บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 1014 คืนแห่งการสังหารหมู่
บทที่ 1014 คืนแห่งการสังหารหมู่
ช่วงเวลาเดียวกัน หนิงหู่นำกองทหารสามร้อยคนบุกลึกเข้าไปในค่ายศัตรู
ตามการคาดการณ์ของหนิงหู่ค่ายทัพขนาดใหญ่มีทหารรักษาการณ์รวมกันแล้วน่าจะประมาณสองพันคน
เนื่องจากเป็นช่วงหลังเที่ยงคืนและทหารที่ประจำการณ์ไม่ใช่ทหารชั้นยอด หนิงหู่และทหารสามร้อยคนจึงเปรียบเสมือนมีดแหลมแทงทะลุค่ายศัตรู ฆ่าล้างทุกสิ่งกีดขวาง
แม่ทัพของศัตรูรีบจัดกำลังเข้าต่อสู้อย่างเร่งด่วน แต่เนื่องจากค่ายทัพทั้งหมดวุ่นวาย การระดมพลในช่วงสั้น ๆ จึงใช้ความพยายามหนัก แต่กลับระดมพลได้เพียงร้อยกว่าคน
แม่ทัพนำทหารร้อยกว่าคนเผชิญหน้ากับหนิงหู่และกองทหารแนวหน้าสามร้อยคน ผลลัพธ์ย่อมคาดเดาได้ไม่ยาก
ทหารแนวหน้าสามร้อยคนใส่เกราะครบชุด ถือแหลนแทงไปข้างหน้า พลิกคว่ำศัตรูกว่าหนึ่งร้อยคน
ระหว่างการต่อสู้ หนิงหู่และเหล่าทหารยังคงตะโกนอย่างต่อเนื่อง
“กองทัพฉางสุ่ยบุก!”
“ฉางสุ่ยระดมพลทั้งหมด!”
“กองทัพสามพันคน สังหารศัตรู!”
“ผู้ใดกล้าขัดขืนประหารไม่ละเว้น”
ถึงหนิงหู่จะมีคนอยู่เพียงสามร้อยคน แต่กลับโห่ร้องราวกับมีสามพันคน คอยทำลายการป้องกันทางจิตใจอันเปราะบางของข้าศึก และเนื่องจากสถานการณ์ยุ่งเหยิง ข้าศึกจึงไม่อาจรู้ได้เลยว่าฉางสุ่ยส่งกำลังพลออกมากี่คน
หนิงหู่และพรรคพวกโจมตีอย่างรวดเร็วราวกับไม่มีใครต้านทาน ทำให้กำลังใจของข้าศึกพังทลายลงอย่างสิ้นเชิง
ทหารถอนใจ ล้มเลิดกการต่อสู้อย่างดิ่นรนมากขึ้นเรื่อย ๆ และเลือกที่จะหนีตาย
ผลการหนีครั้งนี้ทำให้หนิงหู่และพรรคพวกสามร้อยคนเคลื่อนที่ราวกับอยู่ในดินแดนที่ไร้ผู้คน ทุกหนทางที่ผ่านไปเลือดไหลเจิ่งนอง
หนิงหู่ก็ยังรู้สึกไม่อยากเชื่อว่า กองทัพศัตรูที่ปิดล้อมฉางสุ่ยจะไร้ความสามารถเพียงนี้
กองกำลังชั้นยอดทั้งหมดคงถูกส่งไปเอ้อโจว สกัดกั้นกองทัพใหญ่ทางใต้หมดสิ้นแล้ว
คิดถึงตรงนี้หนิงหู่ยิ่งตื่นเต้น บนสนามรบ เมื่อทหารผ่านศึกปะทะทหารใหม่ ผลลัพธ์มักเป็นการถล่มอย่างราบคาบ
“ฆ่ามันให้ข้า! มีมากน้อยเท่าไรก็ฆ่าหมด!”
“พี่น้องทั้งหลายถึงเวลาสร้างคุณงามความดีให้ท่านโหวฉินแล้ว”
เสียงตะโกนว่า ‘โหวฉิน’ ไม่เพียงแต่ทหารเป่ยซี และองครักษ์ค่ายเทียนจีที่ได้ยินชัดเจน แต่ศัตรูรอบข้างก็ได้ยินด้วย
โหวฉิน… ฉินเฟิง!
ชื่อนี้สำหรับชาวเป่ยตี๋เป็นราวกับฝันร้าย เผชิญกับความหวาดกลัวที่แทรกซึมถึงกระดูก ความกล้าของพวกเขาหมดสิ้น
กลุ่มทหารศัตรูสวมเกราะ ถืออาวุธ แต่กลับไม่ได้สู้รบกับหนิงหู่ เอาแต่วิ่งหนีอย่างไร้ทิศทาง
น่าเสียดาย ภายนอกค่ายมีกองทหารม้าสามร้อยคนกำลังตรวจตรา ศัตรูหลายคนเพิ่งหนีออกจากค่ายใหญ่ก็ถูกกองทหารม้าสังหารสิ้น
ภายในมีหนิงหู่นำกองกำลังสามร้อยคนบุดทะลวง ภายนอกมีจางเจิ้นไห่นำกองทัพทหารม้าเบาสามร้อยคนลาดตระเวนเก็บกวาด
ชาวเป่ยตี๋ที่อดอยากมานาน ตอนนี้เผชิญกับการโจมตีจากทหารม้าของเป่ยซีหกร้อยคนย่อมพ่ายแพ้ราบคาบ ไม่อาจต้านทานแม้แต่น้อย
ไม่นานก็มีทหารอีกสองร้อยคนเข้าร่วมสมรภูมิ
เมื่อทหารส่งสารพบหนิงหู่ก็พบว่า หนิงหู่ไม่เพียงไม่ถูกล้อมยังสังหารศัตรูอย่างสนุกสนานด้วย
ทหารสองร้อยคนที่เพิ่งเข้าสมรภูมิจึงละทิ้งการเข้าร่วมกับหนิงหู่ แล้วโจมตีไปยังทิศตรงกันข้าม
ไม่นานก็มีทหารสองร้อยคนเข้าร่วมอีก
ตอนนี้ค่ายศัตรูรอบฉางสุ่ยจึงมีทหารเจ็ดร้อยคนโจมตี
เป่ยตี๋สองพันคนเผชิญหน้ากับทหารเป่ยซีเจ็ดร้อยคนที่กล้าหาญและชำนาญสงครามก็ราวกับนกที่ตกใจกลัว ผลลัพธ์คาดเดาได้ไม่ยาก
ผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป ทหารส่งสารวิ่งกลับมายังกำแพงเมืองพลางตะโกนเสียงดัง “ท่านโหวฉิน ค่ายข้าศึกแตกแล้ว!”
ถึงจะเป็นช่วงหลังเที่ยงคืน แต่เมื่อได้ยินข่าวดีจากแนวหน้าฉินเฟิงกระปรี้กระเปร่าเป็นอย่างยิ่ง
เขายินดีนัก แต่ก็ไม่ได้ประมาท สั่งให้องครักษ์เสื้อแพรที่อยู่ในเมืองออกไปสอดแนม ตรวจสอบให้แน่ชัดว่าบริเวณโดยรอบฉางสุ่ยไม่มีการเคลื่อนไหวของกองทหารม้าศัตรูแน่แล้ว
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม องครักษ์เสื้อแพรทยอยกลับมารายงาน ภายในรัศมีสิบลี้ไร้กองทหารม้าศัตรู แต่ภายในรัศมียี่สิบลี้มีกองทหารศัตรูเคลื่อนไหวอยู่บ้าง
แล้วจะรอทำอะไรอีก
ฉินเฟิงสั่งการ ให้ทหารหนึ่งร้อยคนไส้ป้องกันเมือง นอกนั้นให้ออกจากเมืองทั้งหมดร่วมมือกับหนิงหู่และจางเจิ้นไห่โจมตีค่ายศัตรู
เดิมทีกำลังทหารที่โจมตีภายในค่ายศัตรูมีเพียงพออยู่แล้ว กำลังสนับสนุนที่เหลือทั้งหมดก็ล้วนเป็นกองทหารม้า
กองทหารม้าสี่ร้อยคนทะยานไปยังค่ายศัตรูอย่างดุเดือด เมื่ออยู่ห่างจากค่ายศัตรูประมาณสองลี้ก็เริ่มกระจายออกไปทางปีกทั้งสอง
กองทหารม้าสี่ร้อยคนแบ่งออกเป็นสี่หน่วย โอบล้อมค่ายศัตรู สังหารทหารศัตรูที่หนีออกมาราบคาบบนที่ราบ
ฉินเฟิงต้องการสังหารศัตรูให้สิ้นซากเพื่อทอดเงาอันมืดมิดทับลงบนกองทัพเป่ยตี๋ที่จิตใจใกล้พังทลาย
ทหารส่งสารที่พักพิงอยู่ในเมืองมานานถูกใช้งานอีกครั้ง พวกเขาตื่นเต้นยิ่ง วิ่งวนรอบสนามรบ ส่งคำสั่งของฉินเฟิงไม่หยุดหย่อน
“โหวฉินคำสั่ง ห้ามปล่อยศัตรูรอดไปได้แม้แต่คนเดียว!”
“โหวฉินมีคำสั่ง กองทหารม้าจงล้อมค่ายศัตรู โจมตีและสังหารศัตรูที่กำลังหนีไม่ต้องปรานี”
“จงสังหารศัตรูให้สิ้นเพื่อโหวฉิน!”
การต่อสู้ดำเนินไปเกือบสองชั่วยาม จากการสู้รบดุเดือดค่อย ๆ กลายเป็นแมวจับหนู หนิงหู่และจางเจิ้นไห่นำกองทัพไล่ล่าศัตรูทั่วทั้งภายในและภายนอก
เพียงพบศัตรู ไม่ให้โอกาสศัตรูได้วิงวอนก็สังหารหมดสิ้น
กระทั่งรุ่งสาง กองทัพหนึ่งพันสี่ร้อยคนยังไม่รีบกลับฉางสุ่ย อาศํยแสงอาทิตย์ค้นหาศัตรูต่อไปอย่างไม่ลดละ
ฉินเฟิงออกคำสั่งแล้ว พวกเขาย่อมไม่มีทางปล่อยศัตรูให้เหลือรอดไปได้แม้แต่คนเดียว ปฏิบัติภารกิจให้ลุล่วงอย่าขันแข็ง
กระทั่งองครักษ์เสื้อแพรกลับมารายงานว่ามีกองทหารศัตรูหนึ่งพันคนกำลังเคลื่อนทัพมาสนับสนุน ฉินเฟิงถึงส่งคำสั่งลงไป ให้กองทักทั้งหมดถอยกลับยังฉางสุ่ย
เนื่องจากกองทหารม้าเคลื่อนที่รวดเร็ว เกือบจะทันทีที่กองทหารเป่ยซีกลับถึงฉางสุ่ย กำลังทหารสนับสนุนของเป่ยตี๋ก็มาถึงสนามรบ
น่าเสียดาย…
พวกเขามาช้าไป หลังการกวาดล้างตลอดคืน ค่ายศัตรูถูกเผาจนราบเป็นเถ้าถ่านเหลือเพียงซากปรักหักพังบางส่วนเท่านั้น
ทหารสองพันคนที่ตั้งค่ายปิดล้อมกรอบฉางสุ่ยถูกสังหารเกือบหมดสิ้น
บางทีอาจมีทหารไม่น้อยที่อาศัยความมืดของราตรีหนีรอดไปได้ แต่พวกทหารหนีทัพที่โชคดีเหล่านี้ก็ย่อมหาทางกลับบ้านเกิด ไม่มีทางกลับมาปรากฏตัวในกองทัพอีก
ทหารสองพันคนจึงไม่ต่างจากถูกทำลายล้างหมดสิ้นแล้ว
เพียงคืนเดียวกองทัพของฉินเฟิงสังหารทหารสองพันคน กองทหารม้าที่มาสนับสนุนย่อมหวาดกลัว
หัวหน้าทัพที่นำกองทัพมา มองไปยังทิศทางเมืองฉางสุ่ยแล้วตัดสินใจ “การต่อสู้สิ้นสุดลงแล้ว ถอยทัพโดยเร็ว!”
กองทหารม้าเป่ยตี๋เคลื่อนที่รวดเร็วก็เพราะหวาดกลัวว่าจะถูกกองทหารม้าฉินเฟิงบุกโจมตี เนื่องจากรอยเท้าม้ารอบค่ายทหารที่พบ รวมถึงลูกธนูประจำกองทหารม้า ก็พอคาดเดาได้ว่ากองทหารม้าภายในอำเภอฉางสุ่ยตอนนี้มีราวเจ็ดถึงแปดร้อยคน
หากถูกกองทหารม้าฉางสุ่ยไล่ล่า ผลที่ตามมาไม่อาจคาดคิด การถอยทัพอย่างรวดเร็วจึงเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดที่สุดแล้ว