บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 1037 อดทนเพื่อแผ่นดิน
บทที่ 1037 อดทนเพื่อแผ่นดิน
ฉินเฟิงลุกขึ้น แล้วเดินจากไป ไม่สนใจคนสองคนนั้นอีก
ขณะเดียวกัน ภายในพระราชวัง หลี่อวี้ได้เริ่มปฏิบัติการแล้ว เนื่องจากคาดเดาความคิดของผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์ไม่ได้ หลี่อวี้จึงไม่กล้าเข้าหาผู้บัญชาการทหารรักษาพระองค์โดยตรง แต่เลือกที่จะติดต่อกับรองแม่ทัพของทหารรักษาพระองค์ที่เหมือนจะปลอดภัยกว่า
บนกำแพงพระราชวังหลี่อวี้เดินคู่กับโจวผู่ไปตามแนวกำแพง
หลี่อวี้มองกองทัพที่ตั้งค่ายอยู่นอกพระราชวัง แล้วถามอย่างไม่เป็นทางการ
“ท่านแม่ทัพ ในสงครามครั้งนี้ท่านมีความมั่นใจกี่ส่วน”
เผชิญหน้ากับคำถามของหลี่อวี้ โจวผู่แปลกใจเล็กน้อย เขามองไปยังกองทัพเป่ยซีที่มีอาวุธครบมือ
“ใต้เท้าหลี่ คำพูดของท่านหมายความว่าอย่างไร? หรือกำลังจะบอกข้าว่ากองทัพข้าศึกกำลังเตรียมโจมตีพระราชวัง?”
“จะเป็นไปได้อย่างไรกัน?”
“หากข้าศึกคิดจะโจมตีจริงพวกเขาควรบุกตั้งแต่เข้าเมืองแล้ว ตอนนี้การป้องกันพระราชวังหนาแน่นกว่าเดิมฉินเฟิงจะไม่กลัวความสูญเสียเชียวหรือ?”
หลี่อวี้กอดอกยืนอย่างสงบนิ่ง “แม้ตอนนี้ยังไม่เห็นร่องรอยการโจมตี แต่หากเจ้าเป็นฉินเฟิงเจ้าจะทำอย่างไร?”
“หรือจะรอให้เนิ่นนานต่อไป? ทำให้แผนการทั้งหมดล่าช้า?”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ โจวผู่ตก เขาก็รู้ดีเช่นกันว่า หากฮ่องเต้เป่ยตี๋ยังคงยึดมั่น การโจมตีอย่างรุนแรงของฉินเฟิงก็เป็นเพียงเรื่องของเวลา
เมื่อรู้ว่าจะต้องเผชิญหน้ากับสถานการณ์นี้ โจวผู่ไม่ลังเลอีก เขากล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว “แม้จะไม่มีหวังที่จะชนะ แต่กองทัพของข้าก็จะต้องสร้างความเสียหายอย่างหนักให้กับฉินเฟิงได้แน่!”
หลี่อวี้กลับหัวเราะเยาะ “เกรงว่าจะไม่มีโอกาสสร้างความเสียหายให้ศัตรูเลยด้วยซ้ำ”
โจวผู่ขมวดคิ้ว สายตาที่มองไปยังหลี่อวี้เปลี่ยนไปมาหลายครั้ง “ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน การสู้รบที่แข็งแกร่งย่อมต้องเผชิญกับความสูญเสียมหาศาล กองทัพใหญ่ของฉินเฟิงแม้จะกล้าหาญ แต่ภายใต้กำแพงพระราชวังก็เป็นเพียงแค่กลุ่มเนื้อหนังธรรมดา”
“คำพูดของใต้เท้คงเป็นการเสริมกำลังใจให้ศัตรูและทำลายขวัญของกองทัพตนกระมัง?”
หลี่อวี้ส่ายหน้าพลางถอนหายใจ “บัดนี้พวกเรายังมีเกียรติยศอันใดให้พูดถึงเล่า”
“แม่ทัพโจว เจ้ารู้หรือไม่ว่าฉินเฟิงป้องกันเมืองฉางสุ่ยอย่างไรจึงสามารถต้านทัพใหญ่”
เผชิญหน้ากับคำถามของหลี่อวี้ โจวผู่ตอบอย่างชัดเจน”เหตุผลมีสามประการ ประการแรกคือกองทัพ ประการที่สองคือเมือง และประการที่สามคือเครื่องมือป้องกันเมืองที่ทรงพลัง”
หลี่อวี้พยักหน้า “บัดนี้ฉินเฟิงบุกโจมตี ความได้เปรียบของกำแพงเมืองย่อมหมดไป และความได้เปรียบด้านกำลังพลก็ไร้ประโยชน์ในสงครามบุกโจมตี คงเหลือเพียงเครื่องมือโจมตีเมืองเท่านั้น”
“แม่ทัพโจวลองคิดเถิด ฉินเฟิงใช้เวลาเท่าใดในการโจมตีเทือกเขาสยงอิงและเสียต้นทุนไปมากเพียงใด”
“เทือกเขาสยงอิงแม้มีภูมิประเทศเป็นที่พึ่งพิงก็ยังไม่อาจหยุดยั้งฉินเฟิง แล้วจะมีพระราชวังใดยากล้ำยิ่งกว่าเทือกเขาสยงอิง?”
หน้าของโจวผู่แข็งทื่อ ครั้งก่อนฉินเฟิงบุกยึดเทือกเขาสยงอิงรวดเร็วปานฟ้าแลบ สร้างผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อเป่ยตี๋และเหล่าแม่ทัพ
ชัดเจนว่าฉินเฟิงไม่เพียงแต่ชำนาญสงครามกลางแจ้งและการป้องกันเมือง แต่ในการโจมตีเมืองยังมีมุมมองอันล้ำลึก
โจวผู่กดเสียงต่ำ กล่าวอย่างตื่นกลัว “ใต้เท้าหลี่ท่านหมายความว่า…ฉินเฟิงไม่เร่งโจมตีเมืองเพราะกำลังเตรียมเครื่องมือโจมตีหรือ?”
“หากนำเครื่องมืออันทรงพลังของฉินเฟิงมายังเมืองจะสร้างความเสียหายอย่างยิ่งต่อกองทัพของข้า”
หลี่อวี้ถอนหายใจ “เช่นนั้นแม้ฉินเฟิงจะเป็นฝ่ายโจมตีก็ย่อมหลีกเลี่ยงความสูญเสียไม่ได้ แต่ด้วยการสนับสนุนทางทรัพยากรอย่างต่อเนื่อง เพียงสร้างเครื่องยิงหินจำนวนมากก็สามารถลดความสูญเสียลงได้แล้ว”
“ถ้าเกิดมีเครื่องยิงหินกว่าร้อยเครื่อง ยิงเใส่พระราชวังพร้อมกันเล่าจะทำอย่างไร?”
“ท่านควรรู้ว่า ฉินเฟิงยังคำนึงถึงชื่อเสียง ไม่ประสงค์จะเผาพระราชวังให้ราบเป็นเถ้า หากสิ่งที่ยิงเข้ามาไม่ใช่หิน แต่เป็นลูกไฟ ไม่ทราบว่าแม่ทัพโจวเตรียมรับมือแล้วหรือไม่”
หลี่อวี้ยิ่งวิเคราะห์ สีหน้าของโจวผู่ยิ่งน่าเกลียด
รับรู้ถึงสายตาสิ้นหวังของโจวผู่ หลี่อวี้รู้สึกผิด แม้เขาจะต้องการใช้วาจาทำลายขวัญกำลังใจของโจวผู่ ชักนำให้เขายอมแพ้ แต่การใช้วิธีการต่ำช้ากับแม่ทัพเป่ยตี๋ผู้ซื่อสัตย์ ทำให้เขาไม่สบายใจ
เพื่อคำนึงถึงภาพรวมหลี่อวี้ไม่มีทางเลือกอื่น
หลังความเงียบครู่หนึ่ง โจวผู่กำหมัดแน่น “เช่นนั้นเราควรเตรียมการให้รอบคอบล่วงหน้า ขอบคุณใต้เท้าหลี่ที่เตือน!”
ขณะที่โจวผู่กำลังจะหมุนตัวกลับไป หลี่อวี้ฉวยแขนเขาไว้
“แม่ทัพโจว เจ้าคิดจะเผาพระราชวังจริงหรือ?”
โจวผู่ขมวดคิ้ว “สิทธิ์ในการตัดสินใจอยู่ในมือของฉินเฟิง ใต้เท้าหลี่ควรไปถามกับฉินเฟิงมากกว่า”
หลี่อวี้ส่ายหน้า ดวงตาแน่วแน่ “ไม่! อำนาจการตัดสินอยู่ในมือของท่าน หากในพระราชวังยังคงวางท่าทีว่าจะสู้จนตัวตายไม่ยอมแพ้ ฉินเฟิงก็มีทางเดียวคือการโจมตีอย่างรุนแรง”
เมื่อได้ยินโจวผู่สะดุ้งตกใจ เขากระชากมือออกจากมือหลี่อวี้ ตวาดเสียงต่ำ “หลี่อวี้! เจ้าคิดจะให้ข้ายอมแพ้หรือ?!”
เมื่อหน้าต่างกระดาษถูกแทงทะลุ หลี่อวี้ก็ไม่มีอะไรต้องลังเล เขาถามอย่างเฉียบขาด “หรือเจ้าจะปกป้องป้อมปราการ แล้วยอมให้มันถูกโจมตีจนกลายเป็นซากปรักหักพัง ผู้คนทั้งหมดในพระราชวังถูกสังหารสิ้น เจ้าจึงจะพอใจ?”
“แม่ทัพ ความภักดีของท่านต่อฮ่องเต้เป่ยตี๋เราน่าเลื่อมใสนัก”
“แต่หากเพิกเฉยต่อสถานการณ์และรู้จักเพียงการภักดี เช่นนี้ก็เรียกว่าความภักดีที่โง่เขลา!”
“ข้าขอบอกความจริงกับท่าน ก่อนหน้านี้ที่อู๋ฟางซวี่มา เขาได้ส่งข้อความของฉินเฟิงมาถึงข้า”
“หากกองทัพรักษาการณ์ยอมจำนน ฉินเฟิงจะไม่ทำร้ายแม้แต่เส้นผม ไม่เพียงพวกเรา กระทั่งฝ่าบาทก็จะรอดชีวิต”
สายตาของโจวผู่ดูถูกอย่างที่สุด หากไม่ใช่เพราะหลี่อวี้มีตำแหน่งสูงและอำนาจมาก เขาคงชักดาบฟันคนทรยศคนนี้ตายไปแล้ว
โจวผู่สะเทือนในใจอย่างยิ่ง ทั้งโกรธและตกใจ
เขาไม่เคยคิดฝันว่าแม้แต่หลี่อวี้ผู้ถูกขนานนามว่านักรบผู้ซื่อสัตย์ก็ยังทรยศได้!
“ความจงรักภักดีโง่เขลา? พวกเราได้รับพระมหากรุณาจากฝ่าบาทมาชั่วชีวิต จะไม่ควรจงรักภักดีหรือ?”
“หากไร้การสนับสนุนของฝ่าบาทพวกเราจะมีวันนี้ได้อย่างไร?”
เผชิญหน้ากับการตำหนิของโจวผู่ หลี่อวี้ไม่มีปฏิกิริยามากนัก เขากล่าวหนักแน่นว่า “แม้รู้ชัดว่าตายแน่แล้ว เจ้าก็จะยังคงยืนหยัดต่อไป?”
โจวผู่ไม่ลังเล กล่าวอย่างเด็ดเดี่ยว “แม้ร่างกายจะแหลกสลายก็หาได้สำคัญ”
หลี่อวี้พยักหน้าเล็กน้อย แล้วถามต่อ “แม้คนทั้งหมดในพระราชวังจะถูกสังหารสิ้น ไม่เว้นกระทั่วฝ่าบาทและราชวงศ์ ตลอดจนวังหลัง ก็ยังไม่เป็นปัญหาใช่หรือไม่?”
โจวผู่กำมือแน่น กัดฟันกรอด ครู่หนึ่งจึงเอ่ยเสียงต่ำ “ฝ่าบาททรงตระหนักเรื่องนี้มานานแล้ว!”
หลี่อวี้ไม่โต้แย้ง แต่ยังคงถามต่อ “บรรดาแม่ทัพที่ป้องกันพระราชวังจนสิ้นถูกสังหารล้างตระกูล ท่านคิดว่าไม่มีความเกี่ยวข้องหรือ?”
ดวงตาของโจวผู่เริ่มเปลี่ยนเป็นประหลาด น้ำเสียงก็ไม่มั่นคงเหมือนก่อนอีก