บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 1055 ถูกคนอื่นบงการ
บทที่ 1055 ถูกคนอื่นบงการ
เมื่อทั้งสองคนต่อว่าอย่างรุนแรง ฉินเฟิงได้แต่เอามือลูบจมูกอย่างอับอาย
“แปลก!”
“แปลกมาก!”
“ข้าเป็นถึงเสาหลักของชายแดนเหนือ อีกทั้งยังเป็นที่พึ่งของทุกคน ไยตอนนี้ถึงคราวจะกลับอย่างผู้ชนะ ข้ากลับกลายเป็นหนูข้ามถนน ผู้ใดเจอก็ด่าทอวิพากษ์วิจารณ์”
ฉินเฟิงเดินเอามือไพล่หลังไปยังเรือนหลัง ในใจหงุดหงิดนัก
ตอนนี้เอง เขาได้ยินเสียงสนทนาดังออกมาจากห้องของหลี่เซียวหลาน
ฉินเฟิงไม่ได้คิดอะไรมาก คาดว่าคงเป็นเสิ่นชิงฉือกำลังพูดคุยกับหลี่เซียวหลานเรื่องการเดินทาง
ขณะกำลังจะเดินผ่านไป เสียงคุ้นหูอีกเสียงหนึ่งก็ดึงดูดความสนใจของเขา
เสียงนี้…
เหมือนจะเป็นองค์หญิงจิ่งฉือ?
“หลี่เซียวหลานอยู่กับกับจิ่งฉือ?”
ฉินเฟิงขมวดคิ้วแน่น ก่อนจะย่องเข้าไปใกล้ห้องหลี่เซียวหลานอย่างระมัดระวัง เขาเอานิ้วน้ำลาย แล้วแทงหน้าต่าง แต่แล้วก็รู้สึกเขินอาย เพราะหน้าต่างไม่ได้ติดกระดาษ แต่เป็นผ้า
เมื่อไม่มีทางเลือก ฉินเฟิงเลยได้แต่เอาหูแนบหน้าต่างแอบฟัง
“องค์หญิงหมิ่งเยว่ ฝ่าบาทเพิ่งสืบบัลลังก์ก็จะเสด็จกลับแคว้นต้าเหลียง ฝ่าบาทวางพระทัยได้จริงหรือ?”
“ในตัวข้ามีสายเลือดของอดีตฮ่องเต้เป่ยตี๋ไหลเวียน การที่ทิ้งข้าไว้ ไม่กลัวว่า…”
ไม่ทันที่องค์หญิงจิ่งฉือจะกล่าวจบ หลี่เซียวหลานส่ายหน้า ก่อนจะหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วกล่าว
“เชียนอิ่งจะไว้ใจเจ้าหรือไม่หาได้สำคัญ สิ่งสำคัญคือเฟิงเอ๋อร์ไว้ใจเจ้า”
“เฟิงเอ๋อร์เคยกล่าวว่า กวาดตามองทั่วทั้งเป่ยตี๋ เจ้าเป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่จริงใจต่อการทำเพื่อราษฎร”
“เจ้าได้เห็นความโหดร้ายของสงครามกับตาเจ้าแล้ว ความเห็นแก่ตัวเพียงน้อยนิดจะทำให้ไฟสงครามลุกโชนอีกครั้ง เกรงว่านั่นจะเป็นสิ่งที่เจ้าไม่อยากเห็นเป็นที่สุดกระมัง”
องค์หญิงจิ่งฉือก้มหน้าลง แล้วกล่าวว่า “ความจริงข้าเกลียดฉินเฟิงนัก แต่เพื่อราษฎรเป่ยตี๋ข้าไม่มีทางเลือก”
“ข้าไม่อยากเห็นผู้คนต้องทุกข์ทรมานอีกแล้ว”
“ข้าไม่สนใจด้วยซ้ำว่าฝ่าบาทจิ่งเชียนอิ่งจะเป็นบุรุษหรือสตรี ขอเพียงพระองค์เต็มใจที่จะปกครองแคว้นเป่ยตี๋ ทุ่มเทเพื่อประชาชน ข้าก็จะสนับสนุนแน่นอน”
หลี่เซียวหลานลูบไหล่จิ่งฉือพลางกล่าวอย่างจริงจัง “เฟิงเอ๋อร์ทิ้งเจ้าไว้เป่ยตี๋ ไม่ใช่เพียงช่วยเหลือหลี่จาง แต่ยังมีเหตุผลสำคัญอีกประการหนึ่งด้วย”
องค์หญิงจิ่งฉือพยักหน้า แล้วกล่าวว่า “ข้ารู้ เพื่อไว้ทุกข์แก่การจากไปพระบิดา”
“ถูกต้อง”
หลี่เซียวหลานชอบองค์หญิงที่ฉลาดหลักแหลมผู้นี้นัก “ฮ่องเต้เป่ยตี๋สละพระวรกายเพื่อบ้านเมือง รักษาราชวงศ์จิ่งไว้ การที่เจ้าในฐานะองค์หญิงอยู่ไว้อาลัยเป็นสิ่งสมควรแล้ว”
“เพียงเวลาผ่านไป ผู้คนจะค่อย ๆ ลืมทุกสิ่ง”
“กลับกัน หากพาเจ้าไปด้วย ผู้คนทั่วหล้าจะต้องนำเรื่องนี้มาติฉินนินทาข้าแน่”
“ข้ารู้ว่าเจ้าอยากไปเห็นอำเภอเป่ยซีด้วยตาตัวเอง เรียนรู้ทุกสิ่งที่เป็นประโยชน์แล้วก็จะกลับมาตอบแทนบุญคุณเป่ยตี๋ แต่ไม่จำเป็นต้องรีบร้อน รอให้สถานการณ์ในเป่ยตี๋มั่นคง ข้าจะส่งคนมารับเจ้าเอง”
สายตาที่จิ่งฉือมองไปยังหลี่เซียวหลานเต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ
“องค์หญิงหมิ่งเยว่ เหตุใดท่านดีต่อข้าเช่นนี้? แม้แต่ฮ่องเต้…ก็ยังห่างเหินกับข้า”
หลี่เซียวหลานคาดการณ์ไว้แล้วว่าจิ่งฉือจะถามเช่นนี้ นางกล่าวว่า “ความจริงแล้วพวกเราเป็นคนประเภทเดียวกัน มีความทะเยอทะยาน แต่ไร้แสดงความสามารถ”
“เพียงแต่ข้าผ่านประสบการณ์มามากกว่าเจ้า เลยมองอะไรได้กว้างกว่า”
“ส่วนเชียนอิ่ง เจ้าให้เวลานางสักหน่อยเถิด นางถูกฮ่องเต้เป่ยตี๋ไล่ล่ามาตลอดชีวิต ญาติพี่น้องในครอบครัวล้วนถูกฮ่องเต้เป่ยตี๋สังหาร การจะให้นางยอมรับเจ้าย่อมต้องใช่เวลา ด้วยน่าคงเป็นเรื่องยากสำหรับนางเช่นกัน”
“แต่เจ้าวางใจเถิด ถึงเชียนอิ่งจะไม่ยอมรับเจ้านางก็จะไม่ทำร้ายหรือแก้แค้นเจ้า เพราะอย่างไรเจ้าก็คือคนที่เฟิงเอ๋อร์ยอมรับ”
องค์หญิงจิ่งฉือไม่กังขาในวาจาของหลี่เซียวหลาน
แม้จิ่งฉือจะเย่อหยิ่งและชอบแก้แค้นแต่นางก็เชื่อฟังคำของฉินเฟิง ตราบใดฉินเฟิงพยักหน้า ถึงจิ่งเชียนอิ่งจะมองว่าจิ่งฉือไม่เข้าตา นางก็จะอดทน
อีกอย่าง จิ่งเชียนอิ่งก็ไม่ใช่คนใจแคบ หาไม่ตอนยึดพระราชวังได้ นางคงมีคำสั่งให้สังหารเหล่าราชวงศ์ทั้งหมดแล้ว
ไม่ต้องพูดถึงผลกระทบทางการเมือง…
