บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 394 สอนข้าเรื่องการเป็นคน!
บทที่ 394 สอนข้าเรื่องการเป็นคน!
ลู่เยี่ยเหลือบมองซุยกวงแวบหนึ่ง “เจ้าพูดประชดประชัน ตั้งใจจะเยาะเย้ยข้าใช่หรือไม่?”
ซุยกวงรีบโบกมือ “ไม่กล้าหรอก!”
ทว่าแววตาแห่งความเวทนาสงสารกลับไม่ได้ลดน้อยลงเลย การถูกเก็บไว้ในสำนักนอกสามปี ต่อให้เป็นอัจฉริยะที่ท้าทายสวรรค์เพียงใด สุดท้ายก็คงหนีไม่พ้นต้องกลายเป็นเพียงคนธรรมดา!
ลู่เยี่ยกล่าว “ศิษย์พี่ ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากจะขอคำชี้แนะจากท่าน”
ซุยกวงตอบ “เจ้าพูดมาเถิด ในสำนักนอกนี้ใครบ้างไม่รู้ว่าข้าเป็นคนใจดี”
ลู่เยี่ยกล่าว “หากข้าอัดท่านจนน่วม แล้วแย่งชิงสมบัติล้ำค่าบนตัวท่านไป ข้าจะได้รับการลงโทษเช่นไร?”
“เอ่อ… นิมัน…”
ซุยกวงยืนอึ้งอยู่อย่างนั้น รู้สึกเสียวสันหลังวาบ และสัมผัสได้ถึงเจตนาร้ายที่โถมเข้ามา
ลู่เยี่ยยิ้มตาหยี “ถ้าไม่อยากถูกอัด ก็ได้ขึ้นอยู่กับการแสดงออกของท่านแล้ว”
สีหน้าของซุยกวงเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาก่อนจะตบปากตัวเองเต็มแรง “โทษที่ปากเสียของข้าเอง สมควรแล้ว!”
กล่าวจบ เขาก็หยิบถุงเก็บของบนตัวออกมาแล้วโยนให้ลู่เยี่ย
“ศิษย์น้อง รับไปเถอะ!”
ลู่เยี่ยไม่ได้รับ ถุงเก็บของจึงตกลงที่เท้าของเขา
เขาจ้องซุยกวงแล้วกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “ในเมื่อจะชดเชย ก็ควรจริงใจสักหน่อยไม่ใช่หรือ?”
สีหน้าของซุยกวงเปลี่ยนเป็นไม่สู้นัก ในที่สุดเขากล่าวว่า “ศิษย์น้อง ต่อให้เจ้าจะเต็มไปด้วยความคับแค้นและโทสะ ก็ไม่ควรมาลงที่ขานะ ไม่ใช่ว่า…”
เพียะ!
ลู่เยี่ยสะบัดมือตบหน้าซุยกวงหนึ่งฉาด จนอีกฝ่ายเซถลาไปนั่งกองกับพื้น ใบหน้าบวมแดงและมีเลือดซึม
“ใครใช้ให้เจ้าหาเรื่อง?”
ลู่เยี่ยกล่าว “ต่อให้ข้าจะถูกกีดกัน แต่ข้าไม่ใช่คนที่เจ้าจะเหยียดหยามได้ตามใจชอบ หืม?”
ซุยกวงอับอายจนอยากจะตาย เขาเอามือกุมหน้าไม่กล้าส่งเสียง เพราะกลัวว่าลู่เยี่ยจะฉวยโอกาสอัดเขาซ้ำอีก
เขารู้ดีว่าการต่อสู้กันเองในสำนัก ตราบใดที่ไม่ถึงตาย ไม่ถือว่าผิดกฎเกณฑ์ร้ายแรง
ลู่เยี่ยกล่าว “มิเช่นนั้นข้าเจอเจ้าครั้งใด จะอัดเจ้าครั้งนั้น!”
ซุยกวงตัวแข็งทื่อไปทั้งร่าง ไม่กล้าคำนึงถึงศักดิ์ศรีของเขาอีกต่อไป รีบเก็บถุงเก็บของขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เขาใช้สองมือประคองถุงเก็บของตรงหน้า ก้มหน้ากล่าวอย่างขื่นขมว่า “ศิษย์น้อง ข้าผิดไปแล้ว โปรดอย่าได้ถือสาหาความเลย”
ลู่เยี่ยหัวเราะ “ศิษย์พี่ สิ่งที่ข้าทำไม่ถือว่าเป็นการแย่งชิงของใช่หรือไม่?”
ซุยกวงรีบกล่าวว่า “นี่คือความจริงใจที่ข้าขอมอบให้เพื่อชดเชยความผิดเอง จะเป็นการแย่งชิงได้อย่างไร?”
ลู่เยี่ยจึงเก็บถุงเก็บของไว้แล้วกล่าวว่า “ศิษย์พี่ เมื่อใดที่ข้ามีเงินไม่พอใช้ ข้าจะมาเยี่ยมท่านอีก”
นี่ยังไม่พออีกหรือ? ในอนาคตยังตั้งใจจะมากรรโชกเขาเป็นประจำอีกหรือ?
ซุยกวงตกตะลึง อยากร้องไห้แต่ไร้น้ำตา บัดซบ!
เขาก็แค่กะจะมาดูเรื่องตลกแล้วพูดจาเหน็บแนมไม่กี่คำเองไม่ใช่หรือ?
ทำไมเรื่องมันถึงกลายเป็นแบบนี้ไปได้?
ลู่เยี่ยตบไหล่ซุยกวงเบาๆ “จงดูแลตัวเองให้ดี”
หลังกล่าวจบ เขาก็หมุนตัวแล้วเดินจากไป
ภาพเหตุการณ์นี้ตกอยู่ในสายตาของศิษย์นอกสำนักไม่น้อย ทำให้ทุกคนรู้สึกขนลุกซู่ไปตามๆ กัน หลังจากรู้ชะตากรรมของลู่เยี่ย มีคนไม่น้อยที่คิดจะหัวเราะเยาะเขา
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับซุยกวงนั้น ทำให้ผู้คนต่างตระหนักถึงความจริงข้อหนึ่งอย่างฉับพลัน
ต่อให้ศิษย์น้องซูหยวนผู้นี้จะตกอับเพียงใด แต่ในหมู่ศิษย์นอกสำนัก เขาก็ยังเป็นตัวตนที่ไร้เทียมทาน!
ใครก็ตามที่กล้ามาหาเรื่องเขา ก็ไม่ต่างอะไรกับการรนหาที่ตาย สิ่งที่เกิดขึ้นกับซุยกวงเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนเป็นอย่างยิ่ง!
“ศิษย์น้องซู”
ลู่เยี่ยยังไม่ทันเดินพ้นยอดเขาว่านจ้าว ก็เห็นเสวี่ยเฟิง หลานไป๋เหอ และพวกศิษย์นอกสำนักระดับแนวหน้าอื่นๆ เดินมาหาตน แม้แต่เว่ยเจวี่ยที่เมื่อวานถูกเขาจัดการอย่างหนัก ก็ยังตามมาด้วย
“พวกเจ้าจะทำอะไร?”
ลู่เยี่ยเลิกคิ้ว “มาดูเรื่องตลกของข้าหรือ?”
“ศิษย์น้องซูอย่าเข้าใจผิด”
หลานไป๋เหอกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เมื่อสักครู่พวกเราได้รวมตัวกันไปพบเจ้าสำนักเพื่อขอความเป็นธรรมให้เจ้า แต่เพราะนี่เป็นคำสั่งของบรรพชนเทียนอวี้ เจ้าสำนักจึงไม่อาจตอบรับได้”
ลู่เยี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรู้สึกซาบซึ้งใจ
เขาไม่คาดคิดจริงๆ ว่าเหล่า ‘ผู้แพ้’ เมื่อวานนี้ จะรวมตัวกันเรียกร้องความเป็นธรรมให้ตน!
ช่างหาได้ยากจริงๆ
“ศิษย์น้องซู ข้าเชื่อว่าแม้ต้องเก็บเจ้าไว้ในที่มืดสามปี ความเฉียบคมของเจ้าก็ไม่มีวันถูกบั่นทอนลงได้!”
