บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 311 ในบรรดาเงาร่างที่คุ้นตาเหล่านั้น
ตอนที่ 311 ในบรรดาเงาร่างที่คุ้นตาเหล่านั้น
มีทั้งเทพธิดาศักดิ์สิทธิ์มู่ไอหนิง และผู้เหิงเยว่แห่งสำนักวิญญาณราชันย์ดารา
มีทั้งบุตรศักดิ์สิทธิ์ฮวาเทียนเฟิงแห่งสำนักดาบพันราตรีและคนอื่นๆ
ทว่ากลับไม่เห็นศิษย์ของสำนักกระบี่เก้าสวรรค์
และก็ไม่มีศิษย์จากสำนักใหญ่อื่นๆ ในกลุ่มเจ็ดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียนปะปนอยู่เลย
อย่างไรก็ตาม ลู่เยี่ยค่อนข้างมั่นใจว่าคราวนี่เจ็ดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียนคงน่าจะส่งคนมาทั้งหมดแล้ว
เพราะหลังจากผ่านพ้นไปหนึ่งร้อยปี เมืองสี่ทิศก็ปรากฏขึ้นอีกครั้ง
ตราบใดที่ได้รับข่าวสาร เจ็ดสำนักใหญ่แห่งต้าเฉียนย่อมจะไม่พลาดโอกาสนี้อย่างแน่นอน
“ช่างเถอะ ไม่เข้าไปทักทายพวกเขาจะดีกว่า”
ลู่เยี่ยละสายตากลับมา
เป้าหมายที่เขามายังเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้าครั้งนี้ มีจุดประสงค์เกี่ยวกับการช่วยเหลือท่านอารองลู่ซิงอี
ส่วนเรื่องเมืองสี่ทิศอะไรนั่น เขาไม่ได้สนใจแม้แต่น้อย
และไม่ได้วางแผนที่จะไปฝึกฝนที่ดินแดนหลิงชางในตอนนี้ด้วย
ทว่าหากมีโอกาสได้ไปดูเมืองสี่ทิศเสียหน่อย ลู่เยี่ยก็จะไม่พลาดโอกาสนั้น
ไม่นานลู่เยี่ยก็เริ่มเคลื่อนไหว ร่างของเขาหายวับไปอย่างรวดเร็ว
เช่นเดียวกับเขตหวงห้ามลึกลับแห่งอื่น ท้องฟ้าของเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้าถูกปกคลุมด้วยความมืดมิด
ท้องฟ้าและแผ่นดินกว้างใหญ่ไพศาล เทือกเขาทอดยาวต่อเนื่อง
เมื่อเข้ามาในที่นี่ราวกับได้ย้อนกลับไปยังดินแดนป่าเถื่อน ทุกที่เต็มไปด้วยภาพทิวทัศน์โบราณดั้งเดิม
“ต่อจากนี้ควรไปหาท่านอารองก่อน หรือจะไปเยี่ยมคารวะเลยเซียวแห่งเผ่าหมอผีสายฟ้าดี?”
ในความมืดมิดอันกว้างใหญ่ ลู่เยี่ยออกเดินทางเพียงลำพัง ในใจยังลังเลตัดสินใจไม่ถูก
บนตัวเขามีแผ่นหยกที่ท่านอารองทิ้งไว้ให้
บนแผ่นหยกนั้นสลักแผนที่ลับเอาไว้
สิ่งที่วาดอยู่บนแผนที่ลับนั้นก็คือเส้นทางที่นำไปสู่เขตหวงห้ามลึกลับที่ห้า ‘ดินแดนเซียนร่วงหล่น’
เส้นทางบนแผนที่นี้มีการระบุไว้อย่างชัดเจน แม้แต่เขตหวงห้ามที่ไม่สามารถเข้าใกล้ได้ก็ถูกเขียนระบุไว้ทั้งหมด
เช่น ‘เทือกเขาเสวียนเฟิง’ ‘แม่น้ำสองภพ’ ‘สระสายฟ้าน้อย’ และอื่นๆ
หากต้องการไปหาท่านอารอง เพียงอาศัยแผนที่แผนนี้ก็นับว่าเพียงพอ
ทว่าหากทำเช่นนั้น ย่อมต้องเผชิญหน้ากับภัยคุกคามจากเผ่าปีศาจกู่พิษเผาใจโดยตรง!
ตั้งแตหลังจากศึกในเมืองหลวงสิ้นสุดลง ลู่เยี่ยก็ได้รับแผ่นหยกแผ่นหนึ่งที่เผ่าปีศาจกู่พิษเผาใจส่งมาถึงประตูบ้าน
ในแผ่นหยกมีเพียงประโยคเดียว
‘หากต้องการช่วยท่านอารองของเจ้า ก็จงมายังเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้า!’
