บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 240 เปิดฉากสังหาร
ลูเยียเดินออกมาแล้วไม่มีบาดแผลแม้แต่น้อยเขาก้าวออกมาจากค่ายกลแปดทิศสี่บรรพตอย่างสบายๆ ราวกับกำลังเดินเล่นในสวนอย่างไรอย่างนั้น
เหล่าผู้อาวุโสทั้งสี่ที่ควบคุมและขับเคลื่อนค่ายกลสังหารต่างพากันตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูก
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?
ภายใต้การควบคุมของพวกเขาพลังอานุภาพของค่ายกลสังหารได้ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างเต็มที่ซึ่งสามารถสังหารปรมาจารย์ยุทธแห่งหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างง่ายดาย
ทว่าเด็กหนุ่มในขอบเขตแทนทองคำอย่างลูเยียกลับไม่เป็นอะไรเลย!
ยิ่งไปกว่านั้นค่ายกลก็ไม่ได้ถูกทำลายหรือได้รับความเสียหายจากการโจมตีแต่แต่อย่างใด
แต่อย่างไรก็ตามลูเยียกลับเดินออกมาอย่างไร้บาดแผลใดๆ ใครจะไม่ตกตะลึงกันเล่า?
สายฝนยังคงกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่งราวกับสายน้ำจากสวรรค์พังทลายลงสู่โลกมนุษย์
รองเจ้าสำนักซุนจื่อโหยวและเหล่าผู้อาวุโสคนอื่นๆ ก็ตกใจจนหน้าถอดสีไม่อาจที่จะเชื่อสายตาตนเอง
“เจ้าพวกสารเลวพวกเจ้าจงใจปล่อยเขาใช่หรือไม่?”
ซุนจื่อโหยวโกรธจัดตวาดด่าทอผู้อาวุโสทั้งสี่ที่ควบคุมค่ายกลสังหาร
ผู้อาวุโสทั้งสี่รีบอธิบายด้วยความอัดอั้นตันใจต่อหน้าสายตาของทุกคนเช่นนี้พวกเขาจะกล้าปล่อยไปได้อย่างไร?
มีเพียงชายชราผมขาวเท่านั้นที่รู้สึกดีใจอย่างล้นเหลือเมื่อลูเยียไม่ได้รับอันตรายเรื่องราวก็ยังมีหนทางให้แก้ไข
แตกต่างจากครั้งก่อนคราวนี้ลูเยียไม่ได้หลบหนีอีกต่อไปก่อนหน้านี้เขาคิดว่าสำนักศึกษาต้าเฉียนถูกคนอื่นใช้เป็นเครื่องมือจึงไม่อยากเปิดฉากสังหารและเลือกที่จะจากไปแต่ตอนนี้ลูเยียไม่ได้คิดเช่นนั้นอีกแล้วในบรรดาผู้นำของสำนักศึกษาต้าเฉียนเห็นได้ชัดว่ามีคนที่เป็นศัตรูกับตนรวมอยู่ด้วย!
เช่นนั้นย่อมจะเดินจากไปเฉยๆ ไม่ได้
“สายฝนนี้ตกลงมาช่างสบายใจจริงๆ หากข้าจากไปตอนนี้คงเป็นการเสียบรรยากาศอันสุนทรีย์นี้ไปเปล่าๆ…”
ลูเยียก้าวเดินตรงไปยังศาลาที่อยู่ไกลออกไป
ส่วนลึกในดวงตาอันลุ่มลึกของเขาเริ่มมีไอสังหารวูบไหวขึ้นมาอย่างเลือนลาง
“เร็วเข้า! ลงมือพร้อมกันจับตัวเขาไว้ให้ได้! ห้ามปล่อยให้เขาหนีไปเด็ดขาด!”
ซุนจื่อโหยวตะโกนเสียงดังชายชราผมขาวรีบเข้ามาขวางหน้าไว้ “ทุกท่านอย่าได้ทำผิดซ้ำสองอีกเลย! ตามความเห็นข้าพวกเราควรสอบถามสถานการณ์ให้กระจ่างเสียก่อน…”
พลั่ก!
ซุนจื่อโหยวเตะชายชราออกไปอย่างแรง “ไสหัวไป! เจ้าบังอาจขัดขวางอีกข้าจะฆ่าเจ้าเสีย!”
