บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 222 สงคราม!
บทที่ 222 สงคราม!
นอกภูเขาศักดิ์สิทธิ์ชิงชิว
บรรพชนหลิงเจินและลู่เยี่ยยืนอยู่กลางอากาศ
“เผ่าปีศาจชิงชิวแห่งนี้ สตรีเป็นใหญ่ บุรุษเป็นรอง ประมุขเผ่าทุกรุ่นล้วนสืบทอดโดยสตรีภายในเผ่า”
บรรพชนหลิงเจินส่งเสียงกระแสจิตแนะนำให้ลู่เยี่ยฟังว่า “นางจิ้งจอกเหล่านี้กระทำการสุดโต่ง ทั้งยังบ้าบิ่นยิ่งนัก ยามปกติไม่มีผู้ใดปรารถนาจะตอแยกับพวกนางเท่าใดนัก”
ก่อนหน้านี้ลู่เยี่ยพอจะล่วงรู้มาบ้างแล้ว
เผ่าปีศาจที่กระจายอยู่ในเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่มีขุมกำลังที่แข็งแกร่งที่สุดแปดกลุ่ม
ถูกเรียกว่า ‘แปดเผ่าปีศาจราตรีพิศวง’
เผ่าปีศาจชิงชิวก็เป็นหนึ่งในนั้น
บรรพบุรุษของพวกนางคือเทพปีศาจจิ้งจอกสวรรค์เก้าหางในตำนาน!
ลู่เยี่ยกล่าวว่า “ทำไมเผ่าปีศาจชิงชิวถึงเพียงแค่จับตัวบรรพชนเหวินอวิ๋นเป็นเชลยแต่ไม่ได้สังหาร จะมีเรื่องราวซ่อนเร้นอยู่หรือไม่?”
บรรพชนหลิงเจินพยักหน้าตอบ “มีความเป็นไปได้ ในอดีตกาล เจ้าของดาบพิชิตมารผู้ถูกขนานนามว่าเป็นผู้ฝึกดาบอันดับหนึ่งของเขตหวงห้ามเคยตั้งกฎไว้ว่า ไม่ว่าขุมกำลังใดก็ตามห้ามลงมือกับผู้ฝึกตนจากโลกมนุษย์โดยพลการ”
“ด้วยเหตุนี้เอง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้ฝึกตนจากโลกมนุษย์ที่เข้ามาในเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่ตราบใดที่พวกเขาไม่ได้รนหาที่ตายเอง ไม่ว่าจะเป็นขุมกำลังใดก็จะไม่สนใจพวกเขา”
“ครั้งนี้เผ่าปีศาจชิงชิวกลับลงมือกับบรรพชนเหวินอวิ๋น นับว่าผิดปกติอย่างยิ่ง”
ลู่เยี่ยอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้
เมื่อครั้งที่เจ้าของดาบพิชิตมารยังมีชีวิตอยู่ บารมีของเขาถึงกับสูงขนาดนั้นเลยหรือ?
“ต่อจากนี้ ก็ต้องดูว่าเผ่าปีศาจชิงชิวจะยินยอมเจรจาหรือไม่”
ลู่เยี่ยกล่าวเสียงเรียบ
บรรพชนหลิงเจินหัวเราะพลางกล่าวว่า “ผู้เฒ่าเชื่อว่า พวกนางคงยอมรับเงื่อนไขของท่านใต้เท้าลู่อย่างแน่นอน เพราะนี่นับเป็นวาสนาอันยิ่งใหญ่สำหรับพวกนาง!”
ระหว่างทางที่เดินมา ลู่เยี่ยได้พูดคุยว่า หากเผ่าปีศาจชิงชิวยินยอมมอบตัวบรรพชนเหวินอวิ๋นคืนมา เขาก็ไม่รังเกียจที่จะลงมือช่วยเผ่าปีศาจชิงชิวไขความลับของ ‘สมบัติตกทอดแห่งเทียนจิ้น’
เงื่อนไขเช่นนี้ เผ่าปีศาจชิงชิวจะปฏิเสธได้อย่างไร?
ไม่เพียงแค่เผ่าปีศาจชิงชิวเท่านั้น หากเผ่าปีศาจอื่น ๆ ที่ครอบครองสมบัติตกทอดแห่งเทียนจิ้นล่วงรู้ว่ามีโอกาสเช่นนี้ มีหวังคงจักต้องแก่งแย่งกันจนหัวร้างข้างแตกเป็นแน่!
ครู่หนึ่ง ม่านพลังป้องกันภูเขาศักดิ์สิทธิ์ชิงชิวพลันเปิดออก กลุ่มเงาร่างเดินออกมาจากประตูเขา
ผู้นำหน้าคือหญิงสาวรูปร่างอ้อนแอ้น
นางก็คือประมุขเผ่าปีศาจชิงชิว ‘ชิงชิวเหยาเยว่’ นั่นเอง!
“เจ้าเฒ่าหลิงเจิน ป็นเจ้าจริง ๆ ด้วย ว่ามาสิ เจ้ามาที่นี่ทำไม?”
แววตาของชิงชิวเหยาเยว่เย็นชา คำพูดของนางช่างไม่สุภาพเลยแม้แต่น้อย
ขณะที่นางพูด นางกวาดสายตาไปยังเด็กหนุ่มที่อยู่ข้างกายบรรพชนหลิงเจิน คิ้วงามของนางพลันขมวดเล็กน้อย
เด็กหนุ่มมนุษย์ผู้อยู่ในขอบเขตแท่นทองคำหรือ?
เจ้าเฒ่าหลิงเจินเหตุใดจึงพาเด็กน้อยเช่นนี้มาด้วย?
บรรพชนหลิงเจินเอ่ยเสียงเย็น “แล้วบรรพชนเสวี่ยอวี่ของพวกเจ้าเล่า? เหตุใดไม่ออกมาพบข้า?”
ในเผ่าปีศาจชิงชิว บรรพชนเสวี่ยอวี่คือตัวตนประดุจเสาหลักค้ำฟ้า มีพลังบำเพ็ญเต๋าและลำดับอาวุโสสูงสุด
อีกทั้งยังเป็นคนเดียวที่มีคุณสมบัติพอจะทำให้บรรพชนหลิงเจินมีความยำเกรงอยู่บ้าง!
“เจ้าคิดว่าการที่เจ้ามาด้วยตนเองจะมีคุณสมบัติพอที่จะให้ท่านบรรพชนเสวี่ยอวี่ต้องออกมาพบเจ้าหรือ?”
ชิงชิวเหยาเยว่หัวเราะเบา ๆ “ช่างน่าขัน!”
ใบหน้าของบรรพชนหลิงเจินปรากฏรอยโทสะขึ้นมา
ทว่าสุดท้ายเขาก็ยังคงสะกดกลั้นไว้ แล้วกล่าวว่า “ช่างเกิด ข้าจะพูดตรง ๆ พวกเรามาในครั้งนี้เพื่อสหายเต๋าเหวินอวิ๋นแห่งสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ อเพียงพวกเจ้าปล่อยตัวคน ทุกอย่างย่อมเจรจากันได้”
“มาเพื่อผู้ฝึกดาบผู้นั้นจริง ๆ หรือ?”
ชิงชิวเหยาเยว่ขมวดคิ้ว “เจ้าตอบข้ามาก่อน อะไรกันแน่ที่เป็นเหตุผลที่ทำให้เผ่าปีศาจปี้ฟางของพวกเจ้าต้องลดตัวลงมาสอดมือยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้?”
บรรพชนหลิงเจินกล่าวอย่างเรียบเฉย “เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้ เพียงแค่เสนอเงื่อนไขในการปล่อยคนมาก็พอ”
ชิงชิวเหยาเยว่แค่นเสียงเย็น “เรื่องนี้ไม่มีทางเจรจา! อย่าว่าแต่เจ้าเลย ต่อให้ผู้ใดมาเยือน ก็ไม่สามารถพาเหวินอวิ๋นไปได้!”
น้ำเสียงนั้นเด็ดขาด ไม่หลงเหลือหนทางให้ต่อรอง
บรรพชนหลิงเจินไม่ได้โกรธแต่อย่างใด เขาเพียงเอ่ยเสียงทุ้มว่า “ข้ามีวิธีไขความลับของสมบัติตกทอดแห่งเทียนจิ้น ข้าจะใช้เงื่อนไขนี้มาแลกเปลี่ยนกับพวกเจ้า เจ้าคิดเช่นไร”
กล่าวจบ เขาก็พลิกฝ่ามือขึ้น ภาพหลอมรวมวิถีเทียนจิ้นก็ปรากฏขึ้น “เจ้าลองพิสูจน์ดูด้วยตนเองเถิด แล้วจะรู้ว่าข้าโกหกหรือไม่”
ชิงชิวเหยาเยว่ตกใจอย่างเห็นได้ชัด
บรรพบุรุษแห่งเผ่าปีศาจชิงชิวเคยได้รับสมบัติตกทอดแห่งเทียนจิ้นชิ้นหนึ่ง นั่นคือลูกธนูหักเปื้อนเลือด!
แต่มาถึงทุกวันนี้ พวกนางยังไม่สามารถไขความลับของลูกธนูหักชิ้นนั้นได้เลย
ยิ่งไปกว่านั้น ทุกคนต่างรู้ดีว่าสมบัติตกทอดแห่งเทียนจิ้นที่แต่ละเผ่าปีศาจครอบครองอยู่นั้น ล้วนไม่สามารถไขความลับได้
ใครจะคิดว่า เผ่าปีศาจปี้ฟางกลับทำสำเร็จแล้ว?
ชิงชิวเหยาเยว่จ้องมองไปที่ ‘ภาพหลอมรวมวิถีเทียนจิ้น’ และพบว่า พลังลมปราณภัยพิบัติประหลาดที่แผ่ซ่านจากภาพนี้ได้หายไปแล้วจริง ๆ!
เรื่องนี้ทำให้นางไม่อาจรักษาความสงบนิ่งไว้ได้อีกต่อไป
หากสามารถใช้โอกาสนี้ไขความลับของลูกธนูหักที่เปื้อนเลือดนั้นได้ นั้นก็เท่ากับได้รับโชคลาภอันยิ่งใหญ่!
แต่ทว่าสุดท้าย ชิงชิวเหยาเยว่ก็ปฏิเสธ “ข้าบอกไปแล้วว่า เรื่องนี้ไม่มีอะไรให้เจรจา! เผ่าของพวกเราก็จะไม่ยอมแลกเปลี่ยนเด็กขาด!”
ลู่เยี่ยรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก บรรพชนเหวินอวิ๋นไปทำสิ่งใดไว้กันแน่ จึงทำให้เผ่าปีศาจชิงชิวมีท่าทีเด็ดขาดถึงเพียงนี้?
“ช่างดื้อรั้นไร้เหตุผล!”
บรรพชนหลิงเจินสุดท้ายก็อดทนไม่ไหว กล่าวด้วยความโกรธ “หากไม่ยอมส่งคนมา ก็อย่าโทษว่าเผ่าปีศาจปี้ฟางจะเปิดศึกใหญ่กับเผ่าปีศาจชิงชิวให้ถึงที่สุด!”
“กล้าข่มขู่ข้าหรือ?”
ชิงชิวเหยาเยว่หัวเราะเยาะ “ดีเลย! ความแค้นระหว่างสองเผ่าของพวกเราสั่งสมมาเนิ่นนาน ถึงเวลาต้องสะสางให้จบสิ้นเสียที!”
ท่าทีเช่นนี้ แสดงว่านางยินยอมที่จะทำสงครามกับเผ่าปีศาจปี้ฟาง มากกว่าที่จะยอมปล่อยตัวคน!
คิ้วของลู่เยี่ยขมวดมุ่นยิ่งกว่าเดิม
เหตุผลอะไรกันแน่ที่ทำให้เผ่าปีศาจชิงชิวถึงกับต้องทุ่มสุดตัวถึงเพียงนี้?
“ท่านใต้เท้าลู่ สตรีผู้นี้เสียสติไปแล้ว ไม่มีหนทางเจรจาได้อีกแล้ว!”
บรรพชนหลิงเจินส่งเสียงกระแสจิต เขาเองก็ถูกยั่วโทสะจนถึงขีดสุด
“ให้ข้าถามดูสักคราเถิด”
ลู่เยี่ยกล่าวพลางจับจ้องไปยังชิงชิวเหยาเยว่ “บรรพชนเหวินอวิ๋นเป็นท่านผู้อาวุโสของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ของข้า ไม่ทราบว่าเขาไปล่วงเกินพวกท่านที่ตรงใด เหตุใดพวกท่านจึงไม่ยอมปล่อยคน?”
ชิงชิวเหยาเยว่เพียงเหลือบมองลู่เยี่ยแวบหนึ่ง ก่อนจะหันไปทางบรรพชนหลิงเจินแล้วกล่าวอย่างเยาะเย้ยว่า
“ประหลาดจริง ๆ เจ้าเฒ่าหลิงเจิน เจ้ากลายเป็นคนใจบุญสุนทานไปตั้งแต่เมื่อใด ถึงขนาดจะยอมเปิดศึกเพื่อออกหน้าแทนเจ้าเด็กน้อยคนนี้?”