และในแผ่นหยกนี้เองที่บันทึกภาพเหตุการณ์ยามท่านอารองลู่ซิงอีถูกกักขังอยู่ในเขาเพลิงกัลป์
จนกระทั่งยามกวาดล้างตระกูลพาน ลู่เยี่ยได้สืบข่าวมาว่าเผ่าปีศาจกู่พิษเผาใจมีประมุขน้อยคนหนึ่งที่มีชื่อว่าเฟิ่นหง
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ลู่เยี่ยสงสัยว่าแผ่นหยกนั้นเป็นผลงานจากมือของเฟิ่นหง
และเมื่อสามวันก่อน ตอนที่สังหารประมุขเผ่าหมอผีปีศาจซุยอวิ๋น ทำให้ลู่เยี่ยได้รู้ว่าผู้อาวุโสทั้งสิบแปดท่านของตระกูลลู่ที่ตายในสนามรบที่ด่านเทียนหลางนั้น ดูเหมือนจะยังมีชีวิตอยู่อีกสองคน
อีกทั้งพวกเขายังอยู่ในเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้านี่เอง!
เมื่อรวบรวมร่องรอยทั้งหมดเข้าด้วยกัน ทุกอย่างล้วนชี้ไปที่เผ่าปีศาจกู่พิษเผาใจ
ลู่เยี่ยมั่นใจว่าขอเพียงเขาไปตามหาท่านอารอง เขาย่อมจะต้องตกลงไปในกับดักที่เผ่าปีศาจกู่พิษเผาใจเตรียมไว้อย่างแน่นอน!
สิ่งที่ทำให้ลู่เยี่ยลังเลก็คือเรื่องนี้ เขาไม่เข้าใจเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้า
อีกทั้งไม่รู้อะไรเกี่ยวกับพลังของปีศาจกู่พิษเผาใจเลย หากบุ่มบ่ามไปยังไม่รู้เลยว่าจะเจอความยากลำบากมากเพียงใด
‘ช่างเถิด ข้าจะไปเยี่ยมเลยเซียวจากเผ่าหมอผีสายฟ้าก่อน เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์ให้ดีเสียก่อน’
ลู่เยี่ยคิดในใจ
เขาไม่ใช่คนลังเล เมื่อตัดสินใจได้แล้วก็หยิบใบหม่อนสีเขียวสดใบหนึ่งออกมาทันที
ใบหม่อนนี้เป็นของขวัญจากผู้พิทักษ์สุสาน
เพียงแค่ใช้พลังจิตเทวะเปิดผนึกบนใบหม่อน ผู้แข็งแกร่งเผ่าหมอผีสายฟ้าที่มีชื่อว่าเลยเซียว หากเขายังมีชีวิตอยู่ย่อมต้องเป็นฝ่ายมาหาเอง!
สำหรับคำพูดของผู้พิทักษ์สุสาน ลู่เยี่ยย่อมเชื่อถืออย่างไรร้ข้อกังขา
เมื่อเขาเปิดผนึกออก ใบหม่อนสีเขียวสดก็เริ่มเปล่งแสงอย่างเงียบๆ ราวกับตื่นจากการหลับใหลอันยาวนาน
หลังจากนั้นลู่เยี่ยก็รออยู่ที่เนินเขาเตี้ยแห่งหนึ่งในบริเวณนั้น
เขาสะบัดแขนเสื้อวางค่ายกลที่ซ่อนเร้นพลังลมปราณแล้วนั่งลงบนพื้น
จากนั้นลู่เยี่ยนำแผ่นหยกที่ได้รับจากผู้พิทักษ์สุสานออกมาและอ่านทบทวนอีกครั้ง
ตามที่ผู้พิทักษ์สุสานกล่าวไว้ ในเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้านี้มีซากโบราณดินแดนป่าเถื่อนจากโลกชิงหมิงกระจายอยู่ทั่วไป
ที่นี่มีสิ่งประหลาดมากมายที่เกี่ยวข้องกับเผ่าหมอผีแห่งดินแดนป่าเถื่อน
และเผ่าหมอผีแห่งดินแดนป่าเถื่อนนี้แบ่งออกเป็นหนึ่งสายหลักและหกสายรอง
สายหลักถูกเรียกว่า ‘สายหลักหมอผีสวรรค์’
หกสายรองได้แก่ ‘หมอผีสายฟ้า’ ‘หมอผีวายุ’ ‘หมอผีทอง’ ‘หมอผีจันทรา’ ‘หมอผียมโลก’ และ ‘หมอผีทมิฬ’
สายหลักและสายรองรวมกันประกอบเป็นกำลังของเผ่าหมอผีแห่งดินแดนป่าเถื่อน
ในบรรดาเหล่านี้ประมุขเผ่าสายหลักเผาหมอผีสวรรค์ได้รับการขนานนามว่าเป็น ‘จักรพรรดิหมอผีแห่งดินแดนป่าเถื่อน’
สายหลักและหกสายรองต่างก็เคารพเชื่อฟังคำสั่งของเขา
อย่างไรก็ตาม ผู้พิทักษ์สุสานยังได้กล่าวถึงว่าความสัมพันธ์ระหว่างสายหลักและสายรองของเผ่าหมอผีแห่งดินแดนป่าเถื่อนนั้นซับซ้อนและยุ่งเหยิงยิ่งนัก
บางส่วนกลายเป็นศัตรูคูแค้นกันไปแล้ว ถึงขั้นเป็นเหมือนน้ำกับไฟที่ไม่อาจอยู่ร่วมกันได้
ลู่เยี่ยไม่รู้สึกสนใจสิ่งเหล่านี้เลย
‘ไม่รู้ว่า “เจดีย์หมื่นเร้นลับ” วัตถุต้องห้ามที่กดปราบเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้าจะมีอำนาจต้องห้ามเพียงใด’
เวลาผ่านไปพักใหญ่ ลู่เยี่ยเก็บแผ่นหยกกลับ สายตามองไปยังม่านฟ้ามืดบนท้องนภา
‘เหล่ามวลในเตาหลอมแห่งภัยพิบัติเคยกล่าวไว้ว่า พลังแก่นแท้ของ “เจดีย์หมื่นเร้นลับ” นั้นแตกต่างจากเตาหลอมแห่งภัยพิบัติโดยสิ้นเชิง’
‘และไม่เหมือนกับภูเขาเทียนจินที่กดปราบเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่อีกด้วย ไม่สามารถนำมาเปรียบเทียบกันได้อย่างง่ายๆ’
แต่ในใจของลู่เยี่ยมีความคิดหนึ่งอยู่เสมอ อยากจะลองทดสอบพลังของผังดาบเก้าคุมขังว่าจะสามารถกดข่มพลังของเจดีย์หมื่นเร้นลับได้หรือไม่
หากทำได้ก็หมายความว่าภายในเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้าแห่งนี้ เขาจะครอบครองอาวุธสังหารที่ร้ายกาจที่สุดชิ้นหนึ่ง
แต่สุดท้ายเขาก็ทนอดกลั้นไว้ได้ เพิ่งมาถึงใหม่ๆ ยังไม่รู้อะไรชัดแจ้ง สงบเสงี่ยมไว้ก่อนย่อมดีกว่า
หนึ่งก้านธูปผ่านไป ท่ามกลางท้องนภาเบื้องหน้ามีเงาร่างสองสายทะยานมุ่งมา
ทว่าเมื่อเห็นคนทั้งสองนี้ คิ้วของลู่เยี่ยก็ขมวดเข้าหากันเงียบๆ
นั่นคือหญิงสาวคนหนึ่งกับชายชราคนหนึ่ง
หญิงสาวสวมชุดกระโปรงสีดำ บนเสื้อผ้าปักลายอักขระลับสายฟาสีเงินที่ซับซ้อนเหมือนดอกไม้
ผิวพรรณของนางขาวผ่องดุจหิมะ ใบหน้าเรียวรูปไข่ คิ้วเรียวงาม ดวงตาโค้งดุจจันทร์เสี้ยว รูปโฉมงดงามอย่างยิ่ง ทรวดทรงองเอวโปร่งบางดูอ้อนแอ้นน่าทะนุถนอม
ส่วนชายชรานั้นรูปร่างสูงใหญ่ยิ่งนัก กระดูกหยาบหนา หนวดเคราดูรกรุงรัง
ดวงตาเย็นชาดุจมีด ดวงตาเย็นเยียบดุจคมดาบ ทั่วร่างแผ่ซ่านกลิ่นอายป่าเถื่อนคุกคามที่น่าสะพรึงกลัว
ทว่าชายชราผู้นี้กลับเดินตามหลังหญิงสาวในชุดสีดำผู้นั้นอย่างนอบน้อม
ไม่ว่าจะเป็นชายชราหรือหญิงสาว ทั้งสองล้วนไม่เหมือนกับ ‘เลยเซียว’ ที่ลู่เยี่ยจินตนาการไว้เลย
แต่ลู่เยี่ยสังเกตเห็นว่าหลังจากที่หญิงสาวและชายชรามาถึง ทั้งคู่ก็กวาดสายตามองไปรอบด้าน เห็นได้ชัดว่ากำลังตามหาใครบางคน
นอกจากนี้ในมือของหญิงสาวก็กำลังถือใบหม่อนสีเขียวสดใบหนึ่งเช่นกัน!
‘ดูเหมือนว่าหญิงสาวคนนี้คือน่าจะเป็นคนที่เลยเซียวส่งมา’ ลู่เยี่ยคิดในใจ
ทันใดนั้นหญิงสาวในชุดสีดำก็สูดลมหายใจเข้าลึก มองไปรอบตัวก่อนจะค้อมกายประสานมือเอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อมยิ่งว่า
“ผู้น้อยเลยหวั่นจิง ได้รับคำสั่งจากท่านปู่ให้มารับท่าน ขอเชิญท่านผู้อาวุโสผู้พิทักษ์สุสานแสดงตัวด้วยเถิด”
ในเวลาเกือบจะพร้อมกัน ชายชราในชุดหนังสัตว์ผู้นั้นก็ทำความเคารพด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ลู่เยี่ยรู้สึกงุนงง
พวกเขาคิดว่าตนเองเป็นผู้พิทักษ์สุสานหรือ?
นี่เป็นความเข้าใจผิดครั้งใหญ่แล้ว!
ไม่ลังเลอีกต่อไป ลู่เยี่ยลุกขึ้นยืนถอนค่ายกลอำพราง ร่างของเขาพลันปรากฏออกมาทันที
เกือบจะในทันที สายตาของหญิงสาวและชายชราก็จับจ้องมาที่เขาพร้อมกัน
เมื่อเห็นร่างของลู่เยี่ยชัดเจน หญิงสาวถึงกับชะงักไป
“ท่านผู้นี้คือ…?”
ชายชราในชุดขนสัตว์ก็ดูประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด ขมวดคิวเข้าหากันเงียบๆ
“ขออภัย เป็นท่านผู้พิทักษ์สุสานมอบใบหม่อนนี้ให้แก่ข้า” ลู่เยี่ยอธิบายจุดประสงค์การมาของตนเอง
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง”
หญิงสาวถึงได้เข้าใจ แววตาของนางหม่นแสงลงไปถนัดตา
ชายชราในชุดขนสัตว์ก็ถอนหายใจ เห็นได้ชัดว่าผิดหวังอย่างยิ่ง เขามองไปที่ลู่เยี่ยกล่าวว่า
“เจ้าหนุ่มน้อย เจ้ามาไม่ถูกจังหวะเลย ยามนี้เผ่าหมอผีสายฟ้าของข้ากำลังเผชิญกับปัญหาบางอย่าง เกรงว่าคงช่วยอะไรเจ้าไม่ได้มากนัก”
ลู่เยี่ย “…”
เขานึกไม่ถึงเลยว่าจะต้องมาเจอกับเรื่องแบบนี้
แต่หญิงสาวในชุดดำกลับส่ายหน้าพลางกล่าวว่า
“ตอนที่ท่านปู่ยังมีชีวิตอยู่ ได้กำชับไว้หลายครั้งว่าผู้ใดที่ถือใบหม่อนมาหา ล้วนเป็นแขกผู้มีเกียรติที่สุดของเผ่าหมอผีสายฟ้าของพวกเรา ไม่ว่ามีความต้องการใด พวกเราก็ต้องพยายามสุดความสามารถเพื่อตอบสนอง”
ชายชราสวมเสื้อคลุมหนังสัตว์ขมวดคิ้วแล้วกล่าวว่า
“ประมุขน้อย สถานการณ์ปัจจุบันของเผ่าหมอผีสายฟ้าของพวกเรา ท่านยังไม่เข้าใจหรือ? พวกเรายังพอมีกำลังเหลือไปทำสิ่งนี้หรือ…”
หญิงสาวในชุดสีดำเอ่ยตัดบท “ตัดสินใจตามนี้แหละ!”
ชายชราในเสื้อคลุมหนังสัตว์จำต้องเงียบลงทันที
หัวใจของลู่เยี่ยพลันสั่นสะท้าน เมื่อครู่หญิงสาวในชุดสีดำพูดว่านี่เป็นคำสั่งเสียจากท่านปู่ของนางยามยังมีชีวิตอยู่
หมายความว่า ‘เลยเซียว’ ที่ผู้พิทักษ์สุสานรู้จักนั้นเสียชีวิตไปแล้วหรือ?