บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 322 ตบให้ข้าดูหน่อย!
ตอนที่ 322 ตบให้ข้าดูหน่อย!
เทพธิดาศักดิ์สิทธิ์มู่ไฉหนี่แห่งสำนักวิญญาณราชันดารา!
ลู่เยี่ยแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เพราะมู่ไฉหนี่ในตอนนี้อยู่ในสภาพเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง ผมเผากระเซิง และเต็มไปด้วยเลือดทั่วร่าง
นางไม่ได้ถูกล่วงละเมิดทางเพศ แต่ความอัปยศที่นางได้รับนั้นเลวร้ายยิ่งกว่า ร่างกายและเนื้อหนังถูกตัดเฉือนฉีกออกเป็นชิ้น ๆ ที่มีเลือดไหลนองเต็มไปหมด
ปีศาจกู่พิษเผาใจในชุดคลุมสีขาวที่มีใบหน้าหล่อเหลาราวกับเด็กหนุ่มนั่งอยู่ตรงนั้น กำลังหยิบชิ้นเนื้อสดขึ้นมาเคี้ยวอย่างช้า ๆ ข้างกายเด็กหนุ่มชุดขาวนั้นยังมีจอกที่เต็มไปด้วยเลือดสด ๆ วางอยู่ ซึ่งเป็นเลือดที่รองมาจากตัวของมู่ไฉหนี่นั่นเอง
มู่ไฉหนี่ยังไม่หมดสติ นางล้มทรุดอยู่บนพื้น แขนขาถูกตรึงไว้ ริมฝีปากที่ขาวซีดจนแทบโปร่งแสงส่งเสียงครางด้วยความเจ็บปวดที่ไม่อาจกลั้นไว้ได้
เมื่อได้เห็นภาพนี้ แม้แต่ลู่เยี่ยที่คุ้นชินกับวิธีการโหดร้ายของเทพมารจากนอกอาณาเขต ในใจก็ยังอดไม่ได้ที่จะเกิดเจตนาฆ่าฟันขึ้นมา
“พวกเขากำลังทำอะไรกันอยู่?” ลู่เยี่ยเอ่ยถามเซียงซื่อสุ่ยที่อยู่ข้างกาย
เซียงซื่อสุ่ยรีบอธิบายทันที “ตามคำสั่งของจอมมารเซียงเจวีย พวกเราเหล่าเทพมารจากนอกอาณาเขตได้ส่งกำลังออกไปจับกุมกลุ่มผู้ฝึกตนมาจากโลกมนุษย์จำนวนหนึ่ง”
“แม้ว่าผู้ฝึกตนเหล่านี้จะมีพลังบำเพ็ญอ่อนแอ แต่ก็มีคุณค่าในการใช้ประโยชน์ สามารถใช้เป็นสายลับให้พวกเราได้”
ลู่เยี่ยขมวดคิ้ว “เป็นสายลับงันหรือ?”
ในใจของเขาเกิดความคิดหนึ่งขึ้นมา ‘เผ่าปีศาจกู่พิษเผาใจนี้วางแผนจะใช้วิธีควบคุมจิตใจเพื่อครอบงำผู้ฝึกตนมนุษย์เหล่านี้ แล้วส่งเข้าไปยังเมืองสี่ทิศงั้นหรือ?’
เซียงซื่อสุ่ยเอ่ยชม “ประมุขน้อยช่างฉลาดปราดเปรื่อง มองออกตั้งแต่อวบแรก”
เขาหยุดไปครู่หนึ่งก่อนกล่าวต่อ “เมืองสี่ทิศปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน ทูตจากสำนักฝึกฝนบางแห่งในดินแดนหลิงชางก็ปรากฏตัวขึ้นเช่นกัน เพื่อคัดเลือกผู้มีวาสนาที่มีพรสวรรค์ให้ติดตามพวกเขาไปฝึกฝนที่ดินแดนหลิงชาง”
“ขณะที่พวกเราเทพมารจากนอกอาณาเขตไม่มีโอกาสเข้าใกล้เมืองสี่ทิศเลย”
“ดังนั้น การจับตัวผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์มาทำงานให้พวกเราจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด!”
ลู่เยี่ยถามว่า “แล้วหากพวกเขาไม่มีโอกาสได้รับเลือกละ?”
เซียงซื่อสุ่ยหัวเราะพลางตอบว่า “ก็จับมาใหม่ให้มากขึ้นสิ! ตามคำสั่งของจอมมารเซียงเจวีย ในช่วงเวลาต่อจากนี้ เผ่าหมอผีจากดินแดนป่าเถื่อนก็จะระดมกำลังออกไปจับกุมผู้ฝึกตนที่เข้าไปในเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้าด้วย”
“ยิ่งมีคนมาก โอกาสที่จะถูกเลือกก็ยิ่งมากขึ้นเป็นธรรมดา”
ลู่เยี่ยพยักหน้า นี่คือสิ่งที่เทพมารจากนอกอาณาเขตทำเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นการลอบสังหาร การแฝงตัว พวกเขาล้วนทำได้อย่างชำนาญ
“คนที่สวมอาภรณ์สีขาวผู้นั้นเป็นใคร?”
ลู่เยี่ยส่งเสียงกระแสจิตถามบรรพชนคางคกโลหิต
หากมีโอกาส เขาย่อมไม่อยากให้มู่ไฉหนี่ต้องกลายเป็นอาหารและถูกพวกเดรัจฉานเทพมารชั้นต่ำเหล่านั้นแทะกินไปแบบนี้
บรรพชนคางคกโลหิตส่งเสียงกระแสจิตตอบว่า “เรียนท่านผู้อาวุโส คนผู้นั้นมีนามว่าเฟิ่นหง เป็นประมุขน้อยเผ่าปีศาจกู่พิษเผาใจ”
เฟิ่นหง!
ที่แท้ก็มันนี่เอง!
ต้นเหตุที่ลู่เยี่ยมายังเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้าในครั้งนี้ ล้วนเริ่มต้นจากจดหมายฉบับหนึ่งที่คนผู้นี้ส่งมา ในจดหมายฉบับนั้นยังคงมีภาพที่บันทึกเหตุการณ์ตอนที่ท่านอารองลู่ซิงเหอถูกกักขังอยู่ด้วย ลู่เยี่ยจะลืมคนผู้นี้ได้อย่างไร?
ในขณะที่ความคิดกำลังหมุนวน ลู่เยี่ยก็ก้าวเดินไปข้างหน้าโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย เซียงซื่อสุ่ยและบรรพชนคางคกโลหิตรีบเดินตามไปทันที
“ประมุขน้อย ท่านอยากจะเลือกอาหารเลือดไปกินบ้างหรือไม่ขอรับ?” เซียงซื่อสุ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม
ในเผ่าต่าง ๆ ของเทพมารจากนอกอาณาเขต พวกเขาต่างมองผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์เป็น ‘อาหารเลือด’ ที่จะฆ่าหรือไว้ชีวิตก็ได้ตามใจชอบ สำหรับพวกเขา ผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์ก็เหมือนพืชผลในทุ่งนา
“อาหารเลือดหรือ?”
เซียงซื่อสุ่ยยิ้มพลางกล่าว “ใช่!”
“เอ๊ะ นี่ไม่ใช่เซียงหลิงเฉินหรอกรึ? ไม่ตายอยู่ข้างนอก นับว่าดวงแข็งจริงๆ”
เฟิ่นหงเด็กหนุ่มชุดขาวหันมามองลู่เยี่ยที่เดินเข้ามาใกล้ พลางส่งสายตาเยาะเย้ย
ลู่เยี่ยยกมือชี้ไปที่เฟิ่นหง “ตบเขา!”
“หา?”
เซียงซื่อสุ่ยชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะกระซิบว่า “ประมุขน้อย ทำเช่นนี้คงไม่ดีกระมัง?”
“ตบข้า?”
เฟิ่นหงหัวเราะออกมา เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง พลางชี้นิ้วไปที่แก้มของตนเอง
“มาสิ เจ้าหนู ตบให้ข้าดูสักทีสิ!”
เพียะ!
ลู่เยี่ยก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วตบลงไปอย่างแรง จนเฟิ่นหงเซถอยหลังไป ใบหน้าถูกตบจนฉีกขาดและมีเลือดไหลซึม
“ทุกคนก็เห็นแล้ว เขาเป็นคนขอให้ข้าตบเอง ข้าแค่สนองความต้องการของเขาเท่านั้น” ลู่เยี่ยกล่าวหน้าตาเฉย
บรรพชนคางคกโลหิตรีบเสริมทันที “ข้าก็ได้ยินเช่นกัน เขาอยากโดนตบเลยขอให้ประมุขน้อยช่วยสงเคราะห์ให้”
“เซียงหลิงเฉิน เจ้าอยากตายหรือไร!?” เฟิ่นหงโกรธมาก ยกมือฟาดเข้ามาด้วยความตั้งใจจะฆ่า ใบหน้าเต็มไปด้วยเจตนาสังหารเปี่ยมล้น
เซียงซื่อสุ่ยก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว แล้วกดฝ่ามือลงบนไหล่ของเฟิ่นหง “ประมุขน้อยเฟิ่นหง โปรดระงับโทสะด้วย”
ร่างของเฟิ่นหงแข็งทื่ออยู่ตรงนั้นเพราะถูกกดทับไว้ เขาตะโกนด้วยความโกรธเกรี้ยว “เซียงซื่อสุ่ย เจ้าตาบอดหรือไง ไม่เห็นหรือว่าเซียงหลิงเฉินจงใจตบข้า?”
เซียงซื่อสุ่ยกล่าว “เจ้าพูดจาสามหาว สมควรโดนตบแล้ว”
เฟิ่นหงโกรธจัด “ไสหัวไป! คิดว่ามีจอมมารเซียงเจวียเป็นที่พึ่งแล้วจะทำอะไรตามใจชอบบนภูเขาสองภพได้งั้นรึ? บอกให้รู้ไว้ ข้าไม่กลัว!”
เพียะ!
ฝ่ามือหนึ่งฟาดลงบนใบหน้าของเฟิ่นหงอีกครั้ง ทำให้แก้มอีกข้างของเขาเละเทะไปด้วยเลือดและเนื้อ
หัวทั้งหัวบวมปูดราวกับหัวหมู ทว่าคนที่ลงมือครั้งนี้กลับเป็นเซียงซื่อสุ่ย เขาทำหน้าเครียดแล้วกล่าวว่า “ยังกล้าดูหมิ่นจอมมารเซียงเจวียของเผ่าข้าอีก สมควรตาย!”
“เจ้า… เจ้า…”
เฟิ่นหงโกรธจนคลั่ง “ข้า…”
บึ้ง!
ลู่เยี่ยก้าวเข้าไปถีบเฟิ่นหงจนล้มกลิ้งลงกับพื้น ในขณะเดียวกันก็ชักดาบกระดูกสีขาวราวหิมะออกมาจ่อที่ลำคอของเฟิ่นหง แววตาเย็นเยียบพลางเอ่ยว่า “ลองด่าอีกคำ”
ทั่วทั้งบริเวณเงียบกริบ เหล่าผู้แข็งแกร่งเผ่าปีศาจกู่พิษเผาใจที่อยู่แถว ๆ นั้น เดิมทีคิดจะเข้าไปช่วย แต่เมื่อเห็นเช่นนี้ก็หน้าเปลี่ยนสีไปตาม ๆ กัน ไม่กล้าขยับเขยื้อน
หนังตาของเซียงซื่อสุ่ยกระตุกรัว ๆ เขารีบกล่าวว่า “ประมุขน้อย เพียงแค่ทะเลาะวิวาทด้วยวาจา ไยต้องถึงเพียงนี้ เฟิ่นหงเป็นบุตรชายของประมุขเผ่าปีศาจกู่พิษเผาใจ มีฐานะสูงส่ง จินฉยงไม่อาจเทียบได้เลย”
“แน่จริงก็ฆ่าข้าเลยสิ! มาเลย!”
เฟิ่นหงโกรธจนถึงขีดสุด ไม่สนคำขู่ใด ๆ อีกแล้ว เขาตะโกนเสียงแหบแห้ง “ถ้าข้าไม่ตาย วันหน้าข้าจะฆ่าเจ้าให้ได้!”
“มีความกล้า! ข้าจะสนองความต้องการของเจ้าเอง!”
