บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 1034 วีรบุรุษยามบั้นปลายชีวิต
บทที่ 1034 วีรบุรุษยามบั้นปลายชีวิต
เสียงของอู๋ฟางซวี่ดังก้องไปทั่วท้องพระโรง
“ข้าสมควรตายหมื่นครั้งก็ไม่อาจพ้นความผิด แต่ขอให้ฝ่าบาททรงคำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ”
เมื่อได้ยิน ฮ่องเต้เป่ยตี๋ทรงหัวเราะเย็นวาบ “ประโยชน์ส่วนรวม? บัดนี้ยังมีประโยชน์ส่วนรวมอะไรอีก”
“แผ่นดินเป่นตี๋อันกว้างใหญ่ไพศาลบัดนี้ตกอยู่ในมือของโจร กระทั่งเมืองหลวงก็ถูกยึดครอง แผ่นดินอันยิ่งใหญ่เหลือเพียงข้าที่ถูกล้อมในเมืองร้าง นับเป็นความโชคร้ายและน่าเศร้าสิ้นดี”
“เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ เจ้ากลับมาบอกข้าให้คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม เจ้าลองบอกมาสิว่า ประโยชน์ส่วนรวมที่ว่าคืออะไรกันแน่!”
“เจ้าคิดจะให้ข้าจำนนอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ขัดขวางพวกเจ้าในการเลื่อนตำแหน่งและยศหรือ”
เผชิญหน้ากับคำพูดอันแหลมคมของฮ่องเต้เป่ยตี๋ อู๋ฟางซวี่เหมือนจะอับอายอย่างยิ่ง แต่เพื่อตนเองและเพื่อประชาชนของแผ่นดินเป่ยตี๋ เขาจำเป็นต้องพยายามห้ามปราม
อู๋ฟางซวี่คุกเข่า ก้มหน้าจรดพื้น ราวกับว่าไม่แตกต่างจากครั้งก่อน ๆ นอบน้อมอย่างที่สุด
“ฝ่าบาททรงยึดพระราชวัง นอกจากเพิ่มความสูญเสียแล้ว ไม่มีความหมายใด ๆ อีกเลย”
“บัดนี้เมืองหลวงถูกล้อมไว้ราวกับถังเหล็ก แทงเข็มก็ไม่เข้า เทน้ำก็ไม่ได้ คนข้างนอกเข้าไม่ได้ คนข้างในก็ออกไม่ได้”
“แม้พระราชวังจะแข็งแกร่ง แต่การเปิดเมืองยอมจำนนก็เป็นเพียงเรื่องของเวลาเท่านั้น”
ฉินเฟิงส่งข้ามาทูลเตือนฝ่าบาทก็เพราะเขาไม่อาจรอนานได้ หวังว่าฝ่าบาทจะพิจารณาสถานการณ์ และยุติสงครามยืดเยื้อนี้โดยเร็ว
“การกระทำนี้มิเพียงดีต่อฝ่าบาท แต่ยังดีต่อประชาชนเมืองหลวงยิ่งนัก”
ฮ่องเต้เป่ยตี๋ไม่ยอมรับ เขาทรงลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว ดวงตาเบิกกว้าง ตวาดอย่างดุดัน
“ดีต่อข้าหรือดีต่อพวกเจ้ากบฏ ยังต้องสอบถามอีกหรือ?”
“ข้าในฐานะฮ่องเต้แห่งแผ่นดินจะยอมมอบแผ่นดินอันยิ่งใหญ่นี้ให้ผู้อื่นได้อย่างไร!”
“แม้ร่างข้าจะต้องระเบิดกระจุยกระจาย ข้าก็จะไม่ยอมมีชีวิตอยู่อย่างขลาดเขลา”
เห็นฮ่องเต้เป่ยตี๋มีท่าทีแน่วแน่ อู๋ฟางซวี่ก็ไม่หวังอะไรอีก เขาลุกขึ้นยืนและมองหน้าฮ่องเต้เป่ยตี๋
“พระองค์คิดจริง ๆ หรือว่าการป้องกันเมืองที่ถูกล้อมจนสิ้นหวังนี้คือความยิ่งใหญ่ และการยอมจำนนคือการกระทำของคนขลาด”
“ตรงกันข้ามเสียอีก! หากใต้เท้าสามารถปล่อยวางได้ และยอมจำนนอย่างสง่างาม นั่นต่างหากคือความยิ่งใหญ่แท้จริง การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่จะรักษาราชวงศ์จิ่งไว้ แต่ยังช่วยให้ประชาชนนับล้านของเป่ยตี๋พ้นจากความทุกข์ยากแห่งสงครามได้อย่างสิ้นเชิง”
“บัดนี้ชาวเมืองเมืองหลวงกำลังจับตา แม้ว่าฉินเฟิงจะนำกองทัพเข้าสู่เมืองแล้ว พวกเขาก็ยังไม่กล้าออกจากบ้าน เหตุใดเล่าก็เพราะในใจยังคำนึงถึงฝ่าบาท”
“ตราบใดที่ฝ่าบาทยังไม่เสด็จออกจากวัง ชาวเมืองเมืองหลวงก็จะไม่พบความสงบสุข”
“ข้าได้กล่าวไปแล้วว่าฉินเฟิงจะไม่รอจนกระทั่งใต้เท้าหมดลมหายใจ หากฝาาบาทยังคงยืนกรานที่จะอยู่ภายในพระราชวัง ไม่เกินสองเดือนฉินเฟิงก็จะบุกโจมตีพระราชวังอย่างแน่นอน”
“เมื่อถึงเวลานั้น มิเพียงแต่ราชวงศ์จิ่งจะถูกสังหาร ทหารรักษาพระองค์ทั้งหมดในพระราชวังก็จะพบจุดจบเช่นกัน และชาวเมืองเมืองหลวงก็จะถูกพันธนาการเข้าสู่สงคราม”
เมื่อได้ฟังคำปราศรัยอันแรงกล้าของอู๋ฟางซวี่ฮ่องเต้เป่ยตี๋กลับนิ่งเงียบ
เขาไม่สนใจชีวิตและความตายของตนเอง แต่กลับไม่อาจไม่ใส่ใจราชวงศ์จิ่งและประชาชน
ความจริงเรื่องเหล่านี้ฮ่องเต้เป่ยตี๋คิดมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน เพียงแต่เขาไม่อาจก้าวข้ามผ่านความรู้สึกในใจไปได้
กระทั่งขณะนี้ เผชิญหน้ากับคำตำหนิของอู๋ฟางซวี่เขาก็ยังคงคลี่คลายความรู้สึกในใจไม่ได้
ความเงียบในขณะนี้ ไม่มีอะไรนอกจากความเศร้าที่จำต้องเผชิญในฐานะผู้ปกครอง
เมื่อเขาเงยหน้าอีกครั้ง สายตากลับคืนสู่ความเยือกเย็นดังเดิม ค่อยๆ นั่งลงบนบัลลังก์ แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงหมดกำลังใจ “ใต้เท้าอู๋ เจ้าพูดเช่นนี้ แล้วข้าจะไม่เข้าใจได้อย่างไร”
“เพียงแต่ฉินเฟิงผู้นี้ ตลอดมามีใจโหดเหี้ยม แม้เขาจะสาบานก็ยังไม่น่าเชื่อถือ”
อู๋ฟางซวี่รู้ดี มิใช่เพียงฉินเฟิง ใต้หล้านี้ บรรดาผู้มีอำนาจทั้งปวง หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง ไม่ว่าผู้ใด ล้วนไม่อาจกระทำตามคำพูด สิ่งที่คิดในใจกับการกระทำย่อมแตกต่างกันดุจฟ้ากับดิน
ฉินเฟิงย่อมไม่วางใจฮ่องเต้เป่ยตี๋ บรรดาโอรสที่อาจเป็นภัยคุกคามฮ่องเต้เป่ยตี๋ ฉินเฟิงจะต้องหาทางกำจัดพวกเขาให้ได้
แม้จะสัญญาปากเปล่าว่าจะไม่ทำร้าย ด้วยเล่ห์กลของฉินเฟิงก็จะทำให้คนเหล่านั้นตายอย่างมีเหตุผล
ท้ายที่สุดแล้ว ฉินเฟิงจะไม่ยอมให้ผู้ใดมาคุกคามตำแหน่งของจิ่งเชียนอิ่งเด็ดขาด
อู๋ฟางซวี่สามารถยืนยันได้ว่า เพียงแค่บรรดาผู้ที่อาจท้าทายจิ่งเชียนอิ่งที่จะถูกฉินเฟิงสังหารอย่างไร้ปรานี ส่วนคนอื่น ๆ ไม่มีเหตุผลใดเลยที่จะทำร้ายพวกเขา
“ฝ่าบาท พระองค์คิดหรือว่าเกียรติยศของท่านคนเดียวจะมีค่ามากกว่าชีวิตทั้งหมดหรือ?”
“พระองค์จะใช้ชีวิตและความตายของทุกคนเป็นเดิมพันเพียงเพื่อลมหายใจแห่งเกียรติของพระองค์หรือพ่ะย่ะค่ะ?”
เผชิญหน้ากับคำถามของอู๋ฟางซวี่ ฮ่องเต้เป่ยตี๋มิได้ตอบ เพียงแต่มองออกไปนอกประตูด้วยสายตาว่างเปล่า เลื่อนลอย
“ฝ่าบาท!”
เสียงตะโกนของอู๋ฟางซวี่กึกก้องในห้วงอากาศของท้องพระโรง แต่กลับไม่ได้รับการตอบรับแต่อย่างใด
อย่างชัดเจนฮ่องเต้เป่ยตี๋ทรงทราบดีว่าควรทำอย่างไร แต่กลับไม่อาจก้าวข้ามความลังเลในใจได้ เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเลือกที่จะทำเป็นไม่ได้ยิน
การหลีกหนีก็เป็นการเผชิญหน้าอีกรูปแบบหนึ่ง…
ตระหนักว่าไม่อาจโน้มน้าวใจฮ่องเต้เป่ยตี๋ได้อีก อู๋ฟางซวี่จึงถอนหายใจยาว แล้วไม่กล่าวอะไรอีก ลุกขึ้นถวายความเคารพอย่างสมบูรณ์แบบต่อฮ่องเต้เป่ยตี๋ราวกับเป็นการชี้แจงต่ออดีตฮ่องเต้และขุนนาง
เขาหมุนตัวอย่างเฉยชา ก้าวยาว ๆ ออกจากท้องพระโรง
เมื่อเดินออกจากประตูใหญ่ กลับไม่รู้ตัวว่าก้าเท้าช้าลง ไม่พ้นความคาดหมายของอู๋ฟาง ไม่นานนักหลี่อวี้ก็ตามมา
“ใต้เท้าอู๋โปรดนอก่อน”
อู๋ฟางผู้ไม่หยุดเดิน ไม่หันกลับ เพียงเดินช้า ๆ โดยเจตนาให้หลี่อวี้ตามทัน เมื่อหลี่อวี้เดินมาถึงข้าง ๆ อู๋ฟางผู้ก็ถอนหายใจยาว
“ใต้เท้าหลี่ ท่านก็เห็นแล้วว่าบัดนี้ฮ่องเต้ทรงอ่อนแอ เพียงแต่หลบหนี หากพระองค์จะทรงเข้าร่วมสงครามอย่างกล้าหาญ พวกท่านตามเสด็จสู่ความตายเพื่อแผ่นดิน ก็ยังพอฟังได้”
“แต่หากคงอยู่เพียงเพื่อร่วมวายชนม์กับพระองค์ มิใช่หรือว่าน่าอับอายเกินไป”
“ความตายอาจหนักดั่งภูเขาไท่ซานหรือเบาดั่งขนนก”
หากก่อนหน้านี้หลี่อวี้ยังลังเลใจ ไม่กล้าทรยศฮ่องเต้เป่ยตี๋แต่เมื่อเห็นฮ่องเต้เป่ยตี๋ทรงหมดกำลังใจ และเพียงแต่คิดจะหนีหลี่อวี้ก็ไม่มีเหตุผลที่จะยืนหยัดต่อไปอีกแล้ว
ยิ่งกว่านั้น ฉินเฟิงได้สัญญาไว้แล้ว แม้ในภายหลังฉินเฟิงจะลอบสังหารหลี่อวี้เขาก็ไม่สนใจ เพราะฉินเฟิงเพียงฆ่าเขาคนเดียวก็เพียงพอ จะไม่เบียดเบียนลูกหลาน การแลกชีวิตของตนเพื่อให้วงศ์ตระกูลดำรงอยู่ต่อไป นับว่าเป็นการค้าที่คุ้มค่าไม่มีผิด
คิดได้เช่นนี้หลี่อวี้จึงไม่ลังเลอีกต่อไป “ใต้เท้าอู๋ เจ้าไปบอกฉินเฟิงว่าข้ายินดีร่วมมือกับเขา วางแผนยึดพระราชวัง”
ได้ยินดังนั้นอู๋ฟางซวี่จึงหยุดเดิน เขามองไปที่หลี่อวี้หายใจลึก แล้วค้อมรับอย่างเคร่งขรึม
“ไม่เสียชื่อเป็นใต้เท้าหลี่เลยสักนิด เข้าใจสถานการณ์ตัดสินใจถูกต้อง มีคำพูดของท่านเช่นนี้ก็เพียงพอแล้ว”
อู๋ฟางซวี่เตรียมจะคำนับ หลี่อวี้รีบขัด พร้อมกับยิ้มขมขื่นกล่าวว่า “ไม่ต้อง ๆ หากข้าเดาไม่ผิด แน่นอนว่าใต้เท้าอู๋ต้องช่วยเหลือข้าต่อหน้า ฉินเฟิงมิเช่นนั้นฉินเฟิงคงไม่ปล่อยข้าไปได้โดยง่ายเช่นนี้”