บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 25 ความแค้นที่สังหารบุตรชาย
บทที่ 25 ความแค้นที่สังหารบุตรชาย
ณ หอจันทรา ที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลู่
“ฮ่า ๆ ๆ ไม่เสียแรงที่เป็นว่าที่บุตรเขยของข้า ฉินอู๋ซางจริง ๆ ถึงกับได้เซี่ยหลิงชิวมาสนับสนุนเขาอีกแรง!”
ฉินอู๋ซางตบโต๊ะร้องอย่างยินดี แหงนหน้าหัวเราะเสียงดังลั่น
หลังจากผ่านไปหนึ่งคืน เรื่องที่เกิดขึ้นที่สำนักศึกษาเทียนเหอและจวนเจ้าเมืองต่างถูกปิดข่าวทั้งหมด
แต่กลับไม่อาจปิดบังหูตาของฉินอู๋ซางผู้เป็นประมุขตระกูลฉินผู้นี้ได้
แม้กระทั่งรายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องที่ลู่เยี่ยก่อเรื่องอื้อฉาวในสำนักศึกษาเทียนเหอ รวมถึงสาเหตุที่เจ้าเมืองเทียนป๋อฉงถึงกับต้องคุกเข่า ทั้งหมดนั้นล้วนมาถึงหูของฉินอู๋ซาง
“แปลกนัก เซี่ยหลิงชิวเป็นถึงแม่ทัพอาภรณ์สีแดงแห่งกรมปราบปีศาจเหตุใดนางจึงกล้าฝ่าฝืนกฎหมายแห่งต้าเฉียน แล้วเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับความขัดแย้งในโลกมนุษย์ นางไม่กลัวถูกกล่าวโทษหรือ?”
หลิวจิ่นผู้สวมชุดคลุมผ้าธรรมดาและมีใบหน้าที่ไม่โดดเด่นรู้สึกสงสัยอย่างมาก
“นั่นสิ นี่แหละคือสิ่งที่น่าสนใจที่สุด ไม่ใช่หรือ?”
ฉินอู๋ซางนั่งไขว่ห้างอย่างสบายอารมณ์ พลางกล่าวอย่างใจเย็น “ลูกเขยของข้าไม่ธรรมดาเลยทีเดียว!”
ทันใดนั้น ฉินอู๋ซางนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาจึงกล่าวว่า “เรื่องที่ลู่เยี่ยฟื้นคืนชีพขึ้นมาก็ควรแจ้งให้ชิงหลีได้รับรู้เสียที”
เขาเรียกฉินเหวินเป้าบุตรชายคนโตของตนมา แล้วส่งจดหมายฉบับหนึ่งให้ จากนั้นก็สั่งว่า “เจ้าจงไปยังสำนักกระบี่เก้าสวรรค์ด้วยตนเองสักครั้ง นำจดหมายฉบับนี้ไปส่งให้น้องสาวของเจ้า”
ฉินเหวินเป้าถามด้วยความสงสัยว่า “แค่ส่งจดหมายเท่านั้น เหตุใดจึงต้องให้ข้าไปด้วยตนเองด้วยเล่า?”
“ข้าบอกให้เจ้าไปก็ไป พูดมากทำไมนักหนา!”
ฉินอู๋ซางตอบอย่างหงุดหงิด
“ขอรับ!”
ฉินเหวินเป้าถึงแม้ในใจจะยังสงสัยแต่เขาก็ไม่กล้าขัดคำสั่ง จึงรีบหมุนตัวแล้วเดินจากไป
“ตอนนี้ท่านให้เหวินเป้าไปที่อื่นเพราะไม่ต้องการให้เขาเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งครั้งนี้ใช่หรือไม่?”
หลิวจิ่นกล่าวจากด้านข้าง
ฉินอู๋ซางค่อย ๆ นั่งตัวตรง ดวงตาของเขาลึกล้ำ จากนั้นกล่าวเสียงเบาว่า “ทั้งเจ้าและข้าต่างรู้ดีว่าความลับของที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลู่นั้นพิเศษยิ่งนัก ถูกจับตามองจากดวงตานับไม่ถ้วนมานานแล้ว”
“ข้ามีลางสังหรณ์ว่า เมื่อใดที่เจ้าหนุ่มลู่เยี่ยนั่นตัดสินใจเปิดดินแดนลับของบรรพบุรุษของตระกูลลู่ จะต้องเกิดพายุที่คาดเดาไม่ได้แน่!”
หลิวจิ่นเอ่ยด้วยความประหลาดใจ “นอกจากตระกูลพานและกรมตรวจการเสวียนจิ้งแล้ว ยังมีกลุ่มอำนาจอื่นที่จับตาดูที่ดินบรรพบุรุษของตระกูลลู่อีกงั้นหรือ?”
ฉินอู๋ซางค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน แล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง “ในโลกนี้มีปรมาจารย์ยุทธ์แห่งโลกมนุษย์กี่คนกันที่จะต้านทานความเย้ายวนของที่ดินบรรพบุรุษตระกูลลู่ได้?”
“ข้าเคยสัญญากับลู่ซิงอี้ไว้ว่า หากวันหนึ่งเขาเป็นอะไรไป ข้าจะช่วยดูแลที่ดินแดนบรรพบุรุษของตระกูลลู่ให้”
ทันใดนั้นดวงตาของฉินอู๋ซางก็เปลี่ยนเป็นลึกล้ำขึ้นมา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า “ข้าย่อมไม่อาจผิดคำพูดได้!”
น้ำเสียงเด็ดขาดและหนักแน่น
“ลู่ซิงอี้…”
สายตาของหลิวจิ่นเปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย “บุคคลอัจฉริยะผู้หาใดเปรียบเช่นนี้ จะหายตัวไปได้อย่างไรในการรบที่ด่านเทียนหลาง…”
เมืองเทียนเหอมีสี่ตระกูลใหญ่
ได้แก่ ตระกูลลู่ ตระกูลหลี่ ตระกูลฟาง และตระกูลฉี
ในอดีตตระกูลลู่มีบรรดาผู้อาวุโสหลายท่านคอยเป็นเสาหลักให้กับตระกูล และมีลู่ซิงอี้ซึ่งเป็นปรมาจารย์ยุทธ์แห่งโลกมนุษย์ที่อยู่ในขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์เป็นเสาหลัก อำนาจของพวกเขาแข็งแกร่งมาก สามารถกดข่มทั้งสามตระกูลใหญ่ได้อย่างมั่นคง
แต่เมื่อตระกูลลู่ประสบภัยพิบัติ สถานการณ์ก็เปลี่ยนแปลงไปโดยสิ้นเชิง
ในช่วงเวลานี้ ตระกูลใหญ่สองตระกูลคือตระกูลหลี่และตระกูลฟาง ต่างก็กำลังวางแผนเตรียมการ จับตามองตระกูลลู่ประดุจอาหารในจาน รอเพียงเวลาที่จะลงมือแบ่งกันกิน
แม้แต่อำนาจรองที่ตั้งอยู่ในเมืองก็เริ่มเคลื่อนไหว อยากจะร่วมวงดื่มน้ำซุปด้วย แม้จะไม่ได้กินเนื้อก็ตาม
นอกจากนี้ อำนาจของตระกูลพาน ซึ่งเป็นตระกูลเก่าแก่ที่มีอายุหลายพันปีในชางโจวก็กำลังโหมกระพือเรื่องนี้ โดยแอบติดต่อกับสามตระกูลใหญ่ เพื่อหารือเกี่ยวกับการแบ่งสมบัติของตระกูลลู่
แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าคุณชายรองแห่งตระกูลลู่จะฟื้นคืนชีพกลับมาจากความตาย!
และไม่มีใครคาดคิดยิ่งไปกว่านั้นว่าลู่เยี่ยจะไปเกาะขาของเซี่ยหลิงชิวแม่ทัพอาภรณ์สีแดงแห่งกรมปราบปีศาจ!
เมื่อทราบว่าเซี่ยหลิงชิวได้ย้ายเข้ามาอยู่ในตระกูลลู่ สถานการณ์ในเมืองเทียนเหอก็เปลี่ยนแปลงไปทันที
“ส่งคำสั่งไป ให้ระงับแผนการทั้งหมดที่มีต่อตระกูลลู่ชั่วคราว และให้คนของพวกเรากลับมาทั้งหมด!”