จากนั้นซุนจื่อโหยวก็สั่งการด้วยน้ำเสียงเฉียบขาด “จับตัวมันไว้ถ้าปล่อยให้ลูเยียหนีไปได้ข้าจะเอาเรื่องพวกเจ้าทุกคน!”
บรรดาผู้อาวุโสมองสบตากันแล้วไม่ลังเลอีกต่อไปทุกคนต่างลงมือพร้อมกันตูม!
แสงแห่งสมบัติล้ำค่าพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า รัศมีอันเจิดจ้าฉีกกระชากม่านฝนจนสว่างเจิดจ้าจนแสบตา
มีผู้อาวุโสถึงสิบเอ็ดคนรวมถึงซุนจื่อโหยวร่วมมือกัน
ภาพนั้นช่างสั่นสะเทือนฟ้าดิน
ต่างจากขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์ทั่วไป พวกผู้อาวุโสจากสำนักศึกษาต้าเฉียนเหล่านี้มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งกว่า พลังบำเพ็ญสูงกว่าและความสามารถในการต่อสู้ที่ร้ายกาจกว่า
บางคนถึงขั้นเทียบเคียงได้กับเหล่าผู้อาวุโสของเจ็ดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียน
เมื่อพวกเขาลงมือพร้อมกันเพียงแค่พลานุภาพอันยิ่งใหญ่ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้ที่อยู่ในขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์คนใดก็ตามสิ้นหวังลูเยียไม่ได้ปะทะโดยตรง
เขาใช้เคล็ดวิชาลับ ‘ปราชญ์ไล่ล่าตะวัน’ ร่างกายเคลื่อนไหวราวกับภูตผีวูบไหวไปมาท่ามกลางม่านฝนในชั่วเวลาคับขันที่แทบจะไม่มีช่องว่างเขาหลบพ้นการโจมตีทางด้านหน้าไปได้อย่างหวุดหวิดในขณะเดียวกันลูเยียก็ยกมือขึ้นธนูกระดูกขาวและกระบอกใส่ลูกธนูปรากฏขึ้น
นี่คือของที่ได้มาจากการต่อสู้ที่หอเมฆาคล้อย
และในตอนนี้เมื่อลูเยียง้างธนูขึ้นสายเขาก็แสดงเคล็ดวิชาลับที่เกี่ยวข้องกับ ‘วิถีธนู’ ออกมาทันทีตูม!
ลูกธนูพุ่งทะยานออกไปนำพาเอาสายฟ้าสีเลือดอันน่าสะพรึงกลัวทะลวงผ่านม่านฝน
ร่างกายของผู้อาวุโสคนหนึ่งจากสำนักศึกษาระเบิดออกทันใด เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วท้องฟ้าตูม!
ตามมาด้วยลูกธนูอีกดอกที่ลูเยียยิงออกไปร่างกายของผู้อาวุโสผู้หนึ่งอีกคนจนแหลกลาญส่วนร่างของเขานั้นขยับเปลี่ยนตำแหน่งอย่างรวดเร็ว
หลบหลีกการโจมตีของคนอื่นๆ ได้อย่างฉิวเฉียดทุกครั้ง ในสายตาของศัตรูเหล่านั้นลูเยียราวกับกลายเป็นแสงสายหนึ่งที่ไม่สามารถจับต้องได้
วูบวาบเปลี่ยนแปลงตลอด ยากที่จะตรวจจับเป้าหมาย
วิชาตัวเบานั้นช่างรวดเร็วเหลือเกินแม้ว่าพวกเขาจะมีจำนวนมากและทุ่มเทกำลังทั้งหมดเพื่อล้อมโจมตีแต่ลูเยียก็หลบหลีกไปได้ครั้งแล้วครั้งเล่าไม่สามารถล้อมลูเยียได้อย่างแท้จริงในขณะที่ลูเยียกำลังหลบหลีกก็ยังคงโต้กลับไม่หยุดตูม! ตูม! ตูม!
ลูกธนูที่หอบเอาแสงสีเลือดพุ่งออกไปดอกแล้วดอกเลา แสงเพลิงสว่างไสวอย่างงดงามพลังการทำลายล้างน่าตกใจ
รัศมีแสงอันงดงามแฝงไปด้วยพลังทำลายล้างที่น่าตกใจใครก็ตามที่ถูกยิงเข้าใส่ร่างกายจะระเบิดเป็นเสี่ยงๆ
“หยุดมือ! ทุกคนหยุดมือเดี๋ยวนี้!”
นอกสนามรบชายชราผมขาวตาถลนด้วยความโกรธเกรี้ยวตะโกนก้องด้วยความเจ็บปวดเขามองออกตั้งแตแรกแล้วว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้องการเพราะฐานะไม่สูงพอทำให้ไม่สามารถหยุดยั้งทุกสิ่งที่เกิดขึ้นได้น่าเสียดายที่ไม่มีใครฟังเขาเลย
“ตาย!”
ผู้อาวุโสผู้หนึ่งในที่สุดก็ฉวยโอกาสได้และเขาประชิดตัวลูเยีย
จุดอ่อนของคันธนูคือไม่สามารถใช้ต่อสู้ระยะประชิดได้
ลูเยียกวัดแกว่งธนูกระดูกขาวใช้มันเป็นดาบแห่งวิถีฟาดฟันออกไปปัง!
ธนูกระดูกขาวแตกกระจายเป็นเสี่ยงๆ ส่วนผู้อาวุโสที่พุ่งเข้าประชิดตัวถูกการโจมตีครั้งนี้ฟาดจนกะโหลกแตกสิ้นใจตายคาที่ทันที!
“เร็วเข้า ศิษย์สำนักศึกษาทุกคนรับคำสั่งโจมตีพร้อมกัน!”
“ดูสิว่าลูเยียคนเดียวจะฆ่าพวกเราได้หมดหรือไม่!”
รองเจ้าสำนักซุนจื่อโหยวแผดร้องอย่างบ้าคลั่ง
พลังการต่อสู้อันน่าสะพรึงของลูเยียทำให้เขาขวัญผวา
เพียงแค่เริ่มการต่อสู้กันไม่นานก็มีคนล้มลงไปแล้วแปดคน
บัดนี้เหลือเพียงเขาและอีกสองคนเท่านั้นที่กำลังต่อสู้อย่างยากลำบาก!
ในที่ไกลออกไปมีศิษย์ของสำนักศึกษาจำนวนมากวิ่งมาถึงหนาแน่นเป็นกลุ่ม
เมื่อได้ยินคำสั่งของซุนจื่อโหยวศิษย์บางส่วนก็พุ่งเข้าใส่โดยไม่ลังเล
“พวกเจ้าทั้งหมดกลับไปเดี๋ยวนี้!”
ชายชราผมขาวคำรามด้วยความโกรธใบหน้าเขียวคล้ำ
“จะไปรนหาที่ตายก็ต้องมีขอบเขตบ้าง!!”
ขณะที่เสียงดังก้องอยู่นั้นลูเยียก็ลงมืออย่างรวดเร็วสังหารคู่ต่อสู้ไปได้อีกหนึ่งคน
เหลือเพียงซุนจื่อโหยวกับชายวัยกลางคนชุดดำเทานั้น ลูเยียไม่ได้แสดงความปรานีใดๆ การใส่ร้ายป้ายสี การยืมดาบฆ่าคนเดิมที่มันควรเป็นแผนการที่ถูกเปิดโปงได้ง่ายๆ
สามารถพูดคุยกันดีๆ แก้ไขความเข้าใจผิดได้
แม้จะอธิบายไม่ได้ลูเยียก็ไม่เคยคิดจะลงมือรุนแรง
เพียงแค่อยากจะจากไปเท่านั้น
แต่น่าเสียดายที่อีกฝ่ายไม่เพียงแค่ไม่ฟังคำอธิบายยังลงมือหมายเอาชีวิตเขา
แล้วอย่างนั้นยังต้องปรานีอีกหรือ?
เพียงเพราะถูกหลอกจึงสามารถไม่แยกแยะถูกผิดและลงมือทำร้ายได้เลยหรือ?
ลูเยียไม่ใช่คนที่จะยอมตามใจใคร!
“หึๆ ทนไม่ไหวแล้ว!”
ทันใดนั้นชายวัยกลางคนในชุดสีดำก็เสียขวัญหันหลังวิ่งหนีไปทันที
เห็นได้ชัดว่าความดุดันของลูเยียและภาพความตายที่เกิดขึ้นทีละฉากนั้นทำให้คนผู้นี้หมดกำลังใจที่จะสู้
เจตจำนงศักดิ์สิทธิ์ซิงซวีไหลเวียนร่างอันสูงโปร่งของลูเยียพุ่งทะยานไปข้างหน้าเพียงยกมือขึ้นก็สังหารชายวัยกลางคนในชุดสีดำจนสิ้นลม
“จะหนีงั้นหรือ?”
เมื่อได้ลงมือไปแล้ว สู้ไม่ได้ก็คิดจะเผ่นหนี มีที่ไหนจะง่ายดายเช่นนั้น!
บนสนามตอนนี้เหลือเพียงซุนจื่อโหยวเพียงคนเดียว ใบหน้าของเขาบิดเบี้ยวด้วยความโกรธแค้นกัดฟันกรอด “ลูเยียเจ้าจบสิ้นแล้ว! ฆ่าคนของสำนักศึกษาไปมากมายขนาดนี้เจามัน…”
ลูเยียเคลื่อนร่างกายอย่างรวดเร็วเพียงยกมือก็ทำลายพลังป้องกันของซุนจื่อโหยวแล้วคว้าเข้าที่ลำคอของเขาได้แม่นยำ
“จนถึงตอนนี้ยังกล้าข่มขู่ข้าอีก ราชวงศ์ต้าเฉียนสัญญาจะให้ผลประโยชน์อะไรเจ้าถึงทำให้เจ้ายอมทุ่มเทชีวิตเช่นนี้?”
ลูเยียเอ่ยเสียงเรียบ
ซุนจื่อโหยวถูกบีบคือจนแทบหายใจไม่ออกแต่ยังคงแผดร้องอย่างบ้าคลั่ง “มาเลยฆ่าข้าสิ! ฆ่าข้าเลย!”
ลูเยียยิ้มเล็กน้อย “เจ้ารู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าถึงเลือกจัดการเจ้าเป็นคนสุดท้าย?”
ซุนจื่อโหยวยังคงตะโกนอย่างบ้าคลั่ง
ลูเยียกล่าวต่อโดยไม่สนใจ “ข้ากลัวว่าถ้าสังหารเจ้าเป็นคนแรกพวกเขาคนอื่นก็จะไม่กล้าเข้ามาอีกและพากันแตกหนีกระเจิงไป”
“หากเป็นเช่นนั้นการที่ข้าจะสังหารพวกเขาทั้งหมดให้สิ้นจะเป็นเรื่องยุ่งยากไม่น้อย”
“และนั่นก็คือสิ่งที่เจ้าอยากเห็นไม่ใช่หรือ?”
ซุนจื่อโหยวหยุดร้องเขาจ้องมองลูเยียเขม็งแล้วกล่าวเสียงแหบแห้ง “เจ้า…เดรัจฉาน! คำพูดที่ไร้สามัญสำนึกเช่นนี้เจ้ายังกล้าพูดออกมาได้!”
ลูเยียตอบอย่างสงบ “หากพวกเจ้ามีมโนธรรมเหตุใดถึงร่วมมือกันรังแกข้าที่เป็นเพียงผู้ฝึกตนขอบเขตแทนทองคำตัวเล็กๆ เพียงคนเดียว?”
ขณะที่พูดนิ้วทั้งห้าของลูเยียก็เริ่มออกแรง
“หยุดมือ!”
ทันใดนั้นเสียงแก่ชราเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
พร้อมกับเสียงนั้นพลังลมปราณอันน่าสะพรึงกลัวที่เหนือกว่าขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์มากนักได้แผ่ปกคลุมทั่วฟ้าดินบริเวณนี้เจ้าสำนักกลับมาแล้ว!
ทันใดนั้นชายชราผมขาวก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมา “ลูเยียหยุดเร็วเข้า! เจ้าสำนักกลับมาแล้วท่านจะต้องให้ความเป็นธรรมแก่เจ้าแน่นอน!”
แต่ในชั่วขณะนั้นเสียงดิบๆ ก็ดังขึ้น
เห็นได้ชัดว่าลูเยียบิดศีรษะของซุนจื่อโหยวจนขาดสะบั้นออกทันที โลหิตอันข้นอุ่นพุ่งกระฉูดออกมาจากลำคอที่ถูกบิดจนขาดชายชราผมขาวตกตะลึงค้างอยู่ตรงนั้น