บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 1025 จากการเนิ่นนานดีกว่าพบคนรักใหม่
บทที่ 1025 จากการเนิ่นนานดีกว่าพบคนรักใหม่
ฉินเฟิงตัดสินใจแล้ว รอให้บ้านเมืองสงบก่อน จากนั้นค่อยปลดหลิ่วหมิงออกจากตำแหน่ง ปราศจากสถานะองครักษ์เสื้อแพรฉินเฟิงจึงจะถคบหากับหลิ่วหมิงได้อย่างสนิทใจ เป็นสหายที่ดีต่อกัน
อำเภอฉางสุ่ยมีทรัพย์สินและผู้คนมาก ฉินเฟิงยากลำบาก ใช้เวลาถึงสามวันกว่าจะจัดการเรียบร้อย
ระหว่างทางไปยังเมืองหลวงเป่ยตี๋ ฉินเฟิงได้จัดแยกกองกำลังกลุ่มหนึ่งออกมา เพื่อส่งทรัพยากรที่เหลืออยู่กับชาวบ้านอำเภอฉางสุ่ยไปยังเขตรอยต่อระหว่างจิงจีและเอ้อโจว ให้พวกเขารออยู่ที่นั่นชั่วคราว หลังจากที่ฉินเฟิงจัดการเรื่องในเมืองหลวงเป่ยตีเสร็จสิ้นจึงจะไปสมทบกับพวกเขาและเดินทางกลับอำเภอเป่ยซีพร้อมกัน
ดบราณว่าไว้ ไม่ควรวางไข่ทั้งหมดไว้ในตะกร้าใบเดียว
ฉินเฟิงไม่ได้ย้ายกองทัพเป่ยซีไปยังเมืองหลวง เพียงให้ติดตามไปสองร้อยคน ส่วนที่เหลือส่งไปประจำการณ์ยังเอ้อโจว ป้องกันเหตุไม่คาดฝัน และเตรียมให้กองทัพนี้เป็นทัพหน้าเดินทางกลับเป่ยซี
การเดินทางของฉินเฟิงเลยล่าช้าออกไปอีกสามวัน
พอฉินเฟิงมาถึงเมืองหลวงเป่ยตี๋ก็เป็นวันที่เจ็ดแล้ว
มองเมืองหลวงเป่ยตี๋ที่เคยคึกคัก เจริญรุ่งเรือง แต่ตอนเงียบสงัด สายตาของเขาจังจ้องยังกำแพงเมืองเย็นชา ทหารตรวจตราเข้มงวด ในใจของฉินเฟิงหดหู่
เมืองแห่งนี้ถือเป็นการรวบรวมภูมิปัญญาของชาวเป่ยตี๋ไว้ และยังเป็นขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรมที่ไม่อาจทดแทน หากถูกทำลายด้วยสงคราม ฉินเฟิงย่อมเสียดาย
ไม่ว่าจะในแง่ส่วนตัวหรือส่วนรวม ในแง่ของเหตุผลหรือความรู้สึก ฉินเฟิงต่างชื่นชมการตัดสินใจของหลี่จางยิ่ง
อาศัยการกดดัน บังคับให้กองทัพประจำการของเมืองหลวงยอมจำนน ยึดเมืองหลวงด้วยการรบ ไม่ต้องสงสัยเลยว่า ตอนนี้เป็นผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
เมื่อผ่านประตูเข้าสู่เมือง ฉินเฟิงลงจากหลังม้า แล้วก้าวเดินเข้า ทหารติดตามรออยู่นอกประตูเมือง เนื่องจากภายในเมืองเต็มไปด้วยคนของเขาเอง อย่างไรก็ไม่มีผู้ใดสามารถคุกคามความปลอดภัยของเขาได้ เขาจึงเข้าเมืองอย่างเรียบง่าย มีเพียงหนิงหู่กับสวีโม่ติดตามใกล้ชิด
ฉินเฟิงรู้ดี ประชาชนเมืองหลวงเป่ยตี๋ต่างหลบซ่อนอยู่ภายในบ้าน คอยสังเกตการณ์ภายนอกเงียบ ๆ
ยิ่งเป็นเช่นนี้ฉินเฟิงยิ่งต้องแสดงให้เห็นถึงการปฏิบัติตามกฎระเบียบอย่างเคร่งครัด ไร้ข้อผิดพลาดแม้เล็กน้อย เพราะนี่คือหนทางเพื่อให้จิ่งเชียนอิ่งสามารถขึ้นครองราชบัลลังก์เป่ยตี๋ได้อย่างมั่นคง ความรู้สึกของประชาชน ความคิดเห็นสาธารณะ เป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุดในการสร้างความเข้มแข็งให้กับอำนาจฮ่องเต้
เดินไปไม่นาน ฉินเฟิงก็เห็นกลุ่มคน ภายในกลุ่มคนมีสองคนที่เขาคุ้นหน้า จิ่งเชียนอิ่งกับหลี่จาง
เมื่อสบตากับจิ่งเชียนอิ่ง สายตาสอดประสาน หัวใจของฉินเฟิงราวกับถูกสัมผัส อารมณ์ที่ราบเรียบพลันกระเพื่อมไหว
เขาไม่อาจควบคุมตนเองได้ เร่งฝีเท้าเข้าไหา จิ่งเชียนอิ่งก็ก้าวออกจากฝูงชน เดินเข้ามาหาเขาเช่นกัน
ระยะห่างลดลง ฝีเท้ากลับยิ่งเร็วขึ้น กระทั่งกลายเป็นการวิ่ง
“เชียนอิ่ง”
“เฟิงเอ๋อร์”
พร้อมกับเสียงเรียกขานที่ห่างหายมานาน ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมาย ทั้งสองคนโอบกอดกัน
ฉินเฟิงกอดร่างอ่อนนุ่มของจิ่งเชียนอิ่ง เขารู้สึกราวกับได้กินยาสงบใจ ถอนหายใจยาวออกมา
จิ่งเชียนอิ่งละทิ้งความดุดันเฉยชาในอดีต เป็นหญิงสาวอ่อนโยน โน้มศีรษะซบไหล่ฉินเฟิง
“เฟิงเอ๋อร์ ในที่สุดก็ได้พบเจ้าแล้ว” เสียงของจิ่งเชียนอิ่งสั่นเครืออยู่บ้าง
นางใช้ชีวิตมาอย่างโดดเดี่ยว เคยคิดว่าสามารถเดินหน้าต่อไปได้โดยไม่ต้องพึ่งพาผู้ใด แต่นับแต่หัวใจเต้นเพื่อฉินเฟิง นางก็ไม่อาจกลับไปสู่อดีตได้อีกแล้ว
นางเพียงปรารถนาจะเป็นสตรีของฉินเฟิง
แม้จะมีสายตานับไม่ถ้วนจับจ้อง จิ่งเชียนอิ่งก็ไม่สนใจแต่อย่างใด นางปลอมตัวและปกปิดหัวใจอันเปราะบางต่อหน้าผู้ใดก็ได้ทังนั้น แต่ไม่อยากทำต่อหน้าฉินเฟิง ต่อหน้าเขานางอยากแสดงตัวตนที่แท้จริง มอบทุกสิ่งให้แก่เขาผู้ปฏิญาณรักชั่วชีวิต
ฉินเฟิงปลื้มปริ่มพอใจ กอดจิ่งเชียนอิ่งแน่น ก่อนจะกล่าวน้ำเสียงอ่อนโยน “เป็นเพียงการห่างชั่วคราว หาใช่จัไม่พานพบตลอดไป เจ้าไม่ต้องเป็นกังวล”
จิ่งเชียนอิ่งซุกหน้าอยู่อ้อมแขนชายหนุ่ม
นางส่ายหน้าเบา ๆ บนไหล่ของฉินเฟิง “ตอนนี้ใกล้ต้องจากลาแล้ว เราแยกย้ายกันมาเกือบครึ่งปี สำหรับข้า…ช่างนานนัก”
“เจ้าเป็นคนยุ่ง สำหรับเจ้าอาจเป็นการจากลาชั่วครู่ แต่สำหรับข้า ทุกวันราวกับผ่านไปอย่างเชื่องช้า”
“เจ้าหาใช่นายน้อยฉินเจ้าสำราญที่เที่ยวเตร่ไปทั่ว ในฐานะบุรุษที่ยืนหยัดเหนือฟ้าดินย่อมมีอุดมการณ์เพื่อบ้านเมือง ข้าเข้าใจ ข้าเข้าใจทั้งหมด แต่…”
” ข้าก็ใช่คุณหนูสี่ผู้หยิ่งผยองเหมือนเดิม ไม่อาจเข้มแข็งเหมือนเก่า และยิ่งไม่อาจเย็นชาเหมือนก่อน”
“ต้องขอโทษเจ้า แต่ข้าไม่อาจไม่คิดถึงเจ้าได้เลย…”
จิ่งเชียนอิ่งผู้เคยแข็งแกร่ง ตอนนี้ราวกับแกะน้อยบอบช้ำ ท่าทีที่แสดงออกมาช่างน่าสงสาร
ฉินเฟิงแสบจมูกขึ้นมาแล้ว เขาลูบผมของจิ่งเชียนอิ่งอย่างอ่อนโยน และปลอบโยนเสียงเบา “ไยต้องขอโทษ เจ้ามีข้าอยู่ในใจตลอดเวลาข้าย่อมดีใจ”
“หากต้องตำหนิก็ควรตำหนิข้า ข้าไม่ควรจากเจ้าไปนานเพียงนี้ ทำให้เจ้าต้องอยู่ท่ามกลางความมืดเพียงลำพังราตรีแล้วราตรีเล่า”
ฉินเฟิงค่อย ๆ เชยหน้าจิ่งเชียนอิ่งขึ้น มองสบตาที่เต็มไปด้วยน้ำตา แล้วกล่าวอย่างจริงจัง “เมื่อเจ้าสงบใจได้แล้วเป่ยตี๋เราจะแต่งงานกันนะ”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘แต่งงาน’ จิ่งเชียนอิ่งอดกลั้นไม่ไหวแล้ว น้ำตาไหลพรากราวกับสายฝน
เพียงสองคำราวกับความทุกข์ยากทั้งหมดตลอดครึ่งชีวิตที่ผ่านมามีค่าสมกับการรอคอย กระทั่งช่วงเวลาที่นางอยู่ซางโจวโดดเดี่ยวกว่าร้อยคืนก็ไม่เหน็ดเหนื่อยและเศร้าหมองอีกแล้ว
จิ่งเชียนอิ่งไร้คำพูด เอาแต่พยกหน้าครั้งแล้วครั้งเล่าตอบกลับฉินเฟิง
ฉินเฟิงเช็ดน้ำตาให้นาง เขารู้ ช่วงเวลานี้การกล่าวถึงหลี่เซียวหลานอาจไม่เหมาะสม แต่เขาก็ไม่อยากทำให้หลี่เซียวหลานผิดหวัง และไม่อยากปิดบังจิ่งเชียนอิ่งด้วย ชายหนุ่มเลยตัดสินใจบอกเรื่องตั้งครรภ์ของหลี่เซียวหลาน
ฉินเฟิงคิดว่าจิ่งเชียนอิ่งจะมีปฏิกิริยารุนแรง แต่เกินคาด
สายตาของจิ่งเชียนอิ่งเศร้าหมอง ทว่าไม่เหมือนเกลียดชังเขาหรือหลี่เซียวหลาน
เขาสบตานางครู่หนึ่ง จิ่งเชียนอิ่งค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจ ก่อนจะกล่าวว่า “ข้ารู้ตั้งแต่เจ้าส่งจดหมายบอกท่านพ่อแล้ว…”
“ข้าไม่โทษเจ้าและไม่โทษพี่หญิงสาม ความจริงข้ามีสิทธิอันใดที่จะกล่าวโทษนางเล่า?”
ได้ยินคำพูดนี้ ฉินเฟิงถอนหายใจโล่งอก ในใจครุ่นคิดอย่างลึกซึ้งว่า ตนในชาติก่อนทำบุญกุศลใดมาจึงได้พบกับจิ่งเชียนอิ่งที่เข้าใจเขาและเปิดกว้าง
ขณะที่ฉินเฟิงกำลังรู้สึกโชคดี เขาก็ตระหนักว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง