ลังเลใจเลยแม้แต่น้อย ก้าวเดินตรงไปยังบันไดสวรรค์แห่งชิงหมิง
เงาดาบแห่งวิถีลึกลับที่ปรากฏเป็นเงาค้ำจุนเขาอยู่ เพียงชั่วพริบตาก็มาถึงหน้าขั้นบันไดหินชั้นที่สอง
เมื่อลู่เยี่ยใช้พลังจิตเทวะของตนสัมผัสรับรู้เข้าไป
การตระหนักรู้ต่าง ๆ หลั่งไหลเข้ามาในใจราวกับคลื่นน้ำ
ภายในบานประตูบานนั้น คือดินแดนลับที่เรียกว่าดินแดนแห่งรังสรรค์วิถี
หากนั่งสมาธิฝึกฝนในที่นั้น จะสามารถมองเห็นความลับของการเปลี่ยนแปลงของมหาวิถีทั่วฟ้า เพื่อทำการตระหนักรู้และขัดเกลามหาวิถีของตนเอง!
แต่… ประตูใหญ่ที่นำไปสู่ดินแดนแห่งรังสรรค์วิถีนี้ ยังไม่ได้ควบแน่นขึ้นมาอย่างแท้จริง
เมื่อใดที่ประตูบานนี้จะปรากฏขึ้นอย่างสมบูรณ์ เมื่อนั้นก็จะสามารถเข้าสู่ดินแดนแห่งรังสรรค์วิถีได้
“ครั้งแรกที่เข้าสู่ดินแดนแห่งปฐมกำเนิดบนบันไดขั้นแรก ผังดาบเก้าคุมขังได้กลืนกินหินวิญญาณและสมุนไพรวิญญาณของข้าไปจำนวนมาก...”
“และในครั้งนี้ ประตูรังสรรค์วิถีบนขั้นบันไดที่สองปรากฏขึ้นมา มีความเกี่ยวข้องกับการกลืนกินพลังมหาพิบัติเทียนจิ้นนั้น”
“นั่นหมายความว่า หากข้าสามารถกลืนกินพลังมหาพิบัติเทียนจิ้นได้มากขึ้น ก็จะทำให้ประตูรังสรรค์วิถีนี้รวมตัวขึ้นได้เร็วขึ้นใช่หรือไม่?”
ลู่เยี่ยเริ่มมีความกระหายใคร่รู้
เขาได้ก้าวเข้าสู่ขอบเขตแท่นทองคำแล้ว แต่ปัจจุบันยังไม่ได้ควบแน่นเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีที่เป็นของตนเองขึ้นมา
ไม่ใช่ว่าลู่เยี่ยไม่อยากทำ แต่เป็นเพราะเขาครอบครองการสืบทอดมหาวิถีมากเกินไป มหาวิถีแต่ละประเภทล้วนมีนัยลึกซึ้งที่สอดคล้องกัน
เมื่อมีตัวเลือกมากเกินไป ลู่เยี่ยจึงยังไม่รู้ว่าควรเลือกมหาวิถีประเภทใดมาควบแค่นเจตจำนงศักดิ์สิทธิ์แห่งมหาวิถีแรกของตน
เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงรากฐานของมหาวิถีในขอบเขตแท่นทองคำ จำเป็นต้องกระทำด้วยความรอบคอบอย่างยิ่ง
ก่อนหน้านี้ลู่เยี่ยได้คิดพิจารณาไว้แล้ว ว่าควรหาโอกาสไปขอคำชี้แนะจากพี่ใหญ่เจ้าเมืองจักรพรรดิแดงหลิวไป๋
เพราะในดินแดนหลิงชางนั้น เจ้าเมืองจักรพรรดิแดงหลิวไป๋เป็นผู้มีความรู้กว้างขวางที่เป็นที่ประจักษ์แก่ใจคนทั้งใต้หล้า นได้รับการขนานนามว่า ‘รอบรู้ทั้งอดีตและปัจจุบัน ทะลุปรุโปร่งคัมภีร์นับหมื่น!’
หากได้รับการชี้แนะจากเขา ย่อมช่วยลดระยะเวลาลองผิดลองถูกได้มหาศาล
แต่ลู่เยี่ยไม่เคยคิดเลยว่า ก่อนที่ตนเองจะได้ลงมือทำอะไร เขากลับค้นพบดินแดนแห่งรังสรรค์วิถีเสียก่อน!
เช่นนี้แล้วยังจำเป็นต้องไปขอคำชี้แนะจากหลิวไป๋อีกหรือ?
รอเพียงประตูรังสรรค์วิถีเปิดออก ตนเองสามารถเข้าไปตระหนักรู้และเปรียบเทียบด้วยตัวเอง เมื่อนั้นย่อมเลือกมหาวิถีที่เหมาะกับตนเองที่สุดได้!
“บรรพชนหลิงเจินเคยกล่าวไว้ว่า ในหายนะมหาวิถีทั้งสามครั้งที่ระเบิดออกจากภูเขาเทียนจิ้นนั้น มีสมบัติล้ำค่าแปดชิ้นร่วงหล่มลงมา”
“นอกเหนือจากภาพหลอมรวมวิถีเทียนจิ้นแล้ว อีกเจ็ดชิ้นที่เหลือตกไปอยู่ในมือของเผ่าปีศาจต่าง ๆ ในเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่นี้”
“ในสมบัติเหล่านั้น เห็นได้ชัดว่าบรรจุพลังมหาพิบัติเทียนจิ้นอยู่!”
