บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 407 การท่องเที่ยวผ่านมิติกาลเวลาเสมือนมฝันตื่นหนึ่ง
บทที่ 407 การท่องเที่ยวผ่านมิติกาลเวลาเสมือนมฝันตื่นหนึ่ง
แสงมหาวิถีสายหนึ่งตกลงมาจากแท่นมหาวิถีเมฆสีเขียว ห่อหุ้มร่างของสตรีในอาภรณ์สีเขียวเอาไว้
ในชั่วขณะถัดมา ภายใต้สายตาตกตะลึงของชายในชุดนักรบและชายชราชุดบัณฑิต ร่างของสตรีในอาภรณ์สีเขียวลอยขึ้นสู่เบื้องบน เพียงชั่วพริบตาก็ถึงแท่นมหาวิถีเมฆสีเขียวที่อยู่สูงลิ่ว
จากนั้นนางก็หายวับไป
และไม่ได้ยินเสียงใด ๆ อีกเลย
ชายในชุดนักรบและชายชราชุดบัณฑิตหันมาสบตากัน ทั้งคู่ต่างมองเห็นความเร่าร้อนและความตื่นเต้นในดวงตาของอีกฝ่าย
สตรีในอาภรณ์สีเขียวได้รับโอกาสคว้าเอาวาสนาไปแล้ว
ต่อจากนี้ ย่อมต้องถึงตาของพวกเขาทั้งสอง!
……
แท่นมหาวิถีเมฆสีเขียวนั้นกว้างใหญ่มาก ประหนึ่งผืนเมฆขนาดใหญ่ที่ลอยล่องอยู่ ณ ที่แห่งนั้น เบื้องบนคือหมอกฮุ่นตุ้นที่ปกคลุมท้องฟ้า
ทันทีที่ปรากฏตัวบนแท่นมหาวิถีเมฆสีเขียว สตรีในอาภรณ์สีเขียวก็มองเห็นร่างสูงสง่าลึกลับกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ใจกลางแท่นมหาวิถี
รอบกายของเขามีหมอกฮุ่นตุ้นไหลเวียน คลื่นมหาวิถีอันล้ำลึกแผ่ซ่านออกมาราวกับระลอกคลื่น
เพียงแค่มองแวบเดียว!
สตรีในอาภรณ์สีเขียวราวถูกสายฟ้าฟาด ทั้งร่างกายและจิตใจสั่นสะท้าน นางรู้สึกถึงแรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวไร้ขอบเขต
ไม่ว่าจะเป็นพลังบำเพ็ญ จิตใจ จิตเทวะ และร่างวิถีของนางล้วนถูกกดข่มไว้อย่างสิ้นเชิง!
สตรีในอาภรณ์สีเขียวก้มศีรษะโดยไม่รู้ตัว พลางประสานมือคารวะอย่างนอบน้อม “ผู้น้อยจั๋วหลิงจวิน คารวะท่านผู้อาวุโสเจ้าค่ะ”
สำหรับผู้ฝึกตน นี่คือการแสดงความเคารพอย่างสูงสุดที่นางจะกระทำได้ในยามนี้
และนางก็ไม่กล้าปลอมตัวอีกต่อไป จึงกลับคืนสู่โฉมหน้าที่แท้จริง เพื่อแสดงถึงความเคารพอย่างยิ่งยวดจากใจจริง
“เจ้ากลัวข้ามากหรือ?”
ลู่เยี่ยพลันครุ่นคิด
สตรีในอาภรณ์สีเขียวผู้นี้สวมอาภรณ์แขนกว้างสะบัดพลิ้ว ชายกระโปรงลากพื้น ท่วงท่ากิริยาดูสง่างามและเปี่ยมด้วยบารมี
ความงามของนางนั้นช่างตราตรึงใจและโดดเด่นเหนือใคร!
“ผู้น้อยมีความยำเกรงยิ่งนัก เกรงว่าจะล่วงเกินท่านผู้อาวุโสและทำให้ท่านไม่พอใจ ในใจจึงรู้สึกประหม่าและกระวนกระวายยิ่งเจ้าค่ะ”
สตรีในอาภรณ์สีเขียวก้มหน้าตอบ น้ำเสียงไพเราะดั่งเสียงสวรรค์แต่แฝงไว้ด้วยความนอบน้อมอย่างที่สุด
ลู่เยี่ยมีสายตาที่แปลกพิกล
สตรีในอาภรณ์สีเขียวผู้นี้ต้องเป็นผู้ที่มีพลังบำเพ็ญสูงส่งและทรงพลังอย่างมาก แต่กลับเรียกขานเขาว่าท่านผู้อาวุโส…
ยังดีที่เมื่อครั้งอยู่ในเขตหวงห้ามลึกลับที่สี่และเขตหวงห้ามลึกลับที่ห้า ลู่เยี่ยเคยได้รับความเคารพยำเกรงเช่นนี้มาไม่น้อย จึงเริ่มคุ้นชินเสียแล้ว
ลู่เยี่ยยกมือขึ้นคว้ากลางอากาศ
คลื่นมหาวิถีแผ่ขยายออกไป ดึงแผ่นหยกซิงซวี่จากมือของสตรีในอาภรณ์สีเขียวมา แล้วลอยมาตกอยู่ในมือของลู่เยี่ยอย่างนุ่มนวล
ช่างเป็นคลื่นมหาวิถีที่น่าเกรงขามเหลือเกิน!
สตรีในอาภรณ์สีเขียวตกใจในใจ ยามที่คลื่นมหาวิถีสายนั้นนำเอาแผ่นหยกซิงซวี่ไป มันได้กดทับพลังมหาวิถีในฝ่ามือและนิ้วมือของนางไว้โดยสมบูรณ์ ทำให้ไม่สามารถต่อต้านได้เลย!
“เจ้าไม่ได้มาเพื่อแลกเปลี่ยนโอกาสในการทะลวงขอบเขตหรอกหรือ ก็นั่งสมาธิลงที่นี่เถอะ”
ลู่เยี่ยกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ แล้วก้มลงมองแผ่นหยกซิงซวี่
เขาทำความเข้าใจความลึกลับของลานฝึกฝนซิงซวี่แล้ว และรู้ดีว่าแผ่นหยกซิงซวี่นี้ซุกซ่อนความลับที่น่าเหลือเชื่อเอาไว้
และในตอนนี้ ในที่สุดก็มีโอกาสได้เห็นกับตา ในใจของลู่เยี่ยก็รู้สึกตื่นเต้น และกระตือรือร้นที่จะตระหนักรู้ถึงแก่นแท้ของมัน
“ให้นั่งสมาธิที่นี่หรือเจ้าคะ?”
สตรีในอาภรณ์สีเขียวชะงักไปครู่หนึ่ง ในใจเกิดความรู้สึกผิดหวังอย่างบอกไม่ถูก
นางคิดไว้ว่าคราวนี้จะได้รับคำชี้แนะโดยตรงจากผู้ปกครองลานฝึกฝนซิงซวี่ด้วยตนเองเสียอีก
แต่อย่างเห็นได้ชัด นางคิดไปเองมากเกินไป
แต่ถึงกระนั้น สตรีในอาภรณ์สีเขียวก็ไม่ได้แสดงความไม่พอใจออกมาเลยแม้แต่นิดเดียว
นางประสานมือคารวะลู่เยี่ยพลางกล่าวว่าน้อมรับบัญชา จากนั้นจึงนั่งขัดสมาธิลง หลับตาและเริ่มทำสมาธิรับรู้อย่างสงบ
เพียงชั่วพริบตา การตระหนักรู้อันลึกซึ้งเกี่ยวกับมหาวิถีนับไม่ถ้วนที่เหลือเชื่อ ก็พุ่งพล่านเข้าสู่จิตวิญญาณของนางราวกับกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากและยิ่งใหญ่
“นี่มัน…”
สตรีในอาภรณ์สีเขียวรู้สึกตกตะลึง
คอขวดที่ติดขัดมานับร้อยปีจนมิอาจสั่นคลอนได้ และทรมานจนนางแทบจะธาตุไฟเข้าแทรก
ทว่าในยามนี้ เพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว นางกลับสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า คอขวดที่กักขังนางมาเกือบร้อยปีนั้น เริ่มคลายตัวลงเพียงเล็กน้อย!
แม้จะเป็นเพียงเล็กน้อย แต่มันก็ทำให้นางราวกับมองเห็นแสงแห่งความหวังที่จะหลุดพ้นจากกรงขังมืดมิด!
“มิน่าเล่าท่านผู้อาวุโสถึงไม่ลดตัวมาชี้แนะข้าด้วยตนเอง ที่แท้เพียงแค่นั่งสมาธิบนแท่นมหาวิถีเมฆสีเขียวก็เพียงพอจะทำให้ข้าได้รับวิธีทะลวงขอบเขตได้แล้ว!”
สตรีในอาภรณ์สีเขียวรู้สึกทึ่ง ลานฝึกฝนซิงซวี่แห่งนี้ สมกับที่เป็นวาสนาในตำนานที่สืบทอดมาตั้งแต่โบราณกาลจริง ๆ! (<a href=”https://novel-lucky.com/”>อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky</a>)
นางสะกดความตื่นเต้นในใจเอาไว้ และตั้งใจตระหนักรู้ความลึกซึ้งของมหาวิถีเหล่านั้นอย่างสงบ
ลู่เยี่ยไม่ทราบเลยว่า สตรีในอาภรณ์สีเขียวผู้นั้นก่อนหน้านี้จะตื่นเต้นจนเกือบควบคุมตัวเองไม่ได้
เขากำลังจดจ่อกับการทำความเข้าใจแผ่นหยกซิงซวี่
ขณะที่จิตวิญญาณสายหนึ่งสำรวจเข้าไปในนั้น ลู่เยี่ยก็มองเห็นภาพเหตุการณ์การตระหนักรู้มหาวิถีอันพิศวงปรากฏขึ้นทีละภาพอย่างเลือนราง
ภาพเหล่านั้นช่างแปลกประหลาดยิ่งนัก ราวกับว่าเขานั่งอยู่ใต้ท้องฟ้าเพียงลำพัง และมองเห็นการเปลี่ยนผ่านของกาลเวลาอันยาวนาน
การหมุนเวียนของสี่ฤดูปีแล้วปีเล่า
การเปลี่ยนแปลงของขุนเขา สายธาร และทะเลสาบที่เปลี่ยนแปลงไม่หยุดหย่อน ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ และดวงดาวที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียน…
การเปลี่ยนแปลงของทุกสรรพสิ่งในใต้หล้า ได้อธิบายถึงความหมายของความเปลี่ยนแปลงแห่งกาลเวลาอย่างเงียบเชียบ
ร่องรอยของสรรพชีวิตที่ทิ้งไว้ในกาลเวลาอันยาวนานนี้ ได้แสดงให้เห็นถึงแก่นแท้ของความไม่แน่นอนของโลก การเกิด แก่ เจ็บ ตาย
กาลเวลาอันยาวนาน สรรพสิ่งผลัดเปลี่ยน หมุนเวียนไปตามวัฏจักรอย่างไร้จุดจบ
มหาสมุทรและแม่น้ำมากมายกลายเป็นดินแดนรกร้าง
สรรพชีวิตนับไม่ถ้วน บ้างก็ดำรงเผ่าพันธุ์สืบทอดต่อกันมาหลายชั่วอายุคน บ้างก็เลือนหายไปในสายธารแห่งประวัติศาสตร์อันยาวนาน
หญิงงามจำนวนมากเพียงใด เพียงชั่วดีดนิ้วก็แก่ชราลง
วีรบุรุษมากมายเพียงใด ถูกกลืนกินโดยกาลเวลาจนกลายเป็นเพียงเถ้าธุรี
กาลเวลา
ความเป็นความตาย
ความเปลี่ยนแปลง
ความไม่แน่นอน
การแตกดับ
ความลับแห่งการแปรเปลี่ยนในกาลเวลาอันยาวนานนั้น ได้หลอมรวมกลายเป็นความตระหนักรู้ชนิดหนึ่ง ดุจดังกระแสธารแห่งกาลเวลาอันยิ่งใหญ่ที่ชะล้างจิตวิญญาณของลู่เยี่ย
เขาราวกับเป็นผู้ที่ได้ประสบพบเจอด้วยตนเอง คอยเฝ้าดูการเปลี่ยนแปลงของกาลเวลาอันยาวนานเพียงลำพัง
มองดูเรื่องราวของโลกมนุษย์ที่ไหลผ่านไปดุจกระแสน้ำ และจางหายไปอย่างเงียบเชียบเบื้องหน้า
และได้เห็นฉากแล้วฉากเล่าของความสุขทุกข์ การพบพานและพลัดพรากระหว่างความเป็นกับความตาย ที่สุดท้ายแล้วล้วนกลับคืนสู่ความเงียบงัน
ทว่าสิ่งเก่าร่วงโรยไป สิ่งใหม่ก็ถือกำเนิดขึ้น วนเวียนเช่นนี้ไม่จบสิ้น เปลี่ยนแปลงไม่รู้จบ…
การตระหนักรู้ที่ยากจะพรรณนาได้ เริ่มก่อตัวและบ่มเพาะอยู่ในใจของลู่เยี่ย
สุดท้ายก็หลอมรวมกลายเป็นการตระหนักรู้ที่มีต่อฟ้าดิน ต่อสรรพชีวิต และต่อตนเอง
ลู่เยี่ยรู้สึกว่าตนเองราวกับได้มีชีวิตอยู่นานถึงหลายพันปี ความลับของการเปลี่ยนแปลงของฟ้าดินและสรรพสิ่งทั้งหลาย ล้วนถูกเก็บรวบรวมไว้ในใจอย่างเงียบเชียบ กลายเป็นพลังแห่งการสั่งสมที่ช่วยบ่มเพาะจิตแห่งเต๋าและพลังบำเพ็ญของตนอย่างไร้สุ้มเสียง
วิสัยทัศน์ ความรู้ความเข้าใจ และสภาวะจิตใจของเขา ราวกับได้ทะลุผ่านกระดาษที่ปิดกั้นหน้าต่าง ผ่านการขัดเกลาและเคี่ยวกรำจากกาลเวลานับพันปีมาแล้ว!
ความรู้สึกนี้ช่างมหัศจรรย์เหลือเกิน
และนี่คือความลึกลับของแผ่นหยกซิงซวี่ ที่สามารถทำให้ผู้คนได้รับประสบการณ์ราวกับ ‘ฝันตื่นหนึ่งนับพันปี!’
การตระหนักรู้เกี่ยวกับมหาวิถี จิตใจ และพลังบำเพ็ญของเขาล้วนได้รับการชำระล้างและตกผลึกจนแข็งแกร่ง!
นี่คือความลับอันยิ่งใหญ่ที่สุดของบันไดสวรรค์แห่งชิงหมิงขั้นที่สาม
ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด
เสียงอุทานดังขึ้นกะทันหันด้วยความตื่นเต้นยินดี ทำลายความเงียบบนแท่นมหาวิถีเมฆาสีเขียว
และเสียงนั้นทำให้ลู่เยี่ยที่กำลังจมอยู่กับการตระหนักรู้ได้สติขึ้นมา
เมื่อเงยหน้ามองไป ก็เห็นสตรีในอาภรณ์สีเขียวที่อยู่ห่างออกไป ไม่รู้ว่าตื่นขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใด บนใบหน้าอันงดงามสง่างามของนางเต็มไปด้วยความยินดีและตื่นเต้นที่มิอาจสะกดกั้นไว้ได้
‘ดูเหมือนว่านางจะสัมผัสได้ถึงโอกาสในการทะลวงขอบเขตแล้วสินะ’
ลู่เยี่ยคิดในใจ
เมื่อก้มลงมอง เขาพบว่าแผ่นหยกซิงซวี่ที่อยู่ในมือได้สูญเสียกลิ่นอายมหาวิถีที่สั่งสมมาจากกาลเวลานับพันปีไปเสียแล้ว
“ผู้น้อยขออภัยท่านผู้อาวุโสเจ้าค่ะ! ผู้น้อยมิได้ตั้งใจแสดงกิริยาไม่เหมาะสม หากมีสิ่งใดล่วงเกิน ขอท่านผู้อาวุโสโปรดให้อภัยด้วยเจ้าค่ะ!”
ณ ที่ห่างไกล สตรีในอาภรณ์สีเขียวเมื่อรู้สึกตัวก็ตระหนักว่าตนแสดงกิริยาไม่เหมาะสม จึงรีบลุกขึ้นประสานมือคารวะด้วยความเกรงกลัว
ลู่เยี่ยกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “สัมผัสถึงโอกาสของการทะลวงขอบเขตแล้วหรือ?”
สตรีในอาภรณ์สีเขียวพยักหน้า “แท่นมหาวิถีที่ท่านผู้อาวุโสสร้างขึ้นนั้นวิเศษยิ่งนัก ทำให้ผู้น้อยบรรลุแจ้งได้อย่างง่ายดาย จนสามารถเข้าถึงความลับของการทะลวงขอบเขตได้ในที่สุดเจ้าค่ะ!”
ถ้อยคำของนางยังคงปิดบังความตื่นเต้นเอาไว้ไม่มิด
คอขวดนับร้อยปีถูกทำลายลงในวันเดียว หากไม่ได้ประสบด้วยตนเอง ย่อมไม่มีทางเข้าใจได้เลยว่าหัวใจของสตรีในอาภรร์สีเขียวสั่นไหวเพียงใด
ลู่เยี่ยพยักหน้า “บนเส้นทางแห่งมหาวิถีมีเพียงการสั่งสมวันแล้ววันเล่า จึงจะมีโอกาสการตระหนักรู้ในวันนี้ แท้จริงแล้ว เจ้าได้บรรลุด้วยตัวของเจ้าเอง”
กล่าวจบ ลู่เยี่ยก็เอ่ยถามด้วยความอยากรู้ว่า “เจ้ามาจากที่ใดในดินแดนหลิงชาง?”