บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 385 ช่างจงใจแกล้งกันเสียจริง
บนยอดเขาว่านจ้าว การเคลื่อนไหวที่ลู่เยี่ยก่อขึ้นได้ดึงดูดความสนใจของหลู่ฉางถิงและผู้อาวุโสนอกสำนักอีกสองท่านเข้าเสียแล้ว หมิงซื่อฮวาเองก็ยังไม่ได้จากไปไหนและได้รับทราบข่าวนี้เช่นกัน
“ฮ่าๆ ข้าบอกแล้วว่าเจ้าเด็กซูหยวนนี้ดูภายนอกเหมือนคนซื่อ แต่แท้จริงแล้วในกระดูกกลับเป็นคนโหดขนานแท้”
ดวงตาอันทรงเสน่ห์ของหมิงซื่อฮวายิ้มจนเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยวสวยงาม
“แบบนี้ก็ดีแล้ว จะได้เห็นความสามารถที่แท้จริงของเขาเสียที”
หมิงซื่อฮวายิ้มอย่างมีชีวิตชีวา ใบหน้างามขาวเนียนดังหยกฉายแววคาดหวัง “ถึงตอนนั้นจะได้พิสูจน์กันว่าการประเมินผลการทดสอบของอาวุโสทั้งสามท่านที่มีต่อเขานั้น มีข้อผิดพลาดตรงไหนบ้างหรือไม่”
หลู่ฉางถิงและผู้อาวุโสนอกสำนักอีกสองท่านต่างมองหน้ากัน ทุกคนล้วนมีสีหน้าฉงนสงสัย ซูหยวนเพียงคนเดียวสามารถปราบอู่เยว่และเหล่าศิษย์ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์กว่าสิบคนได้อย่างง่ายดายหรือ?
นี่มันช่างแตกต่างจากคำประเมินที่ว่า ‘ผู้มีพรสวรรค์ระดับกลาง’…
หรือว่าในการทดสอบหลายครั้งที่ผ่านมา ซูหยวนผู้นั้นจงใจปิดบังความสามารถ?
แต่ในเมื่อเป็นการทดสอบและประเมินผล ทำไมเขาต้องปิดบังความสามารถไว้ด้วย?
“เช่นนั้นพวกเรามาดูไปพร้อมกันเถอะว่าพลังต่อสู้ที่แท้จริงของซูหยวนคนนี้เป็นอย่างไร”
หลู่ฉางถิงสะบัดแขนเสื้อ กระจกหยกบานหนึ่งพุ่งทะยานขึ้นสู่กลางอากาศ ผิวกระจกปรากฏภาพเหตุการณ์บริเวณสระซีเย่ว
“การทดสอบนั้นวัดกันที่สภาวะจิตใจ กระดูกรากฐาน ปัญญา และพลังบำเพ็ญ ไม่ใช่พลังต่อสู้ที่แท้จริง ดังนั้นผลการทดสอบจึงยากที่จะบอกได้ว่าพลังต่อสู้ของคนๆ หนึ่งจะสูงส่งเพียงใด”
ผู้อาวุโสนอกสำนักคนหนึ่งกล่าวด้วยความตื่นเต้น “ในเมื่อซูหยวนกล้าเป็นฝ่ายบุกโจมตีก่อนเพื่อไปท้าทายกับเว่ยเจวี่ยและคนอื่นๆ แสดงว่าเขาต้องมีความมั่นใจเต็มเปี่ยมแน่นอน”
“ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเขาเพิ่งเข้าร่วมสำนักเป็นวันแรก เขาก็จะสามารถเอาชนะทุกคนในสำนักนอกได้”
ผู้อาวุโสนอกสำนักอีกคนหนึ่งหัวเราะ “หากเขาสามารถสู้จนไร้ผู้กล้าผยองได้จริง ข้าจะยอมเขียนคำประเมินการทดสอบให้เขาใหม่ด้วยตัวเองเลยก็ได้”
หมิงซื่อฮวายิ้มกริ่ม นางเข้าใจดีว่าก่อนหน้านี้หลู่ฉางถิงและผู้อาวุโสอีกสองคนไม่ได้ให้ความสำคัญกับซูหยวนมากเท่าใดนัก จนกระทั่งตอนนี้การแสดงออกอย่างแข็งแกร่งของซูหยวนจึงสามารถดึงดูดความสนใจของพวกเขาได้สำเร็จ แน่นอนว่านี่ก็คือสิ่งที่หมิงซื่อฮวาอยากเห็นมากที่สุด
การประลองระหว่างลู่เยี่ยกับเหลียงฉีกำลังจะเริ่มต้นขึ้นแล้ว!
ณ ลานโล่งข้างสระซีเย่ว
ทั่วทั้งยอดเขาว่านจ้าวถูกปกคลุมด้วยค่ายกลต้องห้ามโบราณ ดังนั้นไม่ว่าการต่อสู้จะดุเดือดเพียงใด ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะทำลายสิ่งของเสียหาย
“ได้ยินว่าเจ้าใช้สามฝ่ามือเอาชนะอู่เยว่ได้ใช่หรือไม่?”
สายตาของเหลียงฉีเย็นชา
ลู่เยี่ยตอบกลับอย่างซื่อๆ “จริงๆ แล้วข้าตั้งใจจะลงมือกับเขาเพียงฝ่ามือเดียว แต่เขาไม่ยอมแพ้ ข้าจึงจำใจต้องลงมือกับเขาอีกสองฝ่ามือ และเพื่อเห็นแก่หน้าตาของเขา ข้าเลยจงใจตบให้เขาสลบไป”
เหลียงฉี “…”
มารดามันเถอะ นี่ยังเป็นคำพูดของคนอยู่หรือ?
“อย่างนั้นหรือ ถ้าอย่างนั้นข้าขอลองดูหน่อยว่าเจ้าจะมีน้ำยาแคไหน!”
เหลียงฉีพยายามข่มความโกรธ พยายามทำใจให้สงบเพื่อไม่ให้ส่งผลต่อสภาวะจิตใจ
ลู่เยี่ยถามด้วยความจริงใจว่า “พอจะเข้าใจได้หรือไม่ว่าศิษย์พี่ต้องการให้ข้าใช้วิธีเดิม คือใช้ฝ่ามือตบศิษย์พี่ด้วย?”
ทุกคน “…”
ช่างคลั่งไคล้! ช่างห้าวหาญเกินไปแล้ว!
นั่นคือศิษย์พี่เหลียงฉีเชียวนะ ยอดอัจฉริยะที่ติดสิบอันดับแรกขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์!
หากอยู่ในโลกภายนอก เขาสามารถข้ามขอบเขตไปสังหารผู้ที่อยู่ในขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ได้มากมาย!
จะมีใครในขอบเขตเดียวกันกล้าลั่นวาจาว่าจะใช้ฝ่ามือตบเขา แม้ว่าเหลียงฉีจะพยายามสงบสติอารมณ์ลงแล้ว แต่ในยามนี้เขาก็ยังถูกคำพูดที่ดู ‘ซื่อตรงและถ่อมตัว’ ของลู่เยี่ยกระตุ้นจนเดือดพล่าน
“ได้สิ! หากเจาสามารถใช้สามฝ่ามือเอาชนะข้าได้ ต่อไปข้าจะเรียกเจ้าว่าศิษย์พี่ เป็นอย่างไรบ้าง?”
เหลียงฉีกล่าวอย่างเย็นชา
ลู่เยี่ยรีบปฏิเสธทันที “เรื่องนี้ไม่เหมาะสมนัก ข้าเพิ่งเข้ามาในสำนักวันนี้เอง หากมีผู้ใดได้ยินเข้า จะดูเหมือนข้าไม่รู้จักความอาวุโส”
ทุกคนต่างไร้วาจา การต่อสู้ยังไม่ได้เริ่มต้นและยังไม่มีการตัดสินแพ้ชนะ เหตุใดเจ้าถึงมั่นใจนักว่าเหลียงฉีจะแพ้แล้วต้องเรียกเจ้าว่าศิษย์พี่?
เคร้ง!
เหลียงฉีไม่มีอารมณ์จะพูดไร้สาระอีกต่อไป เขาชักดาบออกจากฝักทันที ปลายดาบชี้ไปที่ลู่เยี่ย “สู้กันก่อนแล้วค่อยว่ากัน!”
สิ้นเสียง เหลียงฉีก็พุ่งโจมตีอย่างดุดัน ดาบแห่งวิถีคำรามกึกก้อง เจตจำนงดาบพุ่งออกมาราวกับคลื่น ฟันออกมาด้วยท่วงท่าอันทรงพลังสั่นสะเทือนขวัญผู้คน
‘ขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์แบบนี้ หากอยู่ในดินแดนต้าเฉียน เกรงว่าจะทำให้พวกบรรพชนขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ต้องหวาดกลัวได้’ ลู่เยี่ยอุทานในใจ
ต้าเฉียน… ช่างเล็กเกินไปจริงๆ!
ไม่น่าแปลกใจเลยที่ถูกเรียกว่าเป็นบ่อโคลนเล็กๆ ในระหว่างที่ความคิดกำลังหมุนเวียน ลู่เยี่ยก็ยกมือขึ้นและฟาดออกไปหนึ่งฝ่ามือ เรียบง่าย ดุดัน และไร้ซึ่งกระบวนท่าพลิกแพลง
ตึง!
ปราณดาบแตกกระจาย เปลวเพลิงปะทุร่วงหล่นราวดังสายฝน ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อของทุกคน ฝ่ามือของลู่เยี่ยครั้งนี้เหมือนการทำลายกิ่งไม้แห้ง เขาสามารถบดขยี้ปราณดาบที่เหลียงฉีฟันมาได้อย่างง่ายดาย
ยิ่งไปกว่านั้น พลังฝ่ามือนั้นยังสั่นสะเทือนส่งร่างของเหลียงฉีให้ต้องถอยร่นออกไป
ทุกๆ ก้าวที่ถอยออกไป พื้นดินใต้เท้าสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ใบหน้าของเหลียงฉีแดงก่ำขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งถอยร่นไปถึงก้าวที่เจ็ด เหลียงฉึจึงค่อยทรงตัวได้อย่างยากเย็น และใบหน้าของเขาในยามนี้แดงก่ำราวกับเลือด!
ทั่วทั้งลานต่างตกอยู่ในความโกลาหล ต่างเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ในชั่วขณะนั้น เว่ยเจวี่ย หลานไป๋เหอ เสวี่ยเฟิง และคนอื่นๆ ที่แต่เดิมยังนั่งชมการต่อสู้อยู่ข้างสระซีเย่ว ต่างลุกขึ้นยืนโดยสัญชาตญาณด้วยความตื่นตะลึง
คนนอกดูเอาสนุก คนในดูเอาวิชา
ในสายตาของเว่ยเจวี่ยและคนอื่นๆ ฝ่ามือที่ดูเหมือนจะดุดันและเรียบง่ายของซูหยวนนี้ แท้จริงแล้วแฝงไว้ด้วยพลังของมหาวิถีที่ก้าวร้าวอย่างถึงที่สุด จริงอยู่ที่ฝ่ามือนี้ไม่ได้นับว่าเป็นเคล็ดวิชาลับหรือพลังศักดิ์สิทธิ์ใดๆ แต่มันสามารถพิสูจน์ได้ชัดเจนที่สุดว่าพลังบำเพ็ญและมหาวิถีของซูหยวนนั้นแข็งแกร่งและล้ำลึกเพียงใด เขาถึงกล้าใช้เพียงพลังบำเพ็ญอันบริสุทธิ์เข้าปะทะกับเหลียงฉีตรงๆ!
และผลลัพธ์ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ในด้านพลังบำเพ็ญอันบริสุทธิ์ เหลียงฉีด้อยกว่าขั้นหนึ่ง!
ใบหน้าของเหลียงฉีหมองมัว แต่แววตาของเขากลับคืนสู่ความสงบเยือกเย็นอย่างสมบูรณ์ ไร้ซึ่งความคิดฟุ้งซ่านในจิตใจ
ในขณะนี้ เขาได้มองลู่เยี่ยเป็นศัตรูตัวฉกาจที่ต้องรับมืออย่างเต็มกำลังแล้ว!
เคร้ง!
ดาบแห่งวิถีส่งเสียงกึกก้อง เจตจำนงดาบเดือดพล่าน เหลียงฉีลงมืออย่างสุดกำลัง อานุภาพนั้นทำให้ศิษย์นอกสำนักจำนวนมากต้องรู้สึกทึ่ง อย่างไรก็ตาม ตามมาด้วยเสียงปะทะอันกึกก้องสะเทือนเลื่อนลั่น ปราณดาบระเบิดแตกกลายเป็นแสงดาบพุ่งกระจายไปทั่วทิศทาง ส่วนเหลียงฉี ร่างทั้งร่างของเขาถูกฝ่ามือตบปลิวออกไปอีกครั้ง
ครั้งนี้เขาได้รับบาดเจ็บแล้ว อาภรณ์ตรงหน้าอกฉีกขาด ปรากฏรอยฝ่ามือบุ๋มลงไปจนน่าหวาดเสียว เลือดสดๆ ไหลรินออกมา
บริเวณนั้นเงียบสงัด ผู้คนรู้สึกขนหัวลุก ก่อนหน้านี้อู่เยว่ก็ถูกปราบลงอย่างง่ายดายเช่นนี้ และตอนนี้เหลียงฉีผู้ที่พลังต่อสู้ติดอันดับสิบอันดับแรก ก็กำลังถูก ‘ตบ’ เช่นกัน!
ในอดีตใครจะไปคิดได้?
“ลองอีกครั้ง!!”
เห็นชัดว่าเหลียงฉีบาดเจ็บแล้ว แต่ทั่วร่างของเขากลับยิ่งเยือกเย็นขึ้น เจตจำนงดาบทั่วร่างก็ยิ่งแข็งแกร่งขึ้น ยิ่งพ่ายยิ่งฮึดสู้
ลู่เยี่ยเอ่ยแนะนำอย่างจริงใจว่า “ศิษย์พี่ยอมแพ้เถอะ ข้าเพียงแค่มาเยี่ยมเยียนและขอคำชี้แนะเท่านั้นไม่ได้มาเพื่อทำให้ท่านขายหน้า”
“เลิกพูดไร้สาระกับข้า!”
เหลียงฉีไม่สนใจแม้แต่น้อย เขาสะบัดดาบโจมตี
เส้นผมทุกเส้นของเขาลล้วนเปล่งประกายดาบออกมา ทั่วร่างถูกปกคลุมด้วยเจตจำนงดาบที่ลุกโชนราวกับเปลวเพลิงลุกขึ้นสู่ฟากฟ้า เมื่อดาบนี้ฟันลงมา พลังของค่ายกลต้องห้ามที่ปกคลุมยอดเขาว่านจ้าวก็ถูกกระตุ้นให้ทำงาน ก่อให้เกิดคลื่นพลังต้องห้ามที่มองไม่เห็นคล้ายระลอกน้ำแผ่ปกคลุมพื้นที่โดยรอบ
เป็นที่คาดการณ์ได้ว่าดาบของเหลียงฉีที่ปลดปล่อยกลิ่นอายแห่งการทำลายล้างนั้นช่างน่าตกตะลึงเพียงใด
ลู่เยี่ยหรี่ตามองดาบนี้… ช่างไม่ธรรมดาเลย!
จากนั้นลู่เยี่ยก็ตบฝ่ามือออกไปอีกครั้ง
ตูม!
เจตจำนงดาบที่ลุกโชติช่วงดุจคลื่นฟ้าคำรามนั้น ราวกับถูกคลื่นยักษ์ที่เหวี่ยงโดยเทพเจ้าทุบเข้าอย่างจัง แตกออกเป็นสองซีก เสียงระเบิดอันดังกึกก้องก่อนจะพังทลายสลายไป ส่วนร่างของเหลียงฉีนั้นถูกสยบลงกับพื้นอย่างรุนแรง พลังมหาวิถีที่ปกป้องร่างของเขาถูกทำลายจนหมดสิ้น สูญเสียกำลังที่จะดิ้นรนโดยสิ้นเชิง
เมื่อฝุ่นควันจางหายไป ผู้คนจึงมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าเหลียงฉีกำลังหมอบราบกับพื้น ร่างกายของเขายังกระตุกเป็นจังหวะๆ ราวกับเป็นโรคลมบ้าหมู
สามฝ่ามืออีกแล้ว!
และครั้งนี้ผู้ที่ถูกปราบคือเหลียงฉี ผู้มีพลังต่อสู้ติดอันดับสิบคนแรกของศิษย์ภายนอก!
ในชั่วขณะนั้น จิตใจของทุกคนต่างสั่นสะเทือน ไม่อาจดึงสติกลับมาได้
===========================