บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 390 การค้นวิญญาณซูหยวน
บทที่ 390 การค้นวิญญาณซูหยวน
“ท่านเจ้าสำนัก ข้ามีเรื่องน่ายินดียิ่งจะบอกแก่ท่าน”
“ท่านเจ้าสำนักก็ได้ยินเรื่องศิษย์นอกสำนักที่ชื่อซูหยวนแล้วหรือ?”
“ท่านเจ้าสำนัก จนถึงตอนนี้ข้ายังไม่มีศิษย์สายตรงเลย คราวนี้ข้าตั้งใจจะรับซูหยวนเป็นศิษย์!”
“ท่านเจ้าสำนัก…”
หลังจากชายร่างกำยำผู้นั้นมาถึงได้ไม่นาน บรรดาผู้อาวุโสคนอื่นๆ ก็ทยอยมาถึงอย่างต่อเนื่อง ทุกคนต่างก็ได้ยินเรื่องของ ‘ซูหยวน’ และรีบมาสอบถามข่าวคราวเป็นอันดับแรก
แม้แต่เหล่าผู้อาวุโสที่ปิดด่านฝึกฝนบางคน ยังถูกรบกวนจนยอมออกจากสถานที่ปิดด่าน เพื่อมาพบเจ้าสำนักอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ในชั่วขณะนั้น ตำหนักใหญ่ของสำนักก็กลายเป็นสถานที่คึกคักและวุ่นวายไปหมด
เดิมทีในใจของเสิ่นชิงเยียนยังรู้สึกยินดีกับซูหยวนเป็นอย่างยิ่ง ทว่าเมื่อได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ นางกลับรู้สึกถึงความกดดันอย่างประหลาด มีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ว่าความลับที่อยู่ในตัวซูหยวนไม่อาจเปิดเผยออกมาได้ เพราะนั่นคือเคล็ดวิชาของสำนักเต๋าเจิงชิง!
หากถูกเปิดเผยออกมา ยังไม่รู้เลยว่าจะนำพาความวุ่นวายมาสู่ซูหยวนมากเพียงใด
ไม่นานนัก ภายใต้คำสั่งของเจ้าสำนัก หลู่ฉางถิงและผู้อาวุโสนอกสำนักอีกสองท่านก็เดินทางมาถึงตำหนักใหญ่พร้อมกัน ช่างเป็นขบวนที่ยิ่งใหญ่เหลือเกิน!
‘คราวนี้เจ้าเด็กซูหยวนก่อเรื่องวุ่นวายไม่ใช่เล่นๆ เลย’ หลังจากหลู่ฉางถิงมาถึง เขาก็รู้สึกตกใจในใจ สังเกตเห็นว่าบรรดาผู้อาวุโสในสำนักส่วนใหญ่ได้มารวมตัวกันอยู่ในตำหนักใหญ่แล้ว เห็นได้ชัดว่าทุกคนต่างมาเพราะซูหยวน
“ผู้อาวุโสหลู่ เจ้าช่วยเล่าเรื่องการทดสอบเข้าสำนักของซูหยวนให้ฟังหน่อย”
เจ้าสำนักอี้เทียนกู้เอ่ยปาก
หลู่ฉางถิงจึงเล่าถึงกระบวนการทดสอบเข้าสำนักของซูหยวน รายละเอียดและผลคะแนนทีละอย่าง เขาเล่าอย่างกระชับและตรงไปตรงมา มิได้ต่อเติมเสริมแต่งแต่อย่างใด หลังจากฟังจบ ทุกคนที่นั่งอยู่ต่างก็พากันอึ้งไป
ผลการทดสอบทุกอย่างล้วนอยู่ในระดับปานกลางหรือ?
คำประเมินคือพรสวรรค์ระดับธรรมดาเท่านั้นหรือ?
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน?
หลู่ฉางถิงมีสีหน้าซับซ้อนพลางอธิบายว่า “สิ่งที่ยืนยันได้แน่นอนคือซูหยวนปิดบังความสามารถในการทดสอบ และนั่นก็ทำให้พวกข้าประเมินผิดไป”
เขาหยุดเว้นจังหวะเล็กน้อยก่อนจะอธิบายต่อ “ซูหยวนเองก็บอกแล้วว่าเดิมทีเขาอยากใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย และฝึกฝนอย่างสงบเสงี่ยมเจียมตัว จึงได้ปกปิดเอาไว้ขอรับ”
“แต่เขาคิดไม่ถึงว่าเพียงแค่เข้าสำนักมา ก็ถูกศิษย์นอกสำนักคนอื่นๆ มา ‘เยี่ยมเยียน’ ถึงหน้าประตู จนเขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องรับคำท้า ทำให้เปิดเผยพลังบำเพ็ญที่แท้จริงออกมา”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ บรรดาผู้อาวุโสเหล่านั้นต่างก็มีสายตาแปลกประหลาด และรู้สึกเข้าใจแล้ว สิ่งที่เรียกว่า ‘เยี่ยมเยียน’ ย่อมหมายถึงการถูกท้าทายถึงถิ่น ซึ่งเป็นธรรมเนียมเก่าแก่ของสำนักดาบต้าหลัว ตราบใดที่มาอยู่ที่สำนักดาบต้าหลัว ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแข่งขัน และต้องเตรียมใจถูกอัดไว้ตลอดเวลา!
หลู่ฉางถิงกระแอมไอเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ท่านเจ้าสำนัก ซูหยวนยังเคยถามว่า ในเมื่อเขาเอาชนะคู่ต่อสู้ของศิษย์นอกสำนักได้ทั้งหมดแล้ว เขายังจำเป็นต้องเข้าร่วมการประลองดาบเฉียนหลงในอีกสามวันข้างหน้าหรือไม่ขอรับ”
ทันใดนั้น ทุกคนในตำหนักต่างหันมามองหน้ากันด้วยสีหน้าแปลกๆ
แม้แต่เจ้าสำนักอี้เทียนกู้ยังอึ้งไป นั่นสิ ยังจำเป็นต้องเข้าร่วมอีกหรือ?
ประเด็นสำคัญคือ ต่อให้ยอมให้ซูหยวนเข้าร่วม คนอื่นๆ จะยังอยากประลองกับเขารู้อยู่อีกหรือไม่?
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง อี้เทียนกู้จึงกล่าวว่า “ช่างเถอะ ให้ตำแหน่งศิษย์สำนักในแก่ซูหยวนโดยตรงเลย นอกจากนี้อนุญาตให้เขาเข้าไปในถ้ำดาบต้าหลัว…”
ยังไม่ทันจะกล่าวจบ ก็มีเสียงหนึ่งขัดจังหวะขึ้นมา
“ท่านเจ้าสำนัก โปรดรอก่อน ศิษย์มีเรื่องจะกล่าว!”
ทุกคนหันไปมอง ก็เห็นศิษย์สำนักในหนานป๋อจวิน ผู้สวมหมวกสูงและเสื้อผ้าหรูหราก้าวออกมา ในเวลานี้หากเป็นศิษย์สำนักในทั่วไป ย่อมไม่กล้าขัดจังหวะคำพูดของเจ้าสำนักอย่างบุ่มบ่ามแน่นอน แต่หนานป๋อจวินนั้นไม่เหมือนคนอื่น เขามาจากตระกูลหนานแห่งชางสุย ซึ่งเป็นหนึ่งในหกตระกูลโบราณแห่งทวีปชิงมู่!
ภูมิหลังของเขานั้นยิ่งใหญ่นัก
“หนานป๋อจวิน เจ้ามีอะไรอยากจะพูดหรือ?”
อี้เทียนกู้ถาม
หนานป๋อจวินสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วกล่าวเสียงเคร่งขรึมว่า “ซูหยวนผู้นี้มีที่มาไม่ชัดเจน ศิษย์สงสัยว่าเขาจะมีความเกี่ยวข้องอย่างลึกซึ้งกับพวกเศษเดนของเมืองจักรพรรดิแดงขอรับ!”
เกิดเสียงฮือฮาไปทั่วตำหนัก บรรดาผู้อาวุโสทั้งหลายต่างแสดงสีหน้าเคลือบแคลงสงสัย
“ศิษย์น้องหนาน เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
ดวงตาของเสิ่นชิงเยียนพลันเย็นเยียบขึ้นมาทันที หมิงซื่อฮวาเองก็อยู่ในที่นั้นด้วย นางถึงกับตกตะลึง ไม่เคยคิดเลยว่าหนานป๋อจวินจะออกมาปรากฏตัว และปลายหอกก็ชี้ไปที่ซูหยวน เป็นเพราะซูหยวนแสดงออกอย่างโดดเด่นเกินไป จนทำให้เขารู้สึกไม่พอใจหรือ?
หรือเป็นเพราะซูหยวนได้รับการดูแลเป็นพิเศษจากเสิ่นชิงเยียน จนทำให้เขารู้สึกถึงภัยคุกคาม?
หมิงซื่อฮวารู้ดีว่า ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ศิษย์ชายคนใดที่เข้าใกล้เสิ่นชิงเยียน มักจะถูกหนานป๋อจวินกดขี่ข่มเหงแทบทุกคน!
และตอนนี้ถึงตาของซูหยวนแล้วหรือ?
“ศิษย์พี่ โปรดใจเย็นก่อน และโปรดฟังข้าพูดให้จบด้วยขอรับ”
หนานป๋อจวินมีสีหน้าจริงจัง เสิ่นชิงเยียนพยายามข่มความไม่พอใจในใจ “เอาละ เจ้าพูดมา! ข้าอยากจะรู้นักว่าเจ้าตั้งใจจะทำอะไรกันแน่!”
หนานป๋อจวินหันไปมองหน้าเจ้าสำนัก “ศิษย์ไม่ได้ตั้งใจจะโจมตีซูหยวน แต่ที่มาของคนผู้นี้มีปัญหาใหญ่จริงๆ ขอรับ”
“เขาที่เป็นเพียงผู้ฝึกตนอิสระ แต่กลับมีพลังต่อสู้ที่ท้าทายสวรรค์ได้ถึงเพียงนั้น นี่ปกติหรือ?”
“ท่านผู้อาวุโสทุกท่านที่อยู่ที่นี่ต่างทราบดีว่า ครั้งนี้ที่ซากปรักหักพังของเมืองจักรพรรดิแดงได้เกิดเหตุการณ์นองเลือดขึ้น”
“พวกเศษเดนของเมืองจักรพรรดิแดงหลบหนีไปได้”
“ค่ายพักของทั้งสี่ขุมกำลังใหญ่ถูกกวาดล้าง”
“สำนักดาบต้าหลัวของพวกเราต้องสูญเสียศิษย์สายตรงไปหลายคน แม้แต่ท่านผู้อาวุโสซู่ซูก็เกือบสิ้นลมหายใจ!”
“แต่ช่างประจวบเหมาะเหลือเกินที่ซูหยวนผู้นี้ก็ปรากฏตัวที่ซากปรักหักพังเมืองจักรพรรดิแดง และยังได้รับความไว้วางใจจากศิษย์พี่เสิ่น และมาเป็นศิษย์ที่สำนักดาบต้าหลัวของพวกเราอีก!”
“ในโลกนี้จะมีเรื่องบังเอิญเช่นนั้นได้อย่างไร?”
เสียงของหนานป๋อจวินก้องกังวานไปทั่วตำหนักใหญ่ ทำให้สีหน้าของทุกคนแปรเปลี่ยนไปมา
เสิ่นชิงเยียนลอบอุทานว่าแย่แล้ว นางเห็นว่าคำพูดของหนานป๋อจวินได้ทำให้เจ้าสำนักและบรรดาผู้อาวุโสทั้งหลายเกิดความสงสัยแล้ว!
“นอกจากนี้!”
หนานป๋อจวินกล่าวต่อ “ดูจากรากฐานและความสามารถในการต่อสู้ที่ท้าทายสวรรค์ที่เขาแสดงออกมาในวันนี้ ไม่ว่าเขาจะไปเข้าร่วมกับสำนักใดก็ไม่ใช่เรื่องยากเลยขอรับ!”
“แม้แต่การไปลองคัดเลือกในสี่สำนักชั้นนำของทวีปชิงมู่ เขาก็ย่อมมีโอกาสทำได้สำเร็จ เหตุใดเขาถึงเจาะจงต้องมาที่สำนักดาบต้าหลัวของพวกเราด้วย?”
“ข้ากล้ายืนยันว่าซูหยวนผู้นี้ต้องซ่อนเจตนาร้าย มีความประสงค์แอบแฝงแน่นอนขอรับ!”
คำพูดหนักแน่นแต่ละประโยค ทำให้ผู้อาวุโสหลายท่านเริ่มมีสีหน้าเคร่งขรึมลง หากเป็นจริงเช่นนั้น ปัญหาบนตัวของซูหยวนก็คงจะใหญ่หลวงนัก!
“ชิงเยียน ซูหยวนเป็นคนที่เจ้าพามา เจ้าจะว่าอย่างไร?”
สายตาของเจ้าสำนักมองมาที่เสิ่นชิงเยียน เสิ่นชิงเยียนสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วกล่าวว่า “ศิษย์เคยตรวจสอบที่มาของซูหยวนแล้ว ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ภูมิหลังของล้วนถูกบันทึกไว้ในทะเบียนราษฎร์ ซึ่งสามารถตรวจสอบได้อย่างละเอียดเจ้าค่ะ!”
หนานป๋อจวินถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ศิษย์พี่ คนผู้นั้นต้องเชี่ยวชาญการแปลงโฉมและปลอมแปลงแน่นอน แม้แต่ทะเบียนในมือของเขาก็อาจจะเป็นของปลอม!”
เสิ่นชิงเยียนจ้องมองหนานป๋อจวินด้วยสายตาเย็นเยียบ แล้วกล่าวทีละคำว่า “ข้าขอใช้เกียรติของข้าเป็นประกันว่าซูหยวนมิใช่คนชั่วร้ายแน่นอน!”
เด็กหนุ่มผู้นั้นไม่เพียงแต่เคยช่วยชีวิตนางไว้ แต่ยังเคยช่วยรักษาชีวิตของอาจารย์ลุงซู่ซู้เอาไว้ จะเป็นคนเลวได้อย่างไร?
“นอกจากนี้ หากศิษย์น้องหนานไม่มีหลักฐาน ก็อย่ากล่าวหาคนอื่นเช่นนี้!”
สายตาของเสิ่นชิงเยียนเฉียบคมยิ่งนัก “มิเช่นนั้นหากเป็นการใส่ร้ายซูหยวน ก็อย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ!”
หนานป๋อจวินทำหน้าแสดงความน้อยเนื้อต่ำใจ แล้วกล่าวด้วยความขื่นขมว่า “ศิษย์พี่ ท่านกับซูหยวนผู้นั้นเพิ่งพบหน้ากันเพียงไม่นาน แต่ข้ากับท่านเป็นศิษย์ร่วมสำนักกันมานานหลายปี เหตุใดท่านถึงเชื่อเขาแต่ไม่เชื่อข้าเล่า?”
ในตอนนี้เอง หมิงซื่อฮวาก็ได้เอ่ยขึ้นว่า “ศิษย์น้องซูหยวนอาจจะมีความลับที่ผู้อื่นไม่รู้ แต่ข้าก็ไม่เชื่อว่าศิษย์น้องซูหยวนจะเป็นคนชั่วเช่นกัน”
หนานป๋อจวินขมวดคิ้ว สีหน้าดูไม่ดีนัก ซูหยวนคนนี้มีดีอะไรกันแน่ ทำไมพวกท่านถึงได้เชื่อถือเขากันนัก!?
ทว่าหมิงซื่อฮวากวาดสายตามองทุกคนที่นั่งอยู่ แล้วกล่าวว่า
“ลองคิดดูเถิด หากศิษย์น้องซูหยวนมีปัญหาจริง เขาจะกล้าแสดงตัวอย่างโดดเด่นเช่นนี้ในวันนี้หรือ? เป็นเพราะกลัวว่าตัวเองจะเปิดเผยตัวไม่เร็วพอใช่หรือไม่?”
คำพูดนี้ทำให้หลายคนพากันพยักหน้าอย่างเงียบๆ คนที่มีเจตนาร้ายแอบแฝง จะกล้าก่อเรื่องวุ่นวายครั้งใหญ่ตั้งแต่วันแรกที่เข้าสำนักได้อย่างไร?
แม้แต่เจ้าสำนักก็อดไม่ได้ที่จะนิ่งเงียบไป สิ่งเดียวที่เขายืนยันได้คือ บนตัวของซูหยวนนั้นมีจุดที่น่าสงสัย
แต่มันยังบอกไม่ได้ว่าการที่เขาเข้าสำนักดาบต้าหลัวนั้นมีเจตนาร้ายแอบแฝงหรือไม่
“เรื่องนี้แก้ง่ายนิดเดียว แค่นำตัวซูหยวนมาที่นี่แล้วทำการค้นวิญญาณเสียก็สิ้นเรื่อง!”
ในตอนนั้นเอง หนานป๋อจวินก็กัดฟันกล่าวว่า “เมื่อถึงตอนนั้น เขาจะมีปัญหาหรือไม่ ก็จะกระจ่างชัดทันที!”