ประมุขเผ่าปีศาจชิงชิวผู้นี้ ดูแคลนที่จะสนทนากับคนรุ่นเยาว์อย่างลู่เยี่ยอย่างเห็นได้ชัด
ท่าทีของการเพิกเฉยเช่นนั้น ไม่ได้ปกปิดแต่อย่างใด
สีหน้าของบรรพชนหลิงเจินมืดครึ้มลง กำลังจะพูดอะไรบางอย่าง
ทว่าลู่เยี่ยได้ตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว เขาโบกมือห้ามพลางกล่าวว่า “ในเมื่อพวกนางไม่เต็มใจที่จะเจรจา เช่นนั้นก็ต่อสู้กันเลย!”
“ดี!”
แววตาของบรรพชนหลิงเจินเย็นชาอย่างน่าหวาดกลัว เขารอคำพูดนี้มานานแล้ว
“ต่อสู้หรือ?”
ชิงชิวเหยาเยว่ชะงักไปชั่วขณะ ก่อนจะกล่าวอย่างไร้อารมณ์ว่า “ต่อสู้ก็ต่อสู้สิ ใครกันแน่ที่จะเกรงกลัวใคร? พวกเราเผ่าปีศาจชิงชิวไม่ได้เติบโตมาพร้อมความหวาดกลัวเสียหน่อย!”
ลู่เยี่ยยิ้มเล็กน้อย “พรุ่งนี้ยามฟ้าสาง ข้าจะกลับมาอีกครั้ง หวังว่าเมื่อถึงเวลานั้น พวกเจ้าเผ่าปีศาจชิงชิวจะยังคงดื้อดึงเช่นนี้อยู่”
“อ้อ อีกเรื่องหนึ่ง หากบรรพชนเหวินอวิ๋นแห่งสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ของข้าเกิดเหตุอันไม่คาดฝันขึ้นมา พรุ่งนี้ย่อมเป็นวันสิ้นเผ่าพันธุ์ของพวกเจ้า!”
“ไม่ต้องสงสัยหรอก นี่คือคำข่มขู่”
“ก่อนถึงวันพรุ่งนี้ พวกเจ้ายังมีโอกาสกลับใจ ขึ้นอยู่กับว่าพวกเจ้าจะเลือกหนทางใด”
กล่าวจบ ลู่เยี่ยก็หันหลังเดินจากไป
บรรพชนหลิงเจินรีบตามไปทันที
“เจ้ามนุษย์ชั้นต่ำ กล้าดีอย่างไรมาข่มขู่เผ่าของข้าเช่นนี้?”
นอกประตูภูเขา ใบหน้าอันงดงามของชิงชิวเหยาเยว่เปลี่ยนสีด้วยความโกรธแค้นและไม่อยากจักเชื่อสายตา
“ท่านประมุขเผ่า ข้ารู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ดูเหมือนเจ้าเฒ่าหลิงเจินดูเหมือนจะเชื่อฟังคำพูดของเจ้าเด็กนั่นทุกอย่างนะขอรับ!”
มีคนหนึ่งเอ่ยเตือน
ใบหน้าของชิงชิวเหยาเยว่เคร่งเครียด นางย่อมมองเห็นความผิดปกติเรื่องนี้มาแต่ต้นแล้ว
เพียงเพื่อคนอย่างเหวินอวิ๋น เผ่าปีศาจปี้ฟางถึงกับให้เฒ่าหลิงเจินเดินทางมาเจรจาด้วยตนเอง
แม้กระทั่งไม่ลังเลที่จะใช้การทำสงครามกับพวกนางมาข่มขู่!
ที่น่าตกใจกว่านั้นคือ เฒ่าหลิงเจินยังโค้งคำนับต่อเด็กหนุ่มมนุษย์ผู้นั้น เชื่อฟังคำพูดและทำตามแผนของเขา
ทุกอย่างนี้มันผิดปกติเกินไป!
มีคนแอบเตือนด้วยเสียงเบา “ท่านประมุขเผ่า ถึงแม้คนอย่างเหวินอวิ๋นจะสมควรตายสักหมื่นครั้ง แต่พวกเราไม่จำเป็นต้องทำสงครามกับเผ่าปีศาจปี้ฟางเพราะเขาเลย มันไม่คุ้มค่าเอาเสียเลย”
“หุบปาก!”
ใบหน้าของชิงชิวเหยาเยว่เขียวคล้ำด้วยโทสะ “ข้าบอกแล้ว ถ้าพวกเขาอยากสู้ พวกเราก็พร้อมจะสู้จนถึงที่สุด!”
“ผู้ใดกล้าเกลี้ยกล่อมอีก จะถูกลงโทษสถานหนัก!”
กล่าวจบ นางก็หมุนตัวเดินเข้าประตูเขาไป