บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 402 เพราะอะไร
บทที่ 402 เพราะอะไร
พร้อมกับเสียงนั้น ชายหนุ่มในชุดขนนกสีเขียวอ่อนพลันปรากฏตัวขึ้นในลานประลอง
อิ่นหานซาน
ศิษย์สำนักในขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์ ผู้ผ่านทัณฑ์เคราะห์ห้าเสื่อมมาสองครั้งแล้ว!
ในบรรดาศิษย์สำนักในขอบเขตเดียวกัน อิ่นหานซานนับเป็นหนึ่งในผู้โดดเด่น
เมื่อเขาปรากฏตัว ฝูงชนพลันเกิดความโกลาหลเล็กน้อย
“ศิษย์พี่อิ่น ท่านลงสนามแบบนี้ ไม่กลัวคนจะว่าท่านใช้อำนาจรังแกผู้อ่อนแอกว่าหรือ?”
“การต่อสู้ภายในสำนัก ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่าให้ใช้ขอบเขตพลังกดข่มผู้อื่น!”
ศิษย์นอกสำนักหลายคนแสดงความไม่พอใจ และเรียกร้องความยุติธรรมให้กับลู่เยี่ย
“โวยวายอะไรกัน ไม่เห็นหรือว่าพลังการต่อสู้ของศิษย์น้องซูนั้นได้เป็นอันดับหนึ่งของขอบเขตหลอมรวมศักดิ์สิทธิ์แล้ว? ตามความเห็นข้า ศิษย์น้องซูมีรากฐานที่สามารถต่อกรข้ามขอบเขตได้อย่างแน่นอน!”
มีคนสนับสนุนอิ่นหานซาน เพราะหวังจะได้เห็นการประลองที่ตื่นตาตื่นใจยิ่งขึ้น
“ไม่ผิด การประลองแลกเปลี่ยนวิถี ต่างกันแค่หนึ่งขอบเขตเท่านั้น ไม่ถือว่าเป็นอะไร”
หลายคนอยากเห็นอิ่นหานซานลงมือ และบีบให้ลู่เยี่ยแสดงขีดจำกัดที่แท้จริงออกมา
เมื่อเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ อิ่นหานซานยิ้มตาหยี ไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย สายตาของเขาจ้องมองเพียงลู่เยี่ยเท่านั้น
ลู่เยี่ยย่อมไม่ปฏิเสธแน่นอน
ในเมื่อเขากล้ามาปิดทางขึ้นยอดเขาจื่ออวิ๋น เขาย่อมคาดการณ์ถึงศิษย์สำนักในขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นไว้แล้ว
และเขาก็กำลังอยากใช้โอกาสนี้ทดสอบดูว่า ศิษย์ขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์ของสำนักดาบต้าหลัวมีความสามารถมากแค่ไหนกันแน่
“ขอให้ศิษย์พี่ช่วยชี้แนะด้วย”
ลู่เยี่ยยังคงแสดงท่าทางอ่อนน้อมถ่อมตน
อิ่นหานซานกล่าวเย้าแหย่ว่า “ยังคิดจะสู้ด้วยมือเปล่าอีกหรือ?”
ก่อนหน้านี้ในการต่อสู้ทั้งสามสิบหกครั้ง ลู่เยี่ยไม่เคยชักดาบออกมาเลย
ทุกคนต่างเห็นประจักษ์กับตา
อิ่นหานซานเองย่อมมองเห็นเช่นกัน
แต่นอกเหนือความคาดหมายของเขา ลู่เยี่ยยิ้มและตอบโดยแทบไม่เสียเวลาคิดว่า “เหตุใดจะไม่ได้เล่า?”
อิ่นหานซานชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพึมพำว่า “มารดามันเถอะ นี่มันไม่เห็นขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์อย่างข้าอยู่ในสายตาเลย…”
ทุกคนต่างตกตะลึง
“ศิษย์น้องซูหยวนยังคงคิดจะต่อสู้ด้วยมือเปล่างั้นหรือ?”
ต้องรู้ไว้ว่า คู่ต่อสู้ในครั้งนี้ไม่ใช่ผู้อยู่ในขอบเขตแก่นศักดิ์สิทธิ์ธรรมดา ๆ เสียหน่อย!
“ศิษย์พี่ล้อข้าเล่นแล้ว ป้ายของข้าเขียนไว้ชัดเจนว่าประลองยุทธ์ผูกมิตร ใครมาไม่เกี่ยง ข้าย่อมไม่กล้าดูแคลนศิษย์พี่หรือศิษย์พี่หญิงท่านใดที่จะมาชี้แนะข้าหรอก”
ลู่เยี่ยประสานมือคารวะ “แน่นอนว่าศิษย์พี่ไม่จำเป็นต้องลำบากใจ ท่านสามารถชักดาบออกมาได้ตามสบาย”
อิ่นหานซาน “…”
การมีพลังบำเพ็ญสูงกว่าอีกฝ่ายหนึ่งขอบเขต เดิมทีก็เสียกิริยาและดูไม่เป็นธรรมอยู่แล้ว
หากยังต้องชักดาบเข้าสู้อีก ต่อให้ชนะไปก็คงถูกผู้คนตราหน้าว่าไร้ยางอาย
“เช่นนั้นเอาแบบนี้แล้วกัน มาลองดูว่าเจ้าจะบีบให้ข้าชักดาบออกมาได้หรือไม่ เป็นอย่างไร?”
อิ่นหานซานตอบกลับพร้อมรอยยิ้ม
ลู่เยี่ยกล่าว “ข้าจะพยายามสุดความสามารถ”
“ศิษย์น้อง เชิญ!”
“ศิษย์พี่ เชิญ!”
ทั้งสองยืนเผชิญหน้ากัน บรรยากาศตึงเครียดราวกับพร้อมจะประลองดาบกันทุกเมื่อ
แต่ในขณะที่การต่อสู้ครั้งใหญ่กำลังจะเกิดขึ้น เสียงหนึ่งพลันดังสะท้อนก้องไปทั่วท้องนภา
“ตามโองการศักดิ์สิทธิ์ของท่านบรรพชนเทียนอวี่ ขอสั่งให้ศิษย์นอกสำนัก ศิษย์สำนักใน และศิษย์สายตรงทั้งหมดห้ามประลองกับซูหยวนอีกต่อไป!”
เสียงดังกึกก้องราวกับฟ้าผ่า สะเทือนไปทั่วฟ้าดิน ทำให้แก้วหูของทุกคนปวดแสบไปหมด
ทุกคนต่างเปลี่ยนสีหน้าทันที เพราะจำได้ว่าเสียงที่ประกาศโองการศักดิ์สิทธิ์ของบรรพชนเทียนอวี่คือผู้อาวุโสรองฉีอวิ๋นจง
ทันใดนั้น ผู้คนในที่นั้นต่างขมวดคิ้วและเกิดความรู้สึกต่อต้านในใจ
แค่การประลองระหว่างศิษย์ในสำนัก เรื่องแค่นี้ก็ต้องมายุ่งด้วยหรือ?
บรรพชนเทียนอวี่จะต้องไม่ชอบหน้าซูหยวนขนาดไหนกัน ถึงได้ออกโองการศักดิ์สิทธิ์อันโหดร้ายรุนแรงเช่นนี้?
หมิงซือฮว่าทนไม่ไหว จึงโพล่งขึ้นว่า “ท่านผู้อาวุโสรอง ขอถามหน่อยว่าศิษย์น้องซูหยวนละเมิดกฎของสำนักข้อใดกันหรือ? เหตุใดจึงไม่ให้เขาประลองกับศิษย์คนอื่น ๆ?”
“ใช่แล้ว! นี่มันไม่ยุติธรรมเกินไปแล้ว!”
ทันใดนั้น ทั้งศิษย์นอกสำนักและศิษย์สำนักในต่างส่งเสียงสนับสนุนกันระงม ด้วยความโกรธแค้นและต้องการทวงความเป็นธรรมให้ลู่เยี่ย
บรรดาผู้อาวุโสของสำนักที่อยู่ในที่นั้น ในใจต่างก็รู้สึกไม่พอใจเช่นกัน
เมื่อเห็นภาพตรงหน้านี้ ทุกคนต่างเลือกที่จะนิ่งเงียบ ไม่มีใครช่วยดุว่าบรรดาศิษย์ที่เอ่ยปากตั้งคำถามเหล่านั้น
ลู่เยี่ยเห็นเช่นนี้ นอกจากจะไม่โกรธแล้ว ในใจกลับรู้สึกยินดียิ่งนัก
เขามั่นใจว่า การกระทำของบรรพชนเทียนอวี่ได้ปลุกความไม่พอใจในหมู่คนจำนวนมากของสำนักแล้ว (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ยิ่งเขาถูกกดดันมากเท่าใด เสียงคัดค้านต่อต้านเขาก็จะยิ่งดังขึ้น และนั่นจะเป็นผลดีต่อตนเอง!
และนี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ลู่เยี่ยเลือกจะทำให้เรื่องราวลุกลามใหญ่โตในวันนี้
เขาอยากจะรู้เหมือนกันว่า เมื่อคนส่วนใหญ่ในสำนักต่างพากันเห็นอกเห็นใจ ยอมรับ และทวงความยุติธรรมให้ตน บรรพชนเทียนอวี่จะวางตัวอย่างไร!
“เงียบ!”
เสียงตวาดของผู้อาวุโสรองฉีอวิ๋นจงดังขึ้น กดข่มเสียงทั้งหมดในลานประลอง
“นี่คือโองการศักดิ์สิทธิ์ของท่านบรรพชนเทียนอวี่ พวกเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาตั้งคำถาม?”
ฉีอวิ๋นจงกล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มงวด “ใครกล้าฉวยโอกาสก่อความวุ่นวายอีก จะถูกลงโทษตามกฎสำนักขั้นเด็ดขาด!”
“จริงหรือ?”
เหยียนโม่พลันก้าวออกมา “ข้าอยากจะถามนักว่า ที่ว่าฉวยโอกาสก่อความวุ่นวายคืออะไร และผู้อาวุโสรองจะใช้กฎข้อไหนมาลงโทษข้า!”
แววตาของเขาเย็นเยียบ “เมื่อท่านบรรพชนเทียนอวี่กดขี่ศิษย์น้องซูหยวนอย่างไร้เหตุผล พวกข้าเพียงแค่ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้ศิษย์น้องซูหยวน แม้แต่เรื่องนี้ก็ทำไม่ได้หรือ?”
ทันใดนั้น ฝูหมิง หวังหง และศิษย์สำนักในอีกกว่าสามสิบคนที่เคยแพ้ให้แก่ลู่เยี่ย ต่างพากันก้าวออกมาเผชิญหน้าพร้อมกับเหยียนโม่!
และเมื่อเห็นภาพนั้น ศิษย์นอกสำนักอย่างเว่ยเจวี๋ย เสวี่ยเฟิง หลานไป๋เหอ และคนอื่น ๆ ก็ก้าวออกมาเช่นกัน!
ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีศิษย์พี่ศิษย์น้องหญิงอีกหลายคนที่ลู่เยี่ยไม่รู้จักเลยด้วยซ้ำ ก็ลุกขึ้นมาแสดงจุดยืนในช่วงเวลานี้
ทุกสิ่งนี้ ทำให้ลู่เยี่ยรู้สึกสะเทือนใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
หมิงซือฮว่าย่อมก้าวออกมาด้วยเช่นกัน
นางรู้สึกสะเทือนใจและตระหนักได้ว่า ศิษย์น้องซูหยวนได้อาศัยพลังต่อสู้อันน่าทึ่งชนะใจและได้รับการยอมรับจากคนจำนวนมากในสำนักไปเสียแล้ว
ดังนั้น เมื่อลู่เยี่ยเผชิญกับความอยุติธรรมอีกครั้ง จึงมีคนมากมายเลือกที่จะออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมให้แก่เขา!
นี่แหละ คือน้ำใจของมนุษย์
“พวกเจ้า… ช่างบังอาจเหลือเกิน!”
ฉีอวิ๋นจงโกรธจัดอย่างเห็นได้ชัด “หากยังไม่ถอยไป ข้าจำเป็นต้องสั่งให้คนของตำหนักคุมกฎออกมาจัดการพวกเจ้าตามกฎระเบียบ!!”
เสียงดังก้องไปทั่วทุกทิศ
ทว่าไม่มีใครยอมถอยแม้แต่ก้าวเดียว
“ต่อให้วันนี้ท่านบรรพชนเทียนอวี่จะมาด้วยตนเอง ข้าก็ต้องถามต่อหน้าว่า เพราะเหตุใดจึงต้องเล่นงานศิษย์น้องซูหยวน?”
เหยียนโม่ยอมหักไม่ยอมงอ เขาพูดทีละคำอย่างหนักแน่น “อาศัยอะไรที่เขาพูดเพียงประโยคเดียว ก็ให้ศิษย์น้องซูหยวนต้องถูกลงโทษถึงสามปี?”
น้ำเสียงนั้นหนักแน่นทรงพลัง และได้จุดชนวนความข้องใจและความไม่พอใจในใจของผู้คนให้ปะทุขึ้น
ใช่แล้ว อาศัยอะไรกัน?
การต่อสู้เมื่อวานและการต่อสู้วันนี้ ล้วนพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าศิษย์น้องซูหยวนคืออัจฉริยะที่หาได้ยากยิ่งเพียงใด
อัจฉริยะเช่นนี้ แทนที่จะได้รับความสำคัญจากสำนัก กลับถูกกดขี่อย่างไร้ความปรานี ใครเล่าจะไม่รู้สึกหดหู่ใจ?
“วันนี้หากพวกท่านต้องการลงโทษ ก็เชิญลงมาที่ข้าได้เลย!”
เหยียนโม่กล่าวต่อ “แต่ข้ากล้ารับประกันว่า พวกท่านจะต้องสูญเสียศรัทธาจากใจของคนทั้งสำนักไปตลอดกาล!”
“เจ้า…”
ผู้อาวุโสรองฉีอวิ๋นจงแสดงท่าทีโกรธจัดอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อเห็นว่าสถานการณ์กำลังวุ่นวายไม่อาจควบคุมได้ ก็มีเสียงที่แฝงไว้ด้วยความเกรงขามดังขึ้นในตอนนี้
“เรื่องวันนี้ยุติแค่นี้! อย่าก่อความวุ่นวายอีก!”
เป็นเสียงของเจ้าสำนักอี้เทียนกู้ “เหยียนโม่ พวกเจ้าทั้งสามสิบหกคนจงไปที่ตำหนักใหญ่ของสำนักเดี๋ยวนี้ หากมีเรื่องไม่พอใจอะไร ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าได้พูดต่อหน้าข้าเอง!”
“ซูหยวน เจ้าจงรีบกลับไปยังสำนักนอกทันที”
“ส่วนคนอื่น ๆ แยกย้ายกันไปให้หมด!”
ประโยคเหล่านี้ดังก้องไปทั่วฟ้าดิน
เมื่อเหยียนโม่กำลังจะกล่าวอะไรอีก แต่ลู่เยี่ยก้าวเข้าไปหาแล้วกล่าวว่า “ศิษย์พี่ฟังคำของเจ้าสำนักเถิด”
ลู่เยี่ยเข้าใจดี หากยังวุ่นวายต่อไปจะมีแต่ทำให้เจ้าสำนักไม่พอใจเท่านั้น
และการที่เขาถอยออกมาในตอนนี้ กลับจะยิ่งทำให้ผู้คนจำนวนมากรู้สึกไม่เป็นธรรมแทนเขามากขึ้นไปอีก!
“ศิษย์น้อง เจ้าช่างเชื่อฟังเกินไปแล้ว!”
เหยียนโม่ถอนหายใจ
คนอื่น ๆ ก็รู้สึกไม่สบายใจเช่นกัน
คนที่มีพรสวรรค์น่าทึ่งอย่างศิษย์น้องซูหยวน ทำไมถึงต้องมาถูกปฏิบัติเช่นนี้?
“ถอยกันเถิด ท่านเจ้าสำนักเองก็หวังดีต่อพวกเรา”
ลู่เยี่ยกล่าวด้วยสีหน้าจริงใจ
เหยียนโม่กัดฟันกล่าวว่า “พวกเราจะไปหาเจ้าสำนัก จะต้องเรียกร้องคำอธิบายให้เจ้าให้ได้!”
กล่าวจบ เขาก็นำเหล่าศิษย์สำนักในก้าวเดินจากไปอย่างองอาจ
ลู่เยี่ยคิดในใจว่า นิสัยและความกล้าของศิษย์พี่เหยียนโม่ช่างเหมาะสมที่จะเป็นผู้สืบทอดให้พี่ชายฉางจิ้นที่สุด
“ซูหยวน บรรพชนฝากข้ามาบอกคำพูดประโยคหนึ่งแก่เจ้า”
จู่ ๆ เสียงส่งเสียงกระแสจิตของผู้อาวุโสรองฉีอวิ๋นจงก็ดังขึ้นข้างหูลู่เยี่ย