บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 330 ทำลายรากมหาวิถีของข้า ส่งข้าทะยานสู่เมฆาเขียว!
ตอนที่ 330 ทำลายรากมหาวิถีของข้า ส่งข้าทะยานสู่เมฆาเขียว!
ในตอนที่เซียงซื่อสุยมอบแกนแท้โลหิตศักดิ์สิทธิ์ให้แก่ลู่เยี่ย ลู่เยี่ยก็เกิดความสงสัยขึ้นในใจแล้ว ดังนั้นก่อนที่จะตัดสินใจหลอมรวมแกนแท้โลหิตศักดิ์สิทธิ์ ลู่เยี่ยได้เดินทางไปยังดินแดนแห่งปฐมกำเนิดมาหนึ่งครั้ง!
ด้วยเหตุนี้จึงเกิดเป็นคัมภีร์วังวนโลหิตมารวิญญาณที่ได้รับการขัดเกลาจนถึงสภาวะขั้นสมบูรณ์ขีดสุด และที่สำคัญยิ่งกว่าคือ มันเป็นคัมภีร์วังวนโลหิตมารวิญญาณที่เหมาะสำหรับผู้ฝึกตนเผ่ามนุษย์อย่างเขา!
หลังจากนั้น ลู่เยี่ยจึงเริ่มหลอมรวมแกนแท้โลหิตศักดิ์สิทธิ์ โดยใช้ตัวเองเป็นเหยื่อล่อเพื่อล่อเต่าออกจากรู และเป็นไปตามคาด พลังจิตสายหนึ่งของเซิ่งจุนอวิ๋นซัวได้ปรากฏขึ้นจริงๆ ก่อนหน้านี้การที่ลู่เยี่ยถูกพลังของแกนแท้โลหิตศักดิ์สิทธิ์โจมตีนั้น ลู่เยี่ยไม่ได้แสดงละคร แต่มันเกิดขึ้นจริงและอันตรายอย่างยิ่ง เหตุผลเดียวที่เขาทำเช่นนี้คือ เพื่อจับเต่าในโอ่ง เพื่อขังเซิ่งจุนอวิ๋นซัวไว้ในตำหนักวิญญาณและตันเถียนให้เบ็ดเสร็จ
ลู่เยี่ยไม่กังวลว่าเซิ่งจุนอวิ๋นซัวจะลงมือสังหารเขาในทันที ในเมื่อนางปีศาจเฒ่าคนนี้ซ่อนตัวอยู่ในโลหิตเทพมาร ย่อมต้องมีแผนการอื่นแฝงอยู่ ก่อนที่นางจะบรรลุวัตถุประสงค์ ย่อมไม่มีทางลงมืออย่างบ้าคลั่งแน่นอน!
และความจริงก็เป็นไปตามที่ลู่เยี่ยคาดไว้ จุดประสงค์ของเซิ่งจุนอวิ๋นซัวไม่ใช่การสังหารเขา แต่เป็นการสืบหาความลับทั้งหมดที่อยู่บนตัวเขา และตอนนี้ขาดเพียงขั้นตอนสุดท้ายเท่านั้น… จับเต่าในโอ่ง!
ตูม!
ภายในร่างของลู่เยี่ย พลังแกนแท้โลหิตศักดิ์สิทธิ์กำลังถูกหลอมรวมอย่างรวดเร็ว อวัยวะภายใน จุดชีพจร เส้นลมปราณ และเนื้อหนังที่เคยถูกทำลายไปก่อนหน้านี้ ทั้งหมดกำลังฟื้นฟูด้วยความเร็วที่น่าตกตะลึง และลู่เยี่ยรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่า หลังจากผ่านประสบการณ์ ‘การทำลายล้างอย่างรุนแรง’ ครั้งนี้ ตอนนี้เขากำลังเกิดการผลัดเปลี่ยนรูปโฉมจากภายในสู่ภายนอกอย่างสมบูรณ์!
วิกฤตย่อมมีโอกาส เมื่อก้าวข้ามภัยอันตรายที่ร้ายแรงที่สุดไปได้ ความทุกข์ยากก็จะกลายเป็นสารอาหารสำหรับการเปลี่ยนแปลงตนเอง
“ช่างอัศจรรย์จริงๆ…”
ภายในตันเถียนและตำหนักวิญญาณ เซิ่งจุนอวิ๋นซัว ความตกตะลึงและความสับสนในดวงตาของนางได้จางหายไปแล้ว เปลี่ยนเป็นความเฉยเมยและความสงบนิ่งอย่างสิ้นเชิง
‘ความลึกลับ’ ที่นางยังคิดไม่ตกเหล่านั้น กลับทำให้ในใจของนางเกิดความคาดหวังอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน!