แค่มีการสนับสนุนจากฉินเฟิง อาศัยแรงกดดันทางทหารอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้เป่ยตี๋ก้มหัวยอมจำนนแล้ว
แม้แต่องค์หญิงจิ่งฉือก็เห็นใจต่อชะตากรรมของจิ่งเชียนอิ่ง นางอยู่เป่ยตี๋และร่วมปกครองแคว้นกับหลี่จางถือว่ารับหน้าที่แทนพระบิดา ชดเชยความเจ็บปวดของจิ่งเชียนอิ่ง
“ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะอยู่เป่ยตี๋ต่อ และดูแลแคว้นแทนพี่หญิงใหญ่เอง”
พอได้ยินคำว่า ‘พี่หญิงใหญ่’ หลี่เซียวหลานยิ้มอย่างรู้ทัน
นับตั้งแต่ตั้งครรภ์หลี่เซียวหลานก็ดูอ่อนโยนขึ้นมาก ราวกับความเป็นแม่เอ่อล้นอยู่ในตัว นางยื่นมือลูบศีรษะขององค์หญิงจิ่งฉือ “เจ้าไม่ต้องคิดมากแล้ว”
“ความจริงที่ข้าดีกับเจ้า จริง ๆ แล้วก็มีเจตนาแอบแฝงอยู่เหมือนกัน”
“ญาติพี่น้องของเจ้าบ้างก็สละชีพเพื่อชาติ บ้างก็ถูกกักขัง เหลือเพียงเจ้าลำพัง ตอนนี้เจ้าอาจจะยังไม่รู้สึกอะไร แต่วันหน้าอาจรู้สึกโดดเดี่ยวมากนัก”
“คิดเสียว่าข้าเป็นพี่หญิงของเจ้าก็แล้วกัน”
“การที่พวกข้าดีต่อเจ้าก็เท่ากับดีต่อพวกข้าเองด้วย”
เผชิญหน้ากับความจริงใจของหลี่เซียวหลาน องค์หญิงจิ่งฉือซาบซึ้งใจจนน้ำตาไหล แม้นางกับฉินเฟิงจะมีความแค้นระหว่างแคว้นและตระกูล แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดนางกลับเกลียดชังพวกเขาเลย
บางทีอาจเป็นเพราะจิ่งฉือเข้าใจดีว่า ผู้ใดคือผู้ที่จะสร้างผลประโยชน์แก่แคว้นเป่ยตี๋
สำหรับหลี่เซียวหลานที่อยู่ตรงหน้า องค์หญิงจิ่งฉือได้นับถือนางเป็นพี่สาวจากก้นบึ้งของหัวใจ
“พี่หญิง พวกท่านเดินทางย่อมต้องระวังตัวให้ดี และข้าก็ยังรอที่จะได้ไปเยือนอำเภอเป่ยซีอยู่”
หลี่เซียวหลานแย้มยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าเข้าใจแล้ว เจ้ากลับไปเถิด พรุ่งนี้ตอนพวกข้าออกเดินทาง เจ้าก็ไม่ต้องมาส่งก็ได้”
หลี่เซ๊ยวหลานกับจิ่งฉือร่ำลากัน พอจิ่งฉือผลักประตูเปิด ฉินเฟิงรีบหลบวิ่งไปหลบมุมกำแพง
กระทั่งนางปิดประตูและเดินจากไป ฉินเฟิงจึงค่อย ๆ โผล่หน้าออกมา ก่อนจะพุ่งตัวเข้าไปในห้องอย่างรวดเร็ว
“ภรรยา เหตุใดเจ้าถึงได้มีสัมพันธ์กับองค์หญิงจิ่งฉือได้เล่า”
ได้ยินคำถามฉินเฟิง หลี่เซียวหลานกำลังจะอธิบาย แต่พอคำพูดมาถึงริมฝีปากก็กลืนลงไปเสียