บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 397 ประลองยุทธผูกมิตรใครมาไม่เกี่ยง
บทที่ 397 ประลองยุทธผูกมิตรใครมาไม่เกี่ยง
“สุดท้ายแล้วลงโทษหักเบี้ยรายเดือนซูหยวนแค่สามเดือนเท่านั้นหรือ?”
ภายในถ้ำฝึกฝนแห่งหนึ่ง หนานป๋อจวินขมวดคิ้วมุ่น ใบหน้าดูมืดมนเล็กน้อย
“ช่วยไม่ได้จริงๆ ผู้อาวุโสเนี่ยเจินแห่งตำหนักคุมกฎออกหน้าด้วยตัวเอง”
จู่จื่อเทา ผู้อาวุโสแห่งสำนักในถอนหายใจ “ถ้าเปลี่ยนเป็นผู้อาวุโสคนอื่น คราวนี้ข้าคงได้ฉวยโอกาสจับตัวซูหยวนแล้วเหยียดหยามเจ้าหนุ่มนั้นอย่างไม่ปรานี”
หนานป๋อจวินกล่าว “ท่านเป็นผู้อาวุโส หากทำเช่นนั้นย่อมผิดกฎของสำนัก และอาจทำให้ตัวท่านเองได้รับความเดือดร้อนไปด้วย”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง หนานป๋อจวินก็ถอนหายใจแล้วกล่าวว่า “ที่จริงแล้วเป็นเพราะพวกฉู่เฟิงอ่อนแอเกินไป ใครจะไปคิดว่าพลังต่อสู้ของซูหยวนจะท้าทายสวรรค์ถึงขั้นนี้”
จู่จื่อเทากล่าวว่า “ตามความเห็นข้า เห็นทีคงต้องขอความช่วยเหลือจากอัจฉริยะชั้นยอดในสำนักในที่อยู่ในขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น ถึงจะมีโอกาสเอาชนะซูหยวนได้จริงๆ”
“เพียงแต่ว่า…”
จู่จื่อเทาขมวดคิ้ว “พวกยอดอัจฉริยะเหล่านั้นไม่ใช่คนที่จะเชิญมาได้ง่ายๆ”
หนานป๋อจวินฉุกคิดขึ้นได้ จึงกล่าวว่า “ท่านอาวุโสจู่ ท่านสามารถใช้ชื่อของท่านบรรพชนเทียนอวี้ แล้วบอกใบ้พวกยอดอัจฉริยะเหล่านั้นว่า ใครก็ตามที่ช่วยกดข่มความโอหังของซูหยวน ในอนาคตเมื่อแย่งชิงตำแหน่งศิษย์สายตรง โอกาสของคนผู้นั้นก็จะมากขึ้น”
ในสำนักดาบต้าหลัว ศิษย์สายตรงมีตำแหน่งเพียงเก้าสิบเก้าคนเท่านั้น ทว่าบางตำแหน่งกลับว่างเว้นมานานหลายปี ทำให้ไม่สามารถรวบรวมคนครบเก้าสิบเก้าคนได้จริงๆ เสียที นั่นเป็นเพราะเงื่อนไขการทดสอบเพื่อเป็นศิษย์สายตรงนั้นเข้มงวดและวิปริตเกินไป แต่หากได้เป็นศิษย์สายตรงแล้ว ฐานะและอำนาจจะสูงส่งจนเบื้องบนของสำนักต้องเกรงใจ แม้แต่สิทธิประโยชน์ก็ยังดีกว่าท่านอาวุโสทั่วไปมากนัก!
หนานป๋อจวินมั่นใจว่าหากใช้สิ่งนี้เป็นเหยื่อล่อ ย่อมสั่นคลอนจิตใจของพวกอัจฉริยะเหล่านั้นได้อย่างแน่นอน!
จู่จื่อเทาตกตะลึง “หากทำเช่นนี้ เมื่อท่านบรรพชนเทียนอวี้รู้เข้า…”
หนานป๋อจวินหัวเราะ “วางใจเถิด ข้ามั่นใจว่าต่อให้บรรพชนเทียนอวี้รู้ นอกจากจะไม่ตำหนิแล้ว ยังจะยินดีให้มันเกิดขึ้นด้วยซ้ำ!”
จู่จื่อเทากัดฟันตัดสินใจ “เช่นนั้นก็ลองดูกัน!”
หนานป๋อจวินดื่มสุราหนึ่งจอก “น้ำใจของผู้อาวุโสจู่ในครั้งนี้ ข้าหนานป๋อจวินจะไม่ลืม ตระกูลหนานแห่งชางสุยที่อยู่เบื้องหลังข้าก็จะไม่ลืมเช่นกัน!”
จู่จื่อเทาไม่ลังเลอีกต่อไป รีบตอบตกลงทันที แต่ในขณะนั้นเอง กลับมีคนรับใช้รีบวิ่งมารายงานด้วยความลนลาน
“นายน้อย เพิ่งมีข่าวส่งมาว่า ซูหยวนผู้นั้นไปที่ยอดเขาจื่ออวิ๋น แถมยังแขวนป้ายผ้าไว้ด้วยขอรับ”
หนานป๋อจวินตกใจ “บนป้ายผ้าเขียนว่าอะไร?”
คนรับใช้กล่าวตะกุกตะกัก “ประลองยุทธผูกมิตร ไม่ปฏิเสธทุกคนที่มา ขอรับ”
หนานป๋อจวิน “…”
จู่จื่อเทา “…”
ทั้งคู่หันมามองหน้ากันด้วยความงุนงง ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง พวกเขาทั้งสองกำลังกังวลว่าจะหาโอกาสไหนไปกดดันความหยิ่งผยองของซูหยวนดี นึกไม่ถึงเลยว่าเจ้าเด็กนี่จะรนหาที่ ไปท้าทายถึงยอดเขาจื่ออวิ๋นด้วยตัวเอง!
ที่นั่นมันสถานที่ฝึกฝนของศิษย์สำนักในนะ
เขาที่เป็นเพียงศิษย์นอกสำนัก แต่กลับไปยืนขวางอยู่ตรงนั้น แถมยังแขวนป้ายผ้าที่เขียนว่า ‘ประลองยุทธผูกมิตร ใครมาไม่เกี่ยง’ ช่างหยิ่งยโสโอหังถึงขีดสุดจริงๆ เรื่องแบบนี้ศิษย์สำนักในคนไหนจะไปทนไหว?
“ฮ่าๆๆ ซูหยวนคนนี้เป็นคนที่มีความสามารถในการก่อเรื่องจริงๆ!”
หนานป๋อจวินอดไม่ได้ที่จะแหงนหน้าขึ้นหัวเราะดังๆ
“การกระทำของเขาในครั้งนี้ เท่ากับไปแหย่รังแตนเข้าให้แล้ว!”
จู่จื่อเทากล่าวอย่างเวทนาว่า “สวรรค์จะให้ผู้ใดดับสูญ ย่อมทำให้คนผู้นั้นคลั่งก่อน ซูหยวนคนนี้หลังจากถูกท่านบรรพชนเทียนอวี้กดดัน สงสัยคงจะเสียสติไปแล้วแน่ๆ!”
จากนั้นเขาก็ถามว่า “จริงด้วย ข้ายังต้องไปทำเรื่องนั้นอีกหรือไม่?”
“ทำสิ! ทำไมจะไม่ทำละ?”
หนานป๋อจวินกล่าวว่า “ข้าต้องการให้พวกสำนักในรู้ว่า การอัดซูหยวนนั้นไม่เพียงแต่ระบายอารมณ์ได้เท่านั้น แต่ยังได้รับผลประโยชน์อีกด้วย!”
ตำหนักคุมกฎ
“ผู้อาวุโสเนี่ย ครั้งนี้ต้องขอบคุณมาก”
เมื่อเห็นเนี่ยเจินกลับมา หมิงซื่อฮวาก็รีบเข้าไปต้อนรับทันที ก่อนหน้านี้เป็นนางเองที่รีบส่งข่าวบอกเนี่ยเจินว่า พวกจู่จื่อเทาและฉู่เฟิงร่วมมือกันจงใจรังแกลู่เยี่ย
“ขอบคุณอะไรกัน นี่เป็นสิ่งที่ข้าในฐานะผู้อาวุโสแห่งตำหนักคุมกฎควรทำอยู่อยู่แล้ว”
เนี่ยเจินเป็นคนเคร่งครัด เคร่งขรึม ไม่ค่อยยิ้ม แต่เมื่อเผชิญหน้ากับหมิงซื่อฮวา แววตาของเขากลับอ่อนโยนลงไม่น้อย “อีกอย่าง ซูหยวนไม่ได้ถูกรังแกสักหน่อย ตรงกันข้าม เขาต่างหากที่เป็นฝ่ายรังแกคนอื่น”
หมิงซื่อฮวากะพริบตาคู่งามที่เปี่ยมเสน่ห์พลางยิ้มว่า “ก็พวกฉู่เฟิงเป็นฝ่ายมาหาเรื่องถึงที่เอง จะไปโทษศิษย์น้องซูหยวนได้อย่างไรเจ้าคะ?”
เนี่ยเจินกล่าวว่า “ข้าก็เข้าใจดีว่า การตัดสินใจของบรรพชนเทียนอวี้เมื่อวาน ทำให้ลู่เยี่ยรู้สึกคับแค้นใจมาก แต่สิ่งที่เขาทำในวันนี้มันเกินกว่าเหตุไปจริงๆ ตามกฎของสำนัก ข้าเลยลงโทษเขาด้วยการหักเบี้ยเลี้ยงรายเดือนของเขาไปสามเดือน”
หมิงซื่อฮวาหัวเราะ “ผู้อาวุโสเนี่ยเที่ยงธรรม ช่างน่าเลื่อมใสจริงๆ”
นางรู้ดีในใจว่าเนี่ยเจินได้ช่วยเหลืออยู่แล้ว เพราะการลงโทษครั้งนี้นับว่าเบาที่สุดแล้ว
“แม่หนู ข้ารู้สึกสงสัยยิ่งนัก เหตุใดเจ้าจึงใส่ใจซูหยวนขนาดนี้?”
เนี่ยเจินถาม หมิงซื่อฮวาตอบอย่างจริงจัง “พบเห็นความไม่ยุติธรรม ย่อมต้องชักดาบช่วยเหลือ!”
เนี่ยเจิน “……”
หมิงซื่อฮวาหลุดขำออกมา “รู้อยู่แล้วว่าท่านต้องไม่เชื่อ”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ ด้านนอกตำหนักคุมกฎก็มีเสียงอื้ออึงดังขึ้น
“อะไรนะ? ซูหยวนคนนั้นไปปิดทางขึ้นยอดเขาจื่ออวิ๋นหรือ?”
“ประลองยุทธผูกมิตร ใครมาไม่เกี่ยง? นี่กำลังท้าทายศิษย์สำนักในทั้งหมดเลยนี่!”
“เจ้านั่น… คงจะเสียสติไปแล้วจริงๆ มั้งเนี่ย?”
เมื่อได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ เนี่ยเจินก็อดไม่ได้ที่จะนวดขมับพลางถอนหายใจ “เจ้าเด็กนี้ขยันหาเรื่องจริงๆ”
เมื่อวานเพิ่งจะกวาดล้างศิษย์นอกสำนักจนสร้างความตื่นตระหนกให้ทั่วทั้งสำนัก วันนี้ก็บุกขึ้นมาที่สำนักในเพื่อท้าประลองกับศิษย์สำนักในทั้งหมด!
เจ้าหนุ่มคนนี้หลังจากถูกบรรพชนเทียนอวี้กดดัน ไม่เพียงแต่ไม่ยอมลดราวาศอก แต่กลับยิ่งหนักข้อขึ้นไปอีก!
หมิงซื่อฮวามีแววตาซับซ้อน “ผู้อาวุโสเนี่ย ข้าไม่คิดเช่นนั้น ซูหยวนเขารู้สึกอึดอัดและคับแค้นใจมากเกินไป อัจฉริยะที่หาได้ยากอย่างเขา มีหรือจะยอมกลืนความอัปยศนี้ลงคอได้?”
หมิงซื่อฮวาหยุดครู่หนึ่งแล้วกล่าวต่อว่า “ข้ากล้ายืนยันว่าที่ศิษย์น้องซูหยวนทำเช่นนี้ ก็เพื่อต้องการพิสูจน์ว่าความเฉียบคมของเขาไม่มีใครสามารถกดข่มได้! อีกทั้งยังต้องการบอกให้ทุกคนในสำนักรู้ว่า การตัดสินใจของท่านบรรพชนเทียนอวี้ นั้นผิดพลาด!”
ในแววตาของหมิงซื่อฮวาเต็มไปด้วยความเวทนาสงสาร
เนี่ยเจินกล่าวว่า “แต่หากเขาพ่ายแพ้ขึ้นมา ชื่อเสียงก็จะย่อยยับและถูกเหยียดหยามจมดินอย่างแท้จริง”
หมิงซื่อฮวามองด้วยแววตาอันลึกลับแล้วกล่าวว่า “นั่นไม่ใช่สิ่งที่ท่านบรรพชนเทียนอวี้อยากเห็นหรอกหรือ?”
กล่าวจบ หมิงซื่อฮวาก็เดินออกไปนอกตำหนักใหญ่
“เจ้าจะไปทำอะไร?”
“แน่นอนว่าไปให้กำลังใจศิษย์น้องซูหยวน!”
เนี่ยเจิน “……”
เขาส่ายหน้า ไม่ค่อยเห็นด้วยกับการกระทำของลู่เยี่ยในครั้งนี้ เขามองว่าจิตใจของลู่เยี่ยเริ่มมีปัญหา จึงได้ทำเรื่องที่บ้าคลั่งเช่นนี้
ต้องรู้ว่าในบรรดาศิษย์สำนักในเหล่านั้น มีคนอยู่ในขอบเขตแกนศักดิ์สิทธิ์ไม่น้อยเลยนะ!
เข้าไปปิดหน้าประตูเขาแบบนั้น จะมีโอกาสชนะได้อย่างไร?
ณ เชิงเขายอดเขาจื่ออวิ๋น มีลำธารใสสะอาดไหลผ่านอย่างช้าๆ ริมลำธารคือป่าไผ่สีเขียวขจี ลู่เยี่ยนั่งอยู่ริมลำธารบนก้อนหินสีเขียว หน้าป่าไผ่ข้างกายมีเหยือกสุราวางอยู่
ในมือถือตำราเล่มหนึ่งกำลังอ่านอย่างเพลิดเพลิน ร่างอันสูงสง่าอาบไล้ด้วยแสงตะวันและเงาเมฆ เขากำลังพลิกอ่านตำราอย่างสบายอารมณ์และมีสมาธิ จะอ่านหนังสือที่ไหนมันก็อ่านได้ทั้งนั้นแหละ แต่ทิวทัศน์ตรงนี้ช่างงดงามไม่ธรรมดา และที่ป่าไผ่เบื้องหลังเขา มีป้ายผ้าผืนหนึ่งแขวนเด่นหรา อยู่บนนั้นเขียนอักษรด้วยน้ำหมึกที่ทรงพลังแปดคำว่า
‘ประลองยุทธผูกมิตร ใครมาไม่เกี่ยง’
ลายเสือนอักษรเฉียบคมทรงพลัง ราวกับปลายดาบที่แสดงความอิสระเสรี
ณ ที่ห่างออกไป มีผู้คนมากมายรวมตัวกันล้อมรอบอยู่ และกำลังวิพากษ์วิจารณ์กันอยู่ บนยอดเขาจื่ออวิ๋น บรรดาศิษย์สำนักในเหล่านั้นต่างก็ถูกรบกวนจนต้องพากันลงมาจากเขา และข่าวเกี่ยวกับการที่ลู่เยี่ยมาท้าประลองและขวางประตูยอดเขาจื่ออวิ๋น ก็กำลังแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นๆ ของสำนักอย่างรวดเร็ว
สำหรับเรื่องเหล่านี้ ลู่เยี่ยไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย เขาตั้งใจจะทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ตั้งแต่แรกอยู่อย่างแล้ว คืนที่เสิ่นชิงเยียนจะปิดด่านนั้น นางเคยเตือนเขาว่า หนานป๋อจวินเป็นคนใจแคบ แน่นอนว่าเขาไม่ยอมเลิกราง่ายๆ แน่ และจะต้องหาทางแก้แค้นเขาแน่นอน
การปรากฏตัวของฉู่เฟิงและคนอื่นๆ จะต้องเกี่ยวข้องกับหนานป๋อจวินอย่างแน่นอน และสิ่งที่ลู่เยี่ยกำลังทำอยู่ในตอนนี้ คือการชิงลงมือก่อน ไม่เปิดโอกาสให้หนานป๋อจวินได้วางแผนแก้แค้นได้สำเร็จ!
=========================