ลู่เยี่ยออกแรงที่ปลายนิ้วแล้วตวัดดาบฟันลงไปทันที ไม่มีความลังเลแมแต่น้อย
ทว่าดาบนี้กลับถูกเซียงซื่อสุ่ยขวางไว้ได้ทัน ทำให้มันเพียงแค่กรีดโดนเนื้อที่ลำคอของเฟิ่นหงเท่านั้น ถึงกระนั้น เมื่อเลือดสด ๆ พุ่งออกมาจากบาดแผล ก็ทำให้เฟิ่นหงตกใจจนใบหน้าซีดขาว ร้องเสียงหลงออกมาว่า “เจ้า… เจ้ากล้าลงมือจริงๆ หรือ?”
ลู่เยี่ยขมวดคิ้วมองเซียงซื่อสุ่ยแวบหนึ่ง “เหตุใดเจ้าจึงห้ามข้า?”
เซียงซื่อสุ่ยจับแขนขวาที่ถือดาบของเขาไว้ พลางใช้พลังกดข่มพลังบำเพ็ญของเขา
“ฆ่าเฟิ่นหงจะเป็นการก่อเรื่องใหญ่ และจะทำให้จอมมารโกรธด้วย” เซียงซื่อสุ่ยส่งเสียงกระแสจิต “วันหน้าหากประมุขน้อยต้องการจัดการเฟิ่นหง ย่อมมีโอกาสอีกมากมาย ไม่จำเป็นต้องรีบร้อนในตอนนี้”
ลู่เยี่ยเก็บดาบกระดูก พลางชี้ไปที่มู่ไฉหนี่และผู้ฝึกตนอีกหลายคนที่อยู่แถวนั้น “พาพวกเขาไปให้หมด”
“ครับ!”
เซียงซื่อสุ่ยเข้าใจความหมายทันที รู้งานว่านี่คือ ‘อาหารเลือด’ ที่ประมุขน้อยเลือกไว้
จนกระทั่งลู่เยี่ยและคนอื่น ๆ เดินห่างออกไปไกล เฟิ่นหงถึงค่อยตั้งสติได้และด่าทอตามหลังอย่างบ้าคลั่ง “เซียงหลิงเฉิน เจ้าสารเลวนั่นบ้าไปแล้วหรือ? ก็แค่เกือบถูกลู่เยี่ยฆ่าตาย ถึงกับต้องเอาอารมณ์เสียมาลงที่ภูเขาสองภพเชียวรึ?”
ลู่เยี่ยได้ยินเสียงด่าทอมาแต่ไกล แต่เขาไม่ได้สนใจ เขาฉุกคิดถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้ จึงส่งเสียงกระแสจิตไปหาบรรพชนคางคกโลหิต “เจ้าพอจะรู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องเขาเพลิงกัลป์บ้างหรือไม่?”
บรรพชนคางคกโลหิตตอบกลับว่า “ท่านผู้อาวุโส ข้าทราบเพียงว่าบนยอดเขาเพลิงกัลป์นั้นมีผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์นามลู่ซิงเหอถูกกักขังอยู่ เรื่องที่ท่านถามมีความเกี่ยวข้องกับคนผู้นี้ใช่หรือไม่?”
ลู่เยี่ยรู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันทีแล้วกล่าวว่า “ถูกต้องแล้ว รอให้มีโอกาสเหมาะสม เจ้าค่อยเล่ารายละเอียดเรื่องนี้ให้ข้าฟังอีกที”
“ขอรับ!”
บรรพชนคางคกโลหิตรีบรับคำทันที
ไม่นานนัก กลุ่มคนก็เดินทางมาถึงกลางเขา มาถึงที่พำนักของเผ่ามารวิญญาณพันลักษณ์ มีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งรออยู่ที่นั่นแล้ว ล้วนเป็นผู้แข็งแกร่งของเผ่ามารวิญญาณพันลักษณ์
เมื่อเห็นลู่เยี่ย ผู้คนเหล่านี้ก็รีบเข้ามาต้อนรับในทันที แต่ลู่เยี่ยกลับชะงักอยู่กับที่
ในกลุ่มคนที่มาต้อนรับนั้น มีญาติผู้ใหญ่สองคนที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง!
คนหนึ่งคือชายชราชุดดำที่มีผมขาวแซมตรงขมับ อีกคนคือชายวัยกลางคนที่มีร่างกายซูบผอม
คนทั้งสองก็คือท่านปู่ลู่อ้อหยา!
และท่านลุงลู่อางชิง!
==================