“หากสามารถหาหนทางสัมผัสกับสมบัติเหล่านั้นได้ก็คงจะดี…”
ลู่เยี่ยครุ่นคิดอยู่นาน แล้วตัดสินใจหาเวลาพูดคุยกับบรรพชนหลิงเจินเกี่ยวกับเรื่องนี้ดูสักครา
ต่อมา ลู่เยี่ยไม่ได้มุ่งหน้าไปยังดินแดนแห่งปฐมกำเนิดในทันที
ในเมื่อมาถึงที่นี่แล้ว ย่อมต้องใช้โอกาสนี้ใช้ ‘เคล็ดวิชาแปลงต้นกำเนิด’ และ ‘เคล็ดวิชาปู้เชวี่ย’ เพื่อปรับปรุงมรดกของบรรพจารย์ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
สิ่งที่ควรกล่าวถึงคือ หลังจากการประลองเดิมพันชีวิตจบลง ลู่เยี่ยได้มาที่นี่ครั้งหนึ่งแล้ว เพื่อปรับปรุงเคล็ดวิชาลับการฝึกฝนของขอบเขตแท่นทองคำให้สมบูรณ์
หลังผ่านไปหนึ่งก้านธูป
ลู่เยี่ยกลับมาจากดินแดนแห่งปฐมกำเนิด
จนถึงตอนนี้เขาได้พัฒนาเคล็ดวิชาการสืบทอดทั้งหลายจนสมบูรณ์แล้ว
แม้แต่ ‘คัมภีร์ปราณบริสุทธิ์หนึ่งเดียว’ ของสำนักเต๋าเจิ้งชิงก็ไม่ได้ละเว้น
ลู่เยี่ยตัดสินใจที่จะจากไป
แต่ในขณะที่เขากำลังเหยียบบนดาบแห่งวิถีอันลึกลับเพื่อเดินทางกลับ เขาก็พลันได้ยินเสียงกระซิบกระซาบขาดช่วงดังแว่วมา
“คนลึกลับนั่นกลับมาอีกแล้ว! นี่เป็นครั้งที่สี่แล้วนะ!”
“เข้า ๆ ออก ๆ อยู่เช่นนี้ เขาคิดว่าซากปรักหักพังแห่งชิงหมิงเป็นที่ใดกัน?”
“ที่นี่เป็นสถานที่ที่แม้แต่เจ้าแห่งสวรรค์ก็ยังไม่กล้าเข้ามาง่าย ๆ นะ!”
“ข้าเริ่มสงสัยมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่า เขาคงเป็นทายาทของเจ้าแห่งวิหารเต๋าแน่ มิฉะนั้นเขาจะสามารถเข้าออกบันไดสวรรค์แห่งชิงหมิงได้อย่างอิสระเช่นนี้ได้อย่างไร?”
“เขากำลังทำอะไรกันแน่?”
“บัดซบ! น่าโมโหชะมัด พวกเราติดอยู่ในคุกฮุ่นตุ้นมานานนับไม่ถ้วนยุคโกลาหลแล้ว จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่เห็นความหวังที่จะหลุดพ้น!”
“ส่วนคนผู้นั้นกลับเห็นที่นี่เป็นดุจสวนหลังบ้าน นึกจะมาก็มา นึกจะไปก็ไป!”
ลู่เยี่ยหยุดฝีเท้าลงอย่างเงียบเชียบ ในใจบังเกิดความสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินเสียงผู้คนสนทนากันในซากปรักหักพังแห่งชิงหมิงของผังดาบเก้าคุมขัง
และไม่ได้มีเพียงคนเดียว ทว่ามากันเป็นกลุ่ม!
ข้อมูลที่เล็ดลอดออกมาจากวงสนทนานั้น ยิ่งทำให้ลู่เยี่ยต้องตกตะลึง
สิ่งที่แน่นอนคือ เจ้าของเสียงเหล่านั้นล้วนถูกจองจำอยู่ในคุกฮุ่นตุ้นที่แตกต่างกัน!
และพวกเขาก็จับจ้องเขามาตั้งแต่คราแรกที่เขาเหยียบย่างเข้ามาที่นี่!
“พวกเขากล่าวว่า สงสัยว่าข้าเป็นทายาทของเจ้าแห่งวิหารเต๋า”
“ทั้งยังบอกอีกว่า เจ้าแห่งสวรรค์ไม่กล้าเข้ามาที่ซากปรักหักพังแห่งชิงหมิงโดยง่าย”
“ส่วนพวกเขานั้น ถูกขังอยู่ในคุกฮุ่นตุ้นมาไม่รู้กี่ยุคโกลาหลแล้ว…”
สิ่งเหล่านี้หมายความว่าอย่างไรกันแน่?
อะไรคือเจ้าแห่งสวรรค์?
อะไรคือยุคโกลาหล?
เจ้าของวิหารเต๋าที่พวกเขาพูดถึงคือผู้ใดกัน?
จิตใจของลู่เยี่ยสับสนไม่อาจหาคำตอบได้
ต้องรู้ว่า ผังดาบเก้าคุมขังในฝ่ามือเขานั้นติดตัวเขามาแต่กำเนิด!
หาได้เป็นการรับสืบทอดมาจากผู้ใดไม่
แล้วเขาจะกลายเป็นทายาทของเจ้าแห่งวิหารเต๋าไปได้อย่างไร?
ในขณะที่ความคิดของลู่เยี่ยกำลังหมุนวน จู่ ๆ เขาก็พบว่าเสียงสนทนาเหล่านั้นเงียบหายไปอย่างกะทันหัน
บางทีพวกที่ติดอยู่ในคุกฮุ่นตุ้นนั้น อาจจะรู้ตัวว่าตนเองได้ยินเสียงสนทนาของพวกเขาแล้ว?
ลู่เยี่ยตัดสินใจว่าจะขอลองทดสอบดูสักครา!