บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 350 ประจันหน้าจอมทรยศ
บทที่ 350 ประจันหน้าจอมทรยศ
หนึ่งปู่ลู่สะบัดแขนเสื้ออย่างแรง ใบบัวสีเขียวพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ใบบัวค่อยๆ ขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ เมื่อไปถึงใต้ม่านฟ้าอันมืดมิด มันก็กลายเป็นม่านสีเขียวขนาดมหึมา บดบังท้องฟ้าอันมืดมิดนั้นไว้จนมิดชิด หนึ่งใบบดบังท้องฟ้า!
หนึ่งปู่ลู่ยิ้มออกมา ดวงตาเปล่งประกายความรู้สึกสะท้อนใจ ตลอดเวลาอันยาวนานที่ถูกสยบอยู่ในหุบเขาเซียนดับสูญ เขาได้หล่อหลอมใบบัวใบนี้มาโดยตลอด เพื่อที่ว่าในวันที่เขาหลุดพ้น เขาจะได้บดบังท้องฟ้าได้! เมื่อปราศจากภัยคุกคามจากเจดีย์หมื่นเร้นลับในเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้าแห่งนี้ เขาหนึ่งปู่ลู่ไม่มีสิ่งใดต้องเกรงกลัวอีกต่อไป!
สิ่งมหัศจรรย์ที่สุดของใบบัวนี้ก็คือ มันสามารถบิดเบือนกาลเวลา ทำให้ภูเขาและแม่น้ำเคลื่อนที่เพื่อหลีกเลี่ยงการรับรู้ของเจดีย์หมื่นเร้นลับ! ด้วยเหตุนี้ เจดีย์หมื่นเร้นลับจึงไม่มีทางหา ‘เขาเพลิงกัลป์’ ได้อีกต่อไป
“การวางแผนมานานนับหมื่นปี จะได้ลงเดิมพันในครั้งนี้!” หนึ่งปู่ลู่ตบมือเบาๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความโอหัง “น่าเสียดาย หญิงจากเผ่าเทพมารคนนั้นไม่ได้อยู่ที่นี่ มิเช่นนั้นนางคงจะมองออกว่า ค่ายกลที่ข้าจัดวางไว้รอบเขาเพลิงกัลป์นั้นมหัศจรรย์เพียงใด”
หนึ่งปู่ลู่กล่าวเบาๆ เกิดความรู้สึกโดดเดี่ยวประหนึ่งอยู่บนยอดเขาสูงที่เหน็บหนาวจนหาคนปรับทุกข์ด้วยไม่ได้ เขานิ่งคิดครู่หนึ่ง คิ้วก็พลันขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ไม่ถูก! ยังขาดไปอีกหนึ่งเรื่อง ในตัวเด็กหนุ่มนามลู่เยี่ยคนนั้น แท้จริงแล้วซ่อนพลังชนิดใดไว้ ถึงขนาดสามารถหลอมรวมพลังหายนะมหาวิถีของเจดีย์หมื่นเร้นลับได้?
หนึ่งปู่ลู่นั่งขัดสมาธิ ขมวดคิ้วครุ่นคิด เขาอาจจะดูแคลนใครก็ได้ในเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้าแห่งนี้ แต่มีเพียงเด็กหนุ่มผู้มีที่มาพิเศษคนนั้นที่เขาไม่กล้าดูแคลน เด็กหนุ่มผู้นี้แปลกประหลาดเกินไปจริงๆ ไม่เพียงแต่จะมีไพ่ตายมากมายในตัว แต่ยังสามารถมองเห็นร่องรอยของเขาได้ตั้งแต่แรกเห็น และที่สำคัญ… เด็กหนุ่มคนนี้คือหลานชายแท้ๆ ของลู่ซิงอี!
ดวงดาวเคลื่อนย้าย มังกรและงูผงาดจากแผ่นดิน ฟ้าดินพลิกผัน… หนึ่งปู่ลู่คิดในใจ ‘ดูเหมือนตระกูลลู่นี้จะไม่ธรรมดาเลยนะ’
จากนั้นเขาก็กำลังยิ้มออกมา แววตาเต็มไปด้วยความมั่นใจ ไม่ว่าจะมีตัวแปรอะไรเกิดขึ้น เขามั่นใจอย่างยิ่งว่าลู่เยี่ยไม่ใช่ ‘ท่านผู้อาวุโส’ อะไรนั้นแน่ๆ และก็ไม่เหมือนกับลู่ซิงอีที่มีพลังพิเศษในตัว พลังบำเพ็ญและกลิ่นอายของเด็กหนุ่มคนนี้ล้วนพิสูจน์ว่า เขาเป็นเพียงมดปลวกในขอบเขตแกนทองคำเท่านั้น!
“การสังหารมดตัวเล็กๆ ที่มีความแปลกประหลาดติดตัวเช่นนี้ แค่ทำลายจิตแห่งเต๋าของเขาก็พอแล้ว” หนึ่งปู่ลู่กล่าวเบาๆ
“ปวดหัวเหลือเกิน!!” ณ ยอดเขาเพลิงกัลป์ ลู่ซิงอีที่ตกอยู่ในอาการหมดสติ รู้สึกปวดหัวแทบระเบิด ราวกับมีดที่ทื่อๆ นับหมื่นกำลังตัดเฉือนจิตเทวะไม่หยุดหย่อน มีเสียงอื้ออึงมากมายดังสะท้อนอยู่ในจิตเทวะไม่หยุดหย่อน คอยโจมตีสติสัมปชัญญะที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดของเขา
ลู่ซิงอีแทบจะทนไม่ไหว อยากตายในทันทีเสียให้รู้แล้วรู้รอด มันช่างเป็นการทรมานที่แสนสาหัส! ทว่าเขาพยายามลืมตาขึ้นมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งแต่ก็ทำไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น เขาพยายามจะฆ่าตัวตายมาหลายครั้ง แต่กลับทำไม่ได้เช่นกัน! ความทุกข์ทรมานจากส่วนลึกของจิตเทวะ ทำให้เขาตกอยู่ในสภาวะที่ถูกทำลายล้างด้วยความเจ็บปวดอันไร้ขอบเขต แต่ทว่าเขากลับยังมีสติหลงเหลืออยู่บ้าง ทำให้ไม่สามารถหมดสติไปได้อย่างสิ้นเชิง
‘เจ้าพวกบรรพบุรุษสารเลว ใครมันบังอาจมาเล่นตลกกับวิญญาณของข้า?’ ลู่ซิงอีคำรามในใจ ‘รอให้ข้าฟื้นคืนพลังที่แท้จริงเมื่อใด จะต้องสังหารพวกเจ้าให้หมด!’
หนึ่งปู่ลู่พลันสัมผัสได้ถึงบางอย่าง เขาหันไปมองยังทิศทางที่ไกลแสนไกล ท่ามกลางความมืดมิดของฟ้าดิน มีเงาร่างหนึ่งกำลังเดินตรงมาทางนี้เพียงลำพัง สวมอาภรณ์สีดำสนิท ร่างกายตั้งตรงสง่างาม นั่นคือลู่เยี่ย!
‘เจ้าเด็กคนนี้ไม่ได้ถูกขู่จนหนีไป แต่กลับมาตามนัดก่อนเวลาเสียอีก?’ หนึ่งปู่ลู่รู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก หากเป็นตาแก่คนอื่นๆ คงขวัญหนีดีฝ่อไปนานแล้ว เจ้ามดปลวกตัวน้อยนี้ไปเอาความกล้ามาจากไหน ถึงได้ไม่ได้รับผลกระทบเลยแม้แต่น้อย?
“ดูเหมือนว่า การทำลายจิตใจของเจ้านั้นคงจะยุ่งยากอยู่สักหน่อยสินะ” หนึ่งปู่ลู่ลุกขึ้นยืน ยกมือชี้ไปยังท้องฟ้า ใบบัวที่ปกคลุมท้องฟ้ามืดมิดนั้นค่อยๆ เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเงียบๆ พลังแห่งมิติตาลเวลาในพื้นที่แห่งนี้ก็เปลี่ยนไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นกัน
“ด้วยวิธีนี้ แม้แต่เจดีย์หมื่นเร้นลับก็ไม่อาจติดตามเจ้าตัวน้อยนั้น หรือสัมผัสตำแหน่งของเขาเพลิงกัลป์ได้” หนึ่งปู่ลู่ยิ้มเล็กน้อยแล้วส่งเสียงออกไป “เด็กน้อย ข้าอยู่นี่!”
ในขณะที่เสียงส่งออกไปไกล ในสายตาของลู่เยี่ย ฟ้าดินก็ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงไปอย่างเงียบๆ ทันใดนั้น เขาเพลิงกัลป์ก็ปรากฏขึ้นในสายตาอย่างกะทันหัน
พลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน? สับเปลี่ยนฟ้าและตะวัน? หรือว่าจะเป็นพลังมหาพลังศักดิ์สิทธิ์ของเขา? ลู่เยี่ยมองไม่ออก แต่เขาก็พอจะเดาได้ว่า การจัดวางค่ายกลของหนึ่งปู่ลู่ที่เขาเพลิงกัลป์ จะต้องเป็นไปเพื่อป้องกันไม่ให้เจดีย์หมื่นเร้นลับเข้ามาแทรกแซงแน่นอน!
และจริงอย่างที่คิด ในช่วงเวลาถัดมา หนึ่งปู่ลู่ก็ยิ้มพลางกล่าวว่า “หนึ่งใบไม้บดบังท้องฟ้า เปลี่ยนฟ้าเปลี่ยนดิน เมื่อมาถึงที่นี่แล้วก็จะไม่มีผู้ใดรบกวนเจ้ากับข้าได้อีก!”
ลู่เยี่ยพยักหน้า กล่าวว่า “เช่นนั้นก็ดียิ่ง” เขายังคงก้าวเดินมุ่งหน้ามาด้วยฝีเท้าที่ไม่เร่งรีบ และดูสงบนิ่งอย่างยิ่ง
ดวงตาของหนึ่งปู่ลู่ไหววูบ “เหตุใดเจ้าจึงรีบร้อนมาเช่นนี้? หรือตั้งใจหลบเลี่ยงสายตาผู้คน เพราะไม่อยากให้ใครเห็นตอนเจ้าทำเรื่องขายหน้าใช่หรือไม่?” เขารู้สึกประหลาดใจจริงๆ เด็กหนุ่มคนนี้เผชิญหน้ากับคำขู่ของเขา แต่สภาวะจิตใจกลับไม่สั่นคลอนเลยแม้แต่นิดเดียว? หรืออีกนัยหนึ่ง จิตใจของเขาพังทลายไปแล้ว จึงบุ่มบ่ามมาขอความตายเช่นนี้?
ลู่เยี่ยแกว่งน้ำเต้าสุราที่เหลืออยู่ไม่มากในมือ พลางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่า “ราตรีอันยาวนานมักมีฝันร้าย รีบมาตามนัดให้จบเรื่องเสียแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า”
หนึ่งปู่ลู่จ้องลู่เยี่ยพักใหญ่ ก่อนจะยิ้มพลางส่ายหน้า “รออีกหน่อยเถอะ ละครฉากใหญ่กำลังจะเริ่มขึ้น หากไม่มีคนดูมันจะไม่น่าเสียดายไปหน่อยหรือ?” เขาไม่รีบร้อนลงมือ เขาถูกสยบมานับกาลเวลานานแสนนาน จิตแห่งเต๋าของเขายังไม่เคยถูกบดขยี้จนแหลกสลาย มีหรือที่เขาจะใจร้อน? เขามีเวลาและความอดทนเหลือเฟือที่จะ ‘ทำลายจิตใจ’ ของอีกฝ่าย!
“แต่ข้ารีบ” ลู่เยี่ยเดินเข้ามาหาด้วยตัวเอง “ความเป็นความตายเป็นเพียงแค่ชั่วความคิดหนึ่ง จะมัวเยิ่นเย้อไปทำไม?”
ขณะที่พูด เขาได้ก้าวเดินทะยานขึ้นสู่ห้วงอากาศ มาถึงบริเวณใกล้กับเขาเพลิงกัลป์ แม้จะมีเปลวเพลิงศักดิ์สิทธิ์โหมกระหน่ำขวางกั้นไว้ แต่เขาก็มองเห็นท่านอารองลู่ซิงอีที่ถูกขังอยู่บนยอดเขาได้อย่างชัดเจนในทันที!
ในขณะนี้ จิตใจของลู่เยี่ยกลับยิ่งสงบนิ่งมากขึ้น ท่านอารองปลอดภัย! เห็นได้ชัดว่า หนึ่งปู่ลู่คนนี้ไม่กล้าบุ่มบ่ามเข้าไปเขาเพลิงกัลป์ มิเช่นนั้นเขาคงลงมือไปนานแล้ว ทำไมต้องรออยู่จนถึงตอนนี้? เห็นได้ชัดว่า คนผู้นี้ตั้งใจจะจัดการเขาให้เสร็จสิ้นก่อน ถึงจะขึ้นเขาเพลิงกัลป์!
“เจ้ารีบร้อนหรือ?” หนึ่งปู่ลู่ยิ้มออกมา “แต่เท่าที่ข้าเห็น เจ้าไม่มีท่าทีรีบร้อนเลยสักนิด แถมสภาวะจิตใจยังมั่นคงอย่างยิ่งเสียด้วย”
นี่ไม่ใช่คำพูดลอยๆ นับตั้งแต่ลู่เยี่ยปรากฏตัว เขาก็จับตาดูทุกการเคลื่อนไหวของลู่เยี่ยมาโดยตลอด ทั้งกลิ่นอาย กิริยาท่าทาง สีหน้า หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงของแววตา ล้วนอยู่ในสายตาของเขา แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจคือ เด็กหนุ่มคนนี้กลับไม่ได้แสดงอารมณ์ที่ผิดปกติออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว! แม้แต่หนึ่งปู่ลู่ผู้เป็น ‘เซียนผี’ ที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมานับไม่ถ้วน ยังต้องรู้สึกประหลาดใจอย่างที่สุด
คนที่ไม่กลัวตาย จะมีความกล้าหาญที่พร้อมเสียสละชีวิตอย่างองอาจ คนที่แสร้งทำเป็นไม่กลัวตาย กิริยาท่าทางและกลิ่นอายย่อมจะเผยพิรุธออกมาจนได้ ส่วนคนที่กลัวตายยิ่งไม่ต้องพูดถึง แต่ในตัวลู่เยี่ยกลับมีเพียงความสงบนิ่งเท่านั้น
‘สมแล้ว ข้าคิดแล้วว่าเจ้าเด็กคนนี้พิเศษ มีความมั่นใจที่ไม่ธรรมดา ไม่อาจเปรียบกับคนทั่วไปได้’ หนึ่งปู่ลู่ลูบคางพลางคิดในใจ ในใจเริ่มไม่กล้าประมาทขึ้นมา ด้วยความรอบคอบเขาจึงตัดสินใจใชิวิธีที่เรียบง่ายที่สุด ‘สังหารคนเพื่อทำลายจิตใจ!’
“หากเจ้ายังมัวแต่ลองเชิงอยู่แบบนี้ ข้าจะมุ่งหน้าไปที่เขาเพลิงกัลป์โดยตรงเสียเลย”
ลู่เยี่ยกวาดตามองหนึ่งปู่ลู่ครู่หนึ่ง “ซ่าๆ ข้าเพียงแต่กำลังคิดว่า ควรต้อนรับเจ้าให้ดีอย่างไรนะ”
หนึ่งปู่ลู่หัวเราะอย่างเปิดเผย “เอาอย่างนี้ พวกเรามาคุยกันก่อน เจ้าอยากรู้อะไรข้าจะบอกให้หมดเลย!”
“ไม่สนใจ ข้าแค่อยากจะหาที่ตายให้เร็วที่สุดเท่านั้น” ลู่เยี่ยจ้องมองหนึ่งปู่ลู่ พลางกล่าวอย่างราบเรียบว่า “เจ้ากล้าประทานความตายให้ข้าตอนนี้เลยหรือไม่?”
=================================