ภายในตระกูลหลี่ ประมุขตระกูลอย่างหลี่หยวนชงเอ่ยสั่งด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “หากไม่ได้รับอนุญาตจากข้า ห้ามผู้ใดบังอาจเคลื่อนไหวโดยพลการเด็ดขาด!”
ชายวัยกลางคนหนึ่งเอ่ยด้วยความเศร้าและโกรธแค้น “ประมุขตระกูลบุตรชายของข้า หลี่ทั่วจะต้องตายอย่างไร้ค่าเช่นนี้หรือ?”
เขามีนามว่าหลี่ฮั่นซาน เป็นบิดาของหลี่ทั่ว และเป็นหัวหน้าของจวนที่ว่าการกรมปราบปีศาจในเมืองเทียนเหอ และดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการอาภรณ์สีเงิน
หลี่หยวนชงกล่าวเสียงเย็น “เจ้าเป็นเพียงผู้บัญชาการอาภรณ์สีเงิน คิดจะไปต่อสู้กำลังกับแม่ทัพอาภรณ์สีแดงงั้นรึ? ได้ หากเจ้ากล้าไป ข้าจะนับถือว่าเจ้าเป็นชายชาตรีตัวจริง!”
ชายวัยกลางคนพูดไม่ออก รู้สึกอัดอั้นจนไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้
ณ ตระกูลฟาง
“งานเลี้ยงใกล้จะเริ่มแล้ว แต่กลับไม่สามารถเข้าร่วมได้ ช่างทรมานเหลือเกิน!”
ประมุขตระกูลฟางหงถูถอนหายใจยาวด้วยความไม่พอใจอย่างมาก “เจ้าลู่เยี่ยสารเลวนั่น ทำไมถึงได้ฟื้นกลับมาอีก มันช่างแปลกประหลาดจริง ๆ!”
หลังจากที่ได้ระบายความไม่พอใจออกมาแล้ว ฟางหงถูก็ตัดสินใจ “ส่งคำสั่งลงไป ให้ถอนกำลังกลับมา และรอดูสถานการณ์ก่อน!”
ตระกูลหลี่และตระกูลฟางเป็นเจ้าถิ่นในเมืองเทียนเหอ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับเซี่ยหลิงชิวที่เปรียบเสมือนมังกรข้ามน้ำมา พวกเขาก็ไม่กล้าทำอะไรผลีผลาม
ทำได้แค่หลบซ่อนตัว
“คนของตระกูลพานได้แสดงท่าทีแล้วว่า พวกเขาจะหาโอกาสจัดการเรื่องนี้ ขอให้พวกเราเฝ้าดูสถานการณ์ต่อไป”
ตระกูลหลี่ ตระกูลฟาง และท่านเจ้าสำนักเซวียไป๋ซงแห่งสำนักศึกษาเทียนเหอ รวมถึงเจ้าเมืองเทียนป๋อฉงต่างก็ได้รับคำตอบในลักษณะคล้ายกันนี้
สิ่งนี้ทำให้ผู้มีอิทธิพลทั้งหลายรู้สึกโล่งใจไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม พวกเขาทั้งหมดต่างก็สงสัยว่าพลังของตระกูลพานจะสามารถรับมือกับแรงกดดันที่มาจากเซี่ยหลิงชิวได้หรือไม่?
นี่คือเซี่ยหลิงชิว
ไม่จำเป็นต้องตั้งใจทำอะไรเป็นพิเศษ ไม่ต้องประกาศอะไร เพียงแค่การกระทำของนางก็สามารถสร้างความปั่นป่วนไปทั่วทั้งเมืองได้แล้ว!
