บันทึกชะตาราชันหมื่นเซียน - บทที่ 44 รนหาที่ตายเอง
บทที่ 44 รนหาที่ตายเอง
วังใต้ดินของราชาอสรพิษหางแดง
ในระยะเพียงสิบฉื่อของสระน้ำ มีสมุนไพรวิญญาณต้นหนึ่งที่เติบโตอย่างงดงามหยั่งรากอยู่
สมุนไพรวิญญาณมีลำต้นคล้ายเกล็ดมังกรมีชีวิต เป็นสีทองแดงที่ยอดเบ่งบานเป็นดอกตูมสีขาวสลับดำ มีรูปร่างคล้ายโคมไฟ
แสงวิญญาณสีขาวดำสายหนึ่งโปรยปรายลงมาจากดอกตูม ปกคลุมราวกับหมอก สวยงามน่ามองยิ่งนัก
“เป็นจริงดังคาด ต้องเป็นดินแดนหยินหยางที่บรรจบกันของความใสและความขุ่นเท่านั้น จึงจะสามารถให้กำเนิดสมุนไพรมังกรพยัคฆ์เช่นนี้ได้!”
ลู่เยี่ยยืนอยู่ข้างสระน้ำ ดวงตาเปล่งประกายขึ้นมาอย่างแปลกประหลาด
บุปผาหยินหยางไส้ตะเกียง
เป็นสมุนไพรวิญญาณขอบเขตตำหนักวิญญาณอันหาได้ยากยิ่ง
ดูจากรูปลักษณ์ภายนอก อย่างน้อยก็มีอายุหลายร้อยปีแล้ว พื้นผิวกลีบดอกได้ก่อเกิดลวดลายวิญญาณตามธรรมชาติแล้ว
เพียงข้อบกพร่องเดียวก็คือ ดอกนี้ยังไม่เติบโตเต็มที่
นี่น่าจะเป็นเหตุผลที่ราชาอสรพิษหางแดงไม่ได้เก็บเกี่ยวสมุนไพรนี้มาตลอด
แต่ถึงกระนั้น สมุนไพรวิญญาณต้นหนึ่งเช่นนี้ก็มีมูลค่าอย่างน้อยหนึ่งพันหินวิญญาณระดับต่ำ!
ต้องทราบว่าทรัพย์สมบัติทั้งหมดของราชาอสรพิษหางแดงรวมกันแล้วมีเพียงสองพันหินวิญญาณหินระดับต่ำเท่านั้น
“ในที่สุดก็ไม่มาเสียเที่ยว ไม่ทำให้ข้าผิดหวัง”
ใบหน้าของลู่เยี่ยเต็มเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม
นี่คือเป้าหมายที่แท้จริงที่เขาเลือกมายังเมืองซงหยางเพื่อปราบปีศาจ!
อีกไม่นาน พลังบำเพ็ญของเขาก็จะกลับมาถึงขอบเขตชักนำวิญญาณขั้นเก้าแล้ว
แน่นอนว่าต้องเตรียมตัวสำหรับการทะลวงสู่ขอบเขตตำหนักวิญญาณล่วงหน้า
ตามเคล็ดวิชาที่บันทึกไว้ในคัมภีร์หลอมเก้าแห่งฮุ่นตุ้น การทะลวงสู่ขอบเขตตำหนักวิญญาณนี้จำเป็นต้องใช้วัสดุวิญญาณหายากจำนวนมากมายมหาศาล จึงจะสร้างรากฐานตำหนักวิญญาณที่เทียบเท่ากับเข็มสมุทรปราบทะเลได้
และขอบเขตตำหนักวิญญาณนั้น ก็คือขั้นตอนสำคัญที่สุดบนเส้นทางการการฝึกฝน
ลู่เยี่ยไม่อาจไม่จริงจังกับเรื่องนี้ได้
สิ่งเดียวที่ทำให้ลู่เยี่ยรู้สึกเสียดายก็คือ ข่าวลือนั้นเป็นเท็จ ภายในร่างของราชาอสรพิษหางแดงนั้นไม่มีสายเลือดมังกรวารีแต่อย่างใด
เมื่อลู่เยี่ยกลับมาจากวังใต้ดิน อีกาหัวขาวก็ไดจัดการเก็บกวาดของรางวัลจากสงครามเสร็จสิ้นแล้ว
“พวกที่เป็นขุนนางในกรมปราบปีศาจพวกนี้มันจนกันจริงๆ หินวิญญาณที่พกติดตัวมารวมกันแล้วมีแค่ร้อยกว่าก้อน ต่อให้ขายสมบัติเหล่านั้นไปก็ไม่ได้เงินมากนัก!”
อีกาหัวขาวบ่นออกมาอย่างไม่เกรงใจ
ลู่เยี่ยกลับเข้าใจดี คนจากกรมปราบปีศาจที่ออกไปปฏิบัติภารกิจปราบปีศาจ ย่อมมีความเสี่ยงที่จะเกิดอุบัติเหตุได้ตลอดเวลา ใครจะเอาทรัพย์สมบัติทั้งหมดติดตัวมากัน?
“เหาะเหินเดินเมฆา เทียบได้กับมังกรวารี มิใช่ของธรรมดา รวบรวมปราณ กลืนกินพลังวิญญาณ กล้าเรียกตนว่าเป็นจ้าวแห่งวังบาดาลอันดับหนึ่ง…”
ลู่เยี่ยหันกายกลับไปมองป้ายคำขวัญที่อยู่สองข้างของตำหนักใหญ่นั้นอีกครั้ง
ปีศาจอสรพิษตัวเล็กๆ ช่างทำให้คู่บทกลอนที่ดีงามนี้เสียของไปจริงๆ!
ครู่ต่อมา
เรือลำเล็กก็พาลู่เยี่ยออกเดินทางไปจากเกาะ
เบื้องหลังของเขา เกาะซิงจั๋วถูกเปลวเพลิงแดงฉานโหมกระหน่ำกลืนกินไปทั้งหมด
แสงเพลิงส่องสว่างท้องฟ้ายามราตรี แม้กระทั่งชาวบ้านในเมืองซงหยางที่อยู่บนฝั่งยังตื่นตกใจ
“สวรรค์! รังของท่านเทพแห่งแม่น้ำเกิดไฟไหม้แล้ว!”
“เกิดอะไรขึ้น? หรือว่าสวรรค์เปิดตาดูแล้วหรือ?”
“ฮ่าๆๆ จริงด้วย ปีศาจอสรพิษนั่นได้รับผลกรรมแล้ว!”
ทั่วทั้งเมืองเดือดพล่าน ชาวบ้านต่างโห่ร้องด้วยความยินดี ปรบมือฉลองชัยชนะ
ชาวบ้านบางส่วนถึงกับรีบพุ่งเข้าไปในวิหารเทพแห่งแม่น้ำ ทุบทำลาย ปล้นสะดมและวางเพลิง ระบายความแค้นที่อัดอั้นในใจออกมา
ริมฝั่ง
กระดาษเงินกระดาษทองปลิวว่อน ควันลอยไปตามสายลม
จ้าวชิงกำลังเผากระดาษเงินกระดาษทอง พึมพำในใจว่า “ลู่เยี่ย ข้าไม่ได้เป็นคนทำให้เจ้าต้องตาย หากเจ้ารับรู้ในปรโลก คนที่เจ้าควรเกลียดคือหลี่ฮั่นซาน ฟางเป่ยเจิ้น และพวกใต้เท้าพวกนั้นต่างหาก”
“ส่วนข้า… เพียงแค่เลือกหนทางที่เป็นประโยชน์และหลีกเลี่ยงภัย ไม่อยากตายไปพร้อมกับเจ้าเท่านั้นเอง”
“กระดาษเงินกระดาษทองที่ข้าเผาให้เจ้าเหล่านี้ ถือเป็นน้ำใจเล็กน้อยจากข้า ไปดีเถิด!”
จ้าวชิงถอนหายใจยาวๆ แล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง
ขณะกำลังเตรียมจะจากไป จู่ๆ เขาก็สังเกตเห็นว่าเกาะซิงจั๋วที่อยู่กลางแม่น้ำในที่ห่างไกลกำลังถูกเปลวเพลิงกลืนกิน
“เหตุใดจึงเป็นเช่นนี้?”
จ้าวชิงตกตะลึง
“เถ้ากระดาษแปรเปลี่ยนเป็นผีเสื้อสีขาว น้ำตาและเลือดย้อมให้ดอกตู้เจวียนเป็นสีแดง”
เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างฉับพลัน “เจ้ากำลังเผากระดาษเงินกระดาษทองให้ผู้ใด กำลังไว้อาลัยให้ใครอยู่?”
จ้าวชิงหันศีรษะไปมองโดยไม่รู้ตัว ร่างกายพลันแข็งค้าง เอ่ยเสียงแตกตื่น “เจ้าเป็นคนหรือเป็นผี?”
ในความมืดแห่งราตรีที่ห่างออกไป ร่างสูงโปร่งสง่างามกำลังเดินเข้ามา สวมอาภรณ์สีดำ เหน็บดาบอยู่ที่เอว ผู้นั้นคือลู่เยี่ยนั่นเอง
“อย่างไร? เจ้าคิดว่าข้าตายแล้ว จึงมาเผากระดาษเงินกระดาษทองที่นี่ เพื่อไว้อาลัยให้ข้าหรือ?” ลู่เยี่ยเอ่ยถาม
เพียงประโยคเดียวที่ไม่ได้ตั้งใจ แต่กลับแทงทะลุความในใจของจ้าวชิง
ใบหน้าของเขาเปลี่ยนไปทันที รีบส่ายหน้าปฏิเสธ
“คุณชายรองลู่โปรดอย่าเข้าใจผิด ข้า… ข้าเผากระดาษเงินกระดาษทองเหล่านี้เพื่อสำนึกผิดต่อความตาบอดใจบอดของตัวเอง!”
ตาบอดใจบอด?
ลู่เยี่ยยิ้มน้อยๆ ไม่ได้สาวความในเรื่องนี้ กล่าวว่า “ไปกันเถอะ กลับเมืองเทียนเหอ”
จ้าวชิงชะงักไปเล็กน้อย “แค่พวกเราสองคนเท่านั้นหรือ?”
ลู่เยี่ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง “เมื่อครู่ข้าได้ไปยังเกาะซิงจั๋ว แต่กลับพบว่าใต้เท้าฟางและองครักษ์ปราบปีศาจทั้งสามคนนั้น ล้วนตายอย่างอนาถภายใต้ค่ายกลสังหารของราชาอสรพิษหางแดงแล้ว!”
จ้าวชิงอ้าปากค้าง อะไรกัน?!
เขาถามออกไปโดยไม่รู้ตัวว่า “คุณชายรองลู่ หรือว่าค่ายกลสังหารที่ราชาอสรพิษหางแดงใช้เมื่อครู่ ไม่ได้มุ่งเป้ามาที่ท่านหรือ?”
ลู่เยี่ยย้อนถามกลับว่า “ข้าเพียงแค่มีพลังบำเพ็ญขอบเขตชักนำวิญญาณ ราชาอสรพิษหางแดงจำเป็นต้องใช้ค่ายกลสังหารมาจัดการข้าด้วยหรือ?”
“เรื่องนี้ก็จริงอยู่…”
จ้าวชิงเพิ่งพูดถึงตรงนี้ ก็รู้สึกว่าไม่เหมาะสม จึงกล่าวด้วยความกระอักกระอ่วนว่า “คุณชายรองลู่ ข้าไม่ได้ดูถูกท่านนะ แต่ว่า…”
ลู่เยี่ยถอนหายใจ “พอแล้ว ข้าเข้าใจ เพียงแต่น่าเสียดายที่ใต้เท้าฟางและคนอื่นๆ ถูกราชาอสรพิษหางแดงสังหารและเสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อย ช่างน่าเศร้าและน่าเสียดายยิ่งนัก”
จ้าวชิง “คุณชายรองลู่ เช่นนั้นหมายความว่าก่อนเกิดการเปลี่ยนแปลงในคืนนี้ ท่านไม่ได้อยู่ที่เกาะซิงจั๋วงั้นหรือ?”
สัญชาตญาณบอกจ้าวชิงว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่เขาบอกไม่ได้ว่าคืออะไร
ลู่เยี่ยกล่าวว่า “พลังข้าอ่อนแอถึงเพียงนั้น ข้าไม่ได้โง่เขลาเสียหน่อย ข้าคงไม่ไปสู้เสี่ยงชีวิตอย่างโง่เง่าแน่นอน”
จ้าวชิง “…”
บัดซบ!
ตอนที่อยู่ที่วิหารเทพแห่งแม่น้ำ ใครกันที่โวยวายว่าจะไปเกาะซิงจั๋วเพื่อดื่มสุราแสดงความยินดีสักจอก
เมื่อทำใจให้สงบลงแล้ว จ้าวชิงก็กล่าวว่า “เรื่องนี้ร้ายแรงเกินไป พวกเราจำเป็นต้องรีบกลับไปรายงานต่อจวนที่ว่าการโดยเร็ว”
ลู่เยี่ยส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ไม่มีความจำเป็นแล้ว”
“หมายความว่าอย่างไร?”
“ราชาอสรพิษหางแดงก็ตายแล้วเช่นกัน”
“อะไรนะ!?”
จ้าวชิงตกใจจนเกือบจะกัดลิ้นตัวเอง สมองมึนงงไปหมด
แต่ได้ยินลู่เยี่ยกล่าวว่า “ตอนที่ข้ามาถึงเกาะซิงจั๋ว พื้นดินก็เต็มไปด้วยซากปีศาจนับไม่ถ้วน รวมถึงร่างของราชาอสรพิษหางแดงรวมอยู่ด้วย”
“บัดนี้ ข้าได้เก็บรวบรวมศีรษะของซากศพเหล่านั้นมาแล้วทั้งหมด เพียงพอที่จะนำไปรายงานแล้ว!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น จ้าวชิงก็มีสติกลับคืนมาในที่สุด “นี่มันเป็นผลงานอันใหญ่หลวงนัก! หากรายงานไปยังจวนที่ว่าการ ย่อมจะต้องได้รับรางวัลตอบแทนที่ไม่คาดคิดอย่างแน่นอน!”
กล่าวพลางดวงตาของจ้าวชิงก็แดงก่ำ ในใจเต็มไปด้วยความอิจฉาและความเสียใจ
เหตุใดตนเองจึงไม่ได้ไปเยือนที่นั่นด้วยตนเองเสียนี้
มิเช่นนั้น จะปล่อยให้ลู่เยี่ยคนเดียวได้ประโยชน์มากมายเช่นนี้ได้อย่างไร?
ลู่เยี่ยหมุนตัวจะเดินจากไป
“คุณชายรองลู่โปรดช้าก่อน!”
ทันใดนั้น จ้าวชิงก็แสดงสีหน้ากังวล แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงใจว่า “ท่านใต้เท้าฟางและคนอื่นๆ นั้นตายอย่างไม่กระจ่างชัด และราชาอสรพิษหางแดงที่ได้รับการแต่งตั้งจากราชสำนักเป็นเทพแห่งแม่น้ำ ก็ตายอย่างแปลกประหลาดเกินไป”
“ข้ากังวลว่าหากท่านกลับไปรายงานเช่นนี้ เกรงว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นได้!”
ลู่เยี่ยตกตะลึง พลางครุ่นคิด “เช่นนั้นก็ถูก หลี่ฮั่นซานมองข้าเป็นศัตรู เขาคงไม่ปล่อยให้ข้าผ่านไปง่ายๆ แน่ เขาจะต้องฉวยโอกาสนี้สร้างเรื่องเป็นแน่”
จ้าวชิงกล่าวเสียงทุ้ม “หากคุณชายรองลู่ไว้ใจข้า ข้าจะไปเป็นพยานให้คุณชายรองลู่เอง!”
“เจ้าหรือ?”
“ใช่แล้ว!”
จ้าวชิงกล่าวว่า “เมื่อกลับไปแล้ว พวกเราจะบอกว่าพวกเราสองคนเดินทางไปที่เกาะซิงจั๋วด้วยกัน และพบว่าท่านใต้เท้าฟางและคนอื่นๆ ถูกราชาอสรพิษหางแดงสังหาร!”
ลู่เยี่ยกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจว่า “สหายที่ดี!”
จ้าวชิงกระแอมไอเล็กน้อย พลางกล่าวอย่างระมัดระวังว่า “แต่ว่า ต้องขอให้คุณชายรองลู่ร่วมมือด้วย เกี่ยวกับผลงานที่รวบรวมได้พวกนั้น…”
ไม่ทันที่เขาจะพูดจบ ลู่เยี่ยก็ขัดจังหวะว่า “ผลงานในครั้งนี้ เป็นของเจ้าทั้งหมด!”
จ้าวชิงอึ้งไปครู่หนึ่ง แทบไม่กล้าเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“ข้าไม่อาจปล่อยให้เจ้าช่วยเหลือเปล่าๆ ได้!”
ลู่เยี่ยกล่าวอย่างจริงจัง “ยิ่งไปกว่านั้น หากข้านำผลงานเหล่านั้นไป หลี่ฮั่นซานจะต้องหาเรื่องยุ่งยากนานัปการอย่างแน่นอน ถ้าเช่นนั้น ข้าจะยกให้เจ้าทั้งหมดเสียเลย!”
จ้าวชิงรู้สึกเหมือนถูกขนมเปี๊ยะจากฟากฟ้าหล่นลงมากระแทกใส่ศีรษะ ทำให้สมองมึนงงไปหมด
“ตกลงตามนี้แล้วนะ เจ้าห้ามปฏิเสธเด็ดขาด!”
ลู่เยี่ยกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “หากเจ้าปฏิเสธ ก็แสดงว่าเจ้าไม่อยากช่วยข้า ไม่ได้เห็นข้าเป็นสหาย!”
“คุณชายรองลู่ช่างมีน้ำใจเหลือเกิน!”
จ้าวชิงรีบตบอกตนเอง “เรื่องนี้มอบให้ข้าจัดการเองเถิด”
ในท้องฟ้ายามค่ำคืน อีกาหัวขาวแทบจะหัวเราะจนท้องแตก
เจ้าหนุ่มผู้นี้จบสิ้นแล้ว รับรองว่าจะถูกหลอกจนตายแน่นอน!
อีกาหัวขาวรู้ดีในใจว่า ก่อนหน้านี้ที่วิหารเทพแห่งแม่น้ำ จ้าวชิงได้ทรยศหักหลัง ซึ่งทำให้ลู่เยี่ยไม่พอใจมาตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว
ตอนนี้กลับยังกล้าพยายามแย่งชิงผลงานของลู่เยี่ย นับเป็นการรนหาที่ตายโดยแท้!
ยามจื่อ สามเค่อ
เกาะซิงจั๋วที่ถูกเปลวเพลิงใหญ่กลืนกิน บัดนี้ได้กลายเป็นผืนแผ่นดินที่ไหม้เกรียม
“ปี่ซิ่ว ถึงแม้ว่าศัตรูจะเผาทำลายร่องรอยทั้งหมด ข้าก็จะลากตัวมันออกมาแก้แค้นให้เจ้า!”
ชายหนุ่มในอาภรณ์สีดำยืนอยู่ตรงนั้น ใบหน้าหล่อเหลาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
ในมือของเขาคือต่างหูที่ถูกเผาทำลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่ปี่ซิ่ว นายกองอาภรณ์สีเขียวแห่งกรมโหรหลวงทิ้งเอาไว้
“มานี่ ระดมกำลังทั้งหมด ค้นหาผู้ฝึกตนทั้งหมดที่ปรากฏตัวในเมืองซงหยางในช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมา!”
“ภายในหนึ่งวัน ข้าต้องการรายชื่อที่สมบูรณ์!”
น้ำเสียงของชายหนุ่มในอาภรณ์สีดำนั้นเย็นชาและเด็ดขาด
“รับคำสั่ง!”
ผู้แข็งแกร่งกลุ่มหนึ่งจากกรมโหรหลวงที่อยู่ห่างออกไปต่างรับคำสั่งด้วยความเคารพ
‘ไม่ว่าเจ้าจะเป็นใครก็ตาม กล้าสังหารคนของข้าเว่ยซุน จะต้องชดใช้ในราคาที่สูงกว่าสิบเท่าร้อยเท่า!’
ชายหนุ่มในอาภรณ์สีดำเว่ยซุนพึมพำในใจ
ปี่ซิ่วเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาคนสนิทของชายหนุ่มในอาภรณ์สีดำ
การมายังเกาะซิงจั๋วในครั้งนี้ แรกเริ่มก็เพื่อสร้างผลงาน เพื่อให้ได้เลื่อนตำแหน่ง
เว่ยซุนได้ให้คำมั่นสัญญาไว้แล้วว่า ตราบใดที่ปี่ซิ่วเก็บเกี่ยวผลงานได้เพียงพอ เขาก็จะเลื่อนตำแหน่งให้ปี่ซิ่วหนึ่งขั้น จากรองนายกองเป็นนายกองเต็มตัว!
อสรพิษหางแดงก็ตกลงที่จะให้ความร่วมมือ เตรียมผลงานไว้ให้ปี่ซิ่วอีกมาก
ไม่คาดคิดว่าจะเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้น!