“ถูกต้อง พวกเราถือว่าไม่ตีไม่รู้จักกัน และพวกเราต่างก็รู้ดีว่ารากฐานและพรสวรรค์ของเจ้านั้นเหนือกว่าพวกเราไปไกลมากนัก เมื่อเห็นเจ้าถูกบีบคั้นเช่นนี้ พวกเราเองก็รู้สึกไม่สบายใจ”
“ศิษย์น้องซู เจ้าห้ามท้อแท้เด็ดขาด!”
ทุกคนต่างทยอยกันเอ่ยปาก ในคำพูดมีทั้งความโกรธแค้น ความจนใจ และการให้กำลังใจแก่ลู่เยี่ย เว่ยเจวี่ยถึงกับก้าวเข้ามาข้างหน้าแล้วกล่าวว่า “การต่อสู้เมื่อวานทำให้ข้าอับอายขายหน้าถึงที่สุด แต่ก็ทำให้ข้าเกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้ ศิษย์น้องซู โปรดรับคารวะจากข้าด้วย!”
กล่าวจบ เขาก็ประสานมือคารวะลู่เยี่ยอย่างนอบน้อม ลู่เยี่ยยิ้มออกมา ประสานมือคารวะตอบ “ศิษย์พี่ทุกท่าน น้ำใจของพวกท่าน ข้าซูหยวนจะไม่มีวันทำให้ผิดหวังอย่างแน่นอน!”
กล่าวจบ เขาก็หันหลังจากไป ทุกมองตามแผ่นหลังที่เดินจากไปของเขาด้วยความรู้สึกที่ซับซ้อน พวกเขารู้ดีกว่าใครว่าอัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งเช่นลู่เยี่ย หากถูกเก็บไว้สามปี ราคาที่ต้องจ่ายนั้นจะส่งผลกระทบต่อเส้นทางในอนาคตอย่างรุนแรงเพียงใด!
เพียงแต่พวกเขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมบรรพชนเทียนอวี้ถึงต้องทำเช่นนี้
ยอดเขาเทียนชิง ตำหนักคัมภีร์หลักของสำนักดาบต้าหลัวตั้งอยู่ทีกลางยอดเขาเทียนชิง
“เจ้าหนู เจ้ากลับไปเถอะ คำสั่งของบรรพชนเทียนอวี้พวกข้าไม่อาจขัดขืนได้”
หลีจั่ว ผู้อาวุโสเวรประจำตำหนักคัมภีร์หลักถอนหายใจพลางกล่าวเตือนลู่เยี่ยให้จากไปด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน บรรพชนเทียนอวี้ได้ออกคำสั่งเมื่อวานว่า ห้ามผู้ใดถ่ายทอดเคล็ดวิชาฝึกฝนให้ซูหยวนโดยพลการ และห้ามให้สิทธิพิเศษใดๆ แก่เขาโดยเด็ดขาด แน่นอนว่าเคล็ดวิชาลับและพลังศักดิ์สิทธิ์ในตำหนักคัมภีร์หลักแห่งนี้ ย่อมไม่เปิดให้เขาเข้าถึงเช่นกัน
ลู่เยี่ยกล่าวว่า “ท่านผู้อาวุโสเข้าใจผิดแล้ว ข้ามาที่นี่เพียงเพื่อขอยืมตำราที่ไม่เกี่ยวกับการฝึกฝนเท่านั้น อย่างเช่นตำราที่พรรณนาถึงห้าทวีปของดินแดนหลิงชาง หรือหนังสือที่เกี่ยวกับขนบธรรมเนียมประเพณีของโลกนี้ อะไรก็ได้ทั้งนั้น”
หลีจั่วชะงักไปครู่หนึ่ง “เจ้าจะอ่านหนังสือไร้สาระเหล่านี้ไปเพื่ออะไร?”
ลู่เยี่ยยิ้ม “ก็เพื่อฆ่าเวลานะสิ”
หลีจั่วรู้สึกสงสารขึ้นมาทันที เด็กคนนี้ถูกกระทบกระเทือนจิตใจจนหมดกำลังใจแล้วหรือ?
ไม่เช่นนั้นเหตุใดจึงต้องดูหนังสือไร้สาระเพื่อฆ่าเวลาด้วย?
สุดท้ายหลีจั่วก็ตกลง และอนุญาตให้ลู่เยี่ยเข้าไปในตำหนักคัมภีร์หลักเพื่อเลือก ‘หนังสือไร้สาระ’ เหล่านั้น
ตำราภูมิศาสตร์ห้าทวีป, บันทึกสนทนาของสำนักฝึกฝนทั่วหล้าทั้งอดีตและปัจจุบัน, บันทึกเรื่องราวพิสดารและเกร็ดตำนานทั่วหล้า, สารานุกรมภาพวิถีโลกแห่งดินแดนหลิงชาง… ตำราคล้ายๆ กันเหล่านี้ ลู่เยี่ยกวาดมาเป็นกองใหญ่ ตั้งใจว่าต่อจากนี้จะศึกษาให้ถ่องแท้
เมื่อลู่เยี่ยเตรียมตัวจะจากไป หลีจั่วก็อดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า
“ซูหยวน อย่าได้โทษข้าที่พูดมากเลย ผู้ฝึกดาบควรมีความมุ่งมั่นไม่ย่อท้อ การถูกเก็บงำไว้สามปีอาจเป็นการขัดเกลาจิตใจใหญ่อย่างหนึ่งก็ได้!”
“หากเจ้าท้อแท้สิ้นหวัง ผู้ที่ถูกทำลายก็คือตัวเจ้าเอง ไม่เกี่ยวกับผู้อื่นเลย!”
ลู่เยี่ยชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้า “ศิษย์จะจำไว้มั่น”
เมื่อกล่าวจบ เขาประสานมือกล่าวลา
“ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าทำไมท่านบรรพชนเทียนอวี้ถึงต้องไปบีบคั้นต้นกล้าชั้นเลิศเช่นนี้ น่าเสียดาย น่าเสียดายจริงๆ…”
หลีจั่วถอนหายใจอยู่ในใจ ในฐานะที่เขาเป็นผู้อาวุโสแห่งตำหนักคัมภีร์หลัก เขาพอจะนับได้ว่าเป็นระดับสูงของสำนัก เท่าที่เขารู้ ผู้อาวุโสระดับสูงส่วนใหญ่ต่างไม่เข้าใจเช่นกันว่าเหตุใดบรรพชนเทียนอวี้จึงทำเช่นนี้
“ศิษย์น้องซู โปรดหยุดก่อน!”
ที่เชิงเขาเทียนชิง ชายหนุ่มในอาภรณ์สีเงินยิ้มกว้าง เดินเข้ามาข้างหน้าขวางทางเดินลู่เยี่ยไว้
“ศิษย์พี่ ท่านนี้มีธุระอันใด?”
ลู่เยี่ยสังเกตเห็นว่าที่เอวของชายในอาภรณ์สีเงินแขวนป้ายประจำตัวของศิษย์สำนักใน
“เฮอะ!”
ชายในอาภรณ์สีเงินกวาดสายตามองลู่เยี่ยตั้งแต่หัวจรดเท้า พลางยิ้มกว้างแล้วกล่าวว่า “พูดตรงๆ เลยนะ พวกข้ามาที่นี่เพื่อจะสอนเจ้าให้รู้จักเป็นคน!”
ลู่เยี่ยงุนงง “เพราะเหตุใดหรือ?”
ชายในอาภรณ์สีเงินหัวเราะ “จะต้องมีเหตุผลด้วยหรือ? ข้าก็แค่อยากสอนเจ้าให้รู้จักเป็นคน ก็เลยมาที่นี่!”
เขาหยุดเว้นจังหวะครู่หนึ่งก่อนจะกล่าวอย่างจริงจัง “และข้ารับรองว่าวันนี้เจ้าหนีไม่พ้นแน่”
สิ้นเสียงของเขา ในทิศทางอื่นก็ปรากฏร่างขึ้นมาอีกสามสาย เป็นชายสองหญิงหนึ่ง ยืนคุมเชิงอยู่ในตำแหน่งที่ต่างกัน ปิดตายทางถอยของลู่เยี่ยไว้อย่างเงียบเชียบ
ลู่เยี่ยเองก็ยิ้มออกมา เผยให้เห็นฟันขาวเรียงตัวสวย “ศิษย์พี่ เช่นนั้นโปรดสอนข้าเป็นคนด้วยเถิด!”
========================