ข้อยกเว้นเพียงหนึ่งเดียว คงจะเป็นตระกูลฉีหนึ่งในสี่ตระกูลใหญ่
“หมากที่ตายแล้วอย่างตระกูลลู่ กลับถูกลู่เยี่ยเด็กหนุ่มคนหนึ่งฝืนฉีกเปิดช่องทางแห่งความหวังได้ ช่างน่าตกตะลึงยิ่งนัก!” ประมุขตระกูลฉีเอ่ยชมเชย
มีคนเอ่ยเสียงเบาว่า “ท่านประมุขตระกูล ตระกูลพานยังคงกดดันอยู่ พวกเขาไม่พอใจมากที่พวกเราตระกูลฉียังคงรักษาท่าทีเป็นกลางเช่นนี้”
ประมุขตระกูลฉีแค่นเสียงเย็นชา “ตระกูลลู่ตอนที่เจริญรุ่งเรือง พวกเราไม่ได้ไปประจบ ตอนที่ตระกูลลู่ตกอับ พวกเราก็ไม่ควรไปซ้ำเติมเช่นกัน!”
กล่าวจบ เขาก็โบกมือ “บอกตระกูลพานไป หากยังบังคับให้พวกเราเลือกฝั่งอีก พวกเราตระกูลฉีจะยืนอยู่ข้างตระกูลฉิน!”
“ตระกูลฉินงั้นหรือ?”
ชายคนนั้นรู้สึกตกใจมาก
ฉีชิงอวิ๋นยิ้มพลางพูดว่า “ประมุขตระกูลฉิน ฉินอู๋ซาง ในเมื่อยังไม่ลงมือจัดการตระกูลลู่ให้ถึงตาย นั่นก็หมายความว่ายังมีความไม่แน่นอนอยู่ และพลังที่ทำให้ตระกูลพานต้องเกรงใจได้จริง ๆ ก็มีเพียงตระกูลฉินเท่านั้น!”
“ไปเถิด ข้ากล้ารับรองว่าเมื่อตระกูลพานรู้ถึงท่าทีของพวกเราตระกูลฉี แม้จะโกรธเพียงใดก็ต้องจำใจอดทนไว้!”
……
ณ ตระกูลลู่
ลู่เยี่ยค่อย ๆ ดึงเข็มออก
เซี่ยหลิงชิวปล่อยเสียงครางอู้อี้ออกมาเบา ๆ ร่างกายที่สูงโปร่งและสง่างามของนางสั่นสะท้านอย่างรุนแรง นางหันหน้าไปทางถังไม้ อ้าปากกระอักเลือดสดที่เจือปนด้วยสีดำออกมา
ลู่เยี่ยถอนหายใจยาว เก็บเข็มเงินแล้วกล่าวว่า “เรียบร้อยแล้ว ทุกสามวันจะฝังเข็มหนึ่งครั้ง ไม่เกินหนึ่งเดือนก็จะสามารถกำจัดคำสาปของปีศาจกู่พิษเผาใจได้อย่างหมดจด”
เมื่อมีประสบการณ์ครั้งแรกแล้ว เซี่ยหลิงชิวก็เริ่มคุ้นชินแล้ว
“สบายจริง ๆ”
เซี่ยหลิงชิวเช็ดริมฝีปากที่แดงระเรื่อ ดวงตาเป็นประกายแวววาว “ข้าสงสัยจริง ๆ เจ้าไปเรียนเคล็ดวิชาลับเช่นนี้มาจากที่ใดกัน”
ลู่เยี่ยหัวเราะพลางกล่าวว่า “ในความฝัน”
แม่นางนั่วนั่วที่อยู่ด้านข้างกลอกตาอย่างรำคาญ
เจ้าโจรหน้าด้านคนนี้ แม้แต่การโกหกก็ยังทำอย่างขอไปที ไม่มีความจริงใจเลยแม้แต่น้อย
เซี่ยหลิงชิวไม่ได้ซักถามต่อ นางสั่งการว่า “นั่วนั่ว เจ้ากับลู่เยี่ยไปที่กรมปราบปีศาจในเมืองสักหน่อย”
“วันนี้ก่อนที่จะทำการรักษา ลู่เยี่ยได้กล่าวแล้วว่าเขาต้องการไปยังกรมปราบปีศาจเพื่อเข้าร่วมการทดสอบ”
“ข้าหรือ? ไปเป็นเพื่อนเขาหรือ?”
แม่นางนั่วนั่วเบิกตากว้าง “ท่านอาจารย์ ท่านไม่กังวลหรือว่าข้าจะใช้มีดฟันหัวสุนัขของเขาขาดในคราเดียว?”
เซี่ยหลิงชิวจึงกล่าวว่า “เจ้าสังหารเขาไป แล้วใครจะรักษาอาการบาดเจ็บให้ข้าเล่า?”
“เอ่อ…”
นั่วนั่วลูบแก้มตัวเองเบา ๆ พลางพึมพำว่า “ช่างเถิด ข้าจะอดทนกับเขาสักพักหนึ่ง แล้วค่อยสับหัวสุนัขของเขาทีหลังก็ยังไม่สาย”
ลู่เยี่ยยิ้มจนตาหยี เขาไม่โกรธเลยแม้แต่น้อย
จนกระทั่งออกมาจากตระกูลลู่แล้ว จู่ ๆ ลู่เยี่ยก็ทำหน้าเคร่งขรึม พลางกล่าวว่า “ฟังให้ดีนะ ห้ามเรียกข้าว่าโจรหน้าด้านต่อหน้าคนนอก!”
นั่วนั่วแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา “เหตุใดข้าต้องเชื่อฟังด้วย?”
“เจ้าว่าเหตุใดเล่า?”
ลู่เยี่ยเอ่ยเสียงเรียบ สายตาพลันมองไปยังส่วนนูนใต้เอวบางของนั่วนั่วก่อนจะยกมือขวาขึ้น ทำท่าจะตี
นั่วนั่วใช้มือทั้งสองข้างปกป้องตัวเองโดยสัญชาตญาณ ร่างของนางถอยกรูดออกไปราวกับถูกสายฟ้าฟาด พร้อมร้องเสียงหลง “เจ้ากล้าดียังไง!”
ใบหน้าขาวผ่องและงดงามของหญิงสาวแดงก่ำ ดวงตาเต็มไปด้วยความอับอายและโกรธแค้น
ลู่เยี่ยอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “หากไม่เชื่อ เจ้าลองดูก็ได้!”
กล่าวจบ เขาก็เดินจากไปตามทางของตนเองทันที
“โจรหน้าด้าน! โจรหน้าด้าน! ข้าเรียกแล้วไง เจ้าจะทำไม?”
นั่วนั่ววิ่งตามมาด้วยความโกรธ “ตอนนี้ข้าได้บรรลุถึงขอบเขตตำหนักวิญญาณการหลอมรวมที่แปดแล้ว! หากไม่ใช่เพราะเกรงใจท่านอาจารย์ ข้าคงจะ…”
ลู่เยี่ยไม่แม้แต่จะเหลียวหลังกลับมามอง เขาเพียงกล่าวว่า “หากเจ้ากล้าลงมือ ข้าก็กล้าที่จะไม่ช่วยรักษาอาการบาดเจ็บให้ท่านอาจารย์ของเจ้า!”
นั่วนั่ว “…”
หญิงสาวอัดอั้นอยู่นาน สุดท้ายก็เค้นคำพูดออกมาจากไรฟันเพียงสองคำ “ไร้ยางอาย!!”
บริเวณใกล้ประตูเมืองทางทิศตะวันตกของเมืองเทียนเหอ
จวนที่ว่าการกรมปราบปีศาจ
“เจ้าสารเลวลู่เยี่ยผู้นี้ได้สังหารบุตรชายข้าหลี่ทั่ว บัดนี้ยังคิดจะมาเข้ารับการทดสอบเพื่อเข้าร่วมกรมปราบปีศาจของพวกเราอีกงั้นหรือ?”
ผู้บัญชาการอาภรณ์สีเงินหลี่ฮั่นซานสีหน้าเคร่งเครียด ทุบโต๊ะอย่างเต็มแรงพลางลุกขึ้น “เจ้าสารเลวนั่นมันคิดเพ้อเจ้อ! !”
โต๊ะไม้จันทน์สีม่วงที่มีอายุร้อยปีแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ เศษไม้กระจายว่อนไปทั่ว
แสงยามเช้าส่องผ่านกรอบหน้าต่างมากระทบใบหน้าของหลี่ฮั่นซาน เผยให้เห็นความเกลียดชังอันเข้มข้นของเขาอย่างรุนแรง