“เจ้าเด็กน้อย เจ้ายังจำคำพูดที่ข้าเคยพูดไว้ตอนอยู่ในสนามรบนอกอาณาเขตได้หรือไม่?”
เซิ่งจุนอวิ๋นซัวกล่าวว่า “เพียงแค่เจ้ายอมสวามิภักดิ์ต่อข้า ต่อไปบนเส้นทางแห่งมหาวิถี ข้าจะพาเจ้าทะยานสู่เมฆาเขียว! จะทำให้ชื่อของเจ้าก้องกังวานไปทั่วทุกสวรรค์ชั้นฟ้า!”
ขณะพูด นางเยื้องย่างอย่างแช่มช้า เดินตรงไปยังมหาวิถีแกนทองคำที่แปรเปลี่ยนเป็นรูปทรงดาบแห่งวิถี
“หากเจ้าปฏิเสธ… ข้าคงต้องไม่เกรงใจจริงๆ แล้วละ”
เซิ่งจุนอวิ๋นซัวแบมือหยกข้างหนึ่งออก “แม้ว่าตัวข้าในตอนนี้จะเหลือเพียงเศษเสี้ยวของจิตวิญญาณ แต่การทำลายทุกสิ่งของเจ้านั้น ง่ายดายยิ่งกว่าพลิกฝ่ามือ!”
คำพูดของนางเต็มไปด้วยความมั่นใจและการข่มขู่ที่ไม่ปิดบัง
“ยืมกำลังลมส่งข้าทะยานสู่เมฆาเขียวงั้นรึ?”
ลู่เยี่ยหัวเราะ “งั้นข้าถามเจ้าหน่อย เจามองเห็นความลึกลับซับซ้อนของคัมภีร์วังวนโลหิตมารวิญญาณที่ข้าฝึกฝนหรือไม่?”
เซิ่งจุนอวิ๋นซัวขมวดคิ้ว เด็กน้อยคนนี้กล้าบังอาจมาทดสอบนาง!
“หากร่างจริงของข้าอยู่ตรงนี้ ย่อมสามารถมองทะลุแกนแท้ของมันได้อย่างง่ายดาย!”
เซิ่งจุนอวิ๋นซัวกล่าวอย่างเรียบเฉย
ลู่เยี่ยหัวเราะ “เมื่อครู่ยังบอกว่าจิตวิญญาณเพียงเศษเสี้ยวนี้ของเจ้าเก่งกาจนักหนา แต่ตอนนี้กลับบอกว่าต้องเป็นร่างจริงจึงจะได้หรือ?”
“เจ้ากล้าเยาะเย้ยข้า?”
เซิ่งจุนอวิ๋นซัวดีดนิ้วมือออกไปหนึ่งครั้ง
บึ้ง!
มหาวิถีแกนทองคำสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ตำหนักวิญญาณทั้งหลังสั่นไหวไม่หยุด ลู่เยี่ยที่กำลังฝึกฝนอยู่กระอักเลือดออกมาคำโต ใบหน้าซีดเผือด นางปีศาจเฒ่าคนนี้ช่างอารมณ์แปรปรวนเสียจริง!
ลู่เยี่ยกล่าวอย่างสงบว่า “ข้ารู้เพียงว่าเส้นทางมหาวิถีต้องเดินด้วยตนเอง ไม่ใช่รอให้คนอื่นมาพยุง และเจ้าเซิ่งจุนอวิ๋นซัวก็ยังไม่มีคุณสมบัติพอจะทำให้ขายอมสวามิภักดิ์!”
ลู่เยี่ยเป็นฝ่ายลงมือก่อน มหาวิถีแกนทองคำส่งเสียงคำรามก้อง พลันฟันเข้าใส่เซิ่งจุนอวิ๋นซัว
“ไม่เจียมตัว”
เซิ่งจุนอวิ๋นซัวยืนนิ่งอยู่ที่เดิมไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย มีเพียงมือขวาที่ยกขึ้น มหาวิถีแกนทองคำในรูปดาบแห่งวิถีก็ถูกนางคีบไว้ระหว่างนิ้วในทันที นางก้มมองลงมาที่ดาบแห่งวิถี ดวงตาเปล่งประกายแปลกประหลาด “รากฐานแห่งเต๋าเช่นนี้ไม่เคยพบเห็นมาตั้งแต่โบราณกาล เจตจำนงดาบแห่งวิถีอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ช่างเหลือเชื่อยิ่งนัก ไม่น่าแปลกใจที่เจ้าไม่ยอมสวามิภักดิ์ต่อข้า”
ในชั่วขณะนั้น เซิ่งจุนอวิ๋นซัวพลันบีบดาบแห่งวิถีอย่างแรง ราวกับจับได้จุดอ่อนของลู่เยี่ยไว้
ร่างกายของลู่เยี่ยสั่นสะท้านทั้งตัว พลังปราณทั้งร่างปั่นป่วน มหาวิถีแกนทองคำคือรากฐานแห่งเต๋าที่หยั่งรากลึกในจิตวิญญาณและหลอมรวมกับแกนแท้แห่งชีวิต เมื่อมหาวิถีแกนทองคำถูกควบคุมก็เหมือนกับชีวิตทั้งชีวิตถูกกุมไว้ในมือผู้อื่น
“ข้ารู้ว่าเจ้ามีความลับมากมายซ่อนอยู่ สิ่งที่ข้าเห็นตอนนี้เกรงว่าเป็นเพียงยอดเขาน้ำแข็งเท่านั้น”
เซิ่งจุนอวิ๋นซัวกล่าวอย่างเนิบนาบ “เจ้ายังมีไพ่ตายอะไรอีกก็จัดออกมาให้หมดเถอะ มาดูสิว่าไพ่ตายของเจ้าจะเก่งกว่า หรือเศษเสี้ยวจิตสำนึกของข้าจะร้ายกาจกว่ากัน”
นางยิ้มพลางชูดาบแห่งวิถีขึ้นและกล่าวเบา ๆ ว่า “ผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดก็แค่ทำลายรากเหง้าของมหาวิถีของเจ้าให้สิ้นซากเท่านั้นเอง”
แต่ลู่เยี่ยกลับเปลี่ยนทิศทางการสนทนากล่าวว่า “หากข้าเดาไม่ผิด ในจิตเทวะของท่านปู่และท่านลุงข้า เจ้าก็ได้ลงมือทำอะไรบางอย่างไว้นานแล้วใช่หรือไม่?”
“เรื่องนี้ยังต้องเดาอีกรึ?”
เซิ่งจุนอวิ๋นซัวกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “ดูเหมือนเจ้าจะใส่ใจเกี่ยวกับความเป็นความตายของคนในครอบครัวมากเกินไป ถึงได้กังวลและหวั่นไหวกับเรื่องเล็กน้อยแบบนี้”
ลู่เยี่ยถาม “แล้วเจ้าละ มีคนที่ใส่ใจบ้างหรือไม่?”
เซิ่งจุนอวิ๋นซัวออกแรงที่ปลายนิ้ว ดาบแห่งวิถีสั่นสะเทือนส่งเสียงครวญครางราวกับจะแตกสลาย เมื่อรากฐานแห่งเต๋าถูกย่ำยีเช่นนี้ ลู่เยี่ยเจ็บปวดจนแทบไม่อยากมีชีวิตอยู่ พลังบำเพ็ญทั่วร่างเกือบจะสลายไป หากเป็นผู้ฝึกตนคนอื่นคงเข้าสู่ภาวะธาตุไฟเข้าแทรกและร่างระเบิดตายไปนานแล้ว แต่ลู่เยี่ยยังคงฝืนทนและกล่าวว่า “เห็นได้ชัดว่าเจ้าเป็นคนไร้ความรู้สึก ไร้คุณธรรม ไม่ยอมรับใครแม้แต่ญาติพี่น้อง ช่างเป็นตัวประหลาดที่น่าสงสาร ไม่ว่าพลังบำเพ็ญจะสูงเพียงใด อำนาจจะยิ่งใหญ่แค่ไหน สุดท้ายก็เป็นเพียงคนโดดเดี่ยว แม้ตายไปก็ไม่มีใครเศร้าโศกเสียใจอย่างจริงใจ!”
“ในเส้นทางแห่งมหาวิถี ความตายเป็นเรื่องของโชคชะตา ข้าจำเป็นต้องให้ใครมาใส่ใจด้วยรึ?”
แววตาของเซิ่งจุนอวิ๋นซัวเยือกเย็น นางกล่าวเยาะเย้ยว่า “เจ้าเด็กน้อย ดูเหมือนว่าในสามปีที่สนามรบนอกอาณาเขต เจ้ายังเห็นความเป็นความตายน้อยเกินไป!”
หลังจากหยุดไปครู่หนึ่งนางก็กล่าวว่า “ข้าให้โอกาสเจ้าในการถ่วงเวลา และให้โอกาสเจ้าแสดงไพ่ตายออกมา แต่หากเจ้ายังมัวพูดเรื่องไร้สาระพวกนี้อยู่ ข้าก็จะไม่ขออยู่เป็นเพื่อนแล้ว”
บึ้ง!
บนมหาวิถีแกนทองคำที่อยู่ในรูปแบบของดาบแห่งวิถี ปรากฏรอยแตกเล็ก ๆ ขึ้นมาสายหนึ่ง ลู่เยี่ยส่งเสียงครางออกมา เลือดไหลออกจากทวารทั้งเจดีย์ พลังปราณทั่วร่างปั่นป่วนจนไม่อาจรักษาสภาพการโคจรเคล็ดวิชาฝึกฝนไว้ได้อีกต่อไป มองเห็นได้ด้วยตาเปล่าว่ามหาวิถีแกนทองคำของเขาหม่นแสงลง ทั่วทั้งตำหนักวิญญาณสั่นไหวอย่างรุนแรง ส่อแววว่าจะพังทลาย พลังชีวิตทั้งหมดในตันเถียนได้รับความเสียหายอย่างหนัก!
“เจ้าร้อนใจเกินไปแล้ว”
ลู่เยี่ยกล่าวว่า “นาน ๆ ทีจะมีโอกาสได้คุยกัน ทำไมต้องเอะอะก็ทำร้ายกันด้วย?”
เซิ่งจุนอวิ๋นซัวสัมผัสได้อย่างฉับไวว่า ทั้งที่เผชิญกับสภาวะพลังบำเพ็ญที่แตกสลายซึ่งคุกคามถึงชีวิต แต่ในคำพูดของลู่เยี่ยยังคงสงบนิ่งเยือกเย็นมาก! ราวกับว่าเขาไม่กลัวเลยที่นางจะทำลายทุกสิ่งทุกอย่างของเขา ต้องมีความมั่นใจมากแค่ไหนกันถึงทำให้เด็กน้อยคนนี้ไม่หวาดกลัวหรือพรั่นพรึงเลยจนถึงขณะนี้?
และความผิดปกตินี้เองที่ทำให้เซิ่งจุนอวิ๋นซัวเริ่มรู้สึกถึง ‘ความไม่ชอบมาพากล’ เป็นครั้งแรก! นางตัดสินใจไม่รอช้าอีกต่อไป มือหยกขาวนวลเรียวบางออกแรงบีบอย่างรุนวน
ตูม!
มหาวิถีแกนทองคำในรูปแบบดาบแห่งวิถีแตกสลาย ตำหนักวิญญาณที่ยิ่งใหญ่อลังการราวกับวังเซียนสวรรค์พังทลายลงในทันที แตกกระจายออกไปทุกทิศทาง ทั่วทั้งพื้นที่ตันเถียนอันกว้างใหญ่ไพศาลตกอยู่ในสภาพพังทลายและปั่นป่วนในทันที ราวกับฟ้าดินล่มสลาย สรรพสิ่งทั้งหลายร่วงหล่นสู่ความโกลาหลวุ่นวายของห้วงจักรวาล
“เหตุใดเจ้าเด็กนั่นจึงยอมมองดูรากฐานแห่งเต๋าถูกทำลายโดยไม่ทำอะไรเลย…”
ดวงตาของเซิ่งจุนอวิ๋นซัวหดตัวลง รู้สึกประหลาดใจอย่างยิ่ง และในชั่วขณะนั้นเอง พลังจิตเทวะสายหนึ่งได้แผ่ขยายออกไปอย่างฉับพลัน เข้าสู่ภายในตันเถียนที่กำลังพังทลายดุจห้วงความโกลาหลนั้น
“นางปีศาจเฒ่า ขอบใจเจ้ามากที่ช่วยส่งข้าทะยานสู่เมฆาเขียว มอบโอกาสให้ข้าได้ทำลายแล้วสร้างใหม่!”
“เพื่อเป็นการตอบแทน ข้าก็จะพาเจ้าไปยังที่แห่งหนึ่งเหมือนกัน!”
สิ้นเสียงของลู่เยี่ย เซิ่งจุนอวิ๋นซัวรู้สึกเพียงว่าภาพตรงหน้าเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน พลังจิตสำนึกเพียงสายเดียวของนางราวกับถูกฉุดกระชากลงสู่ก้นบึ้งที่ลึกสุดหยั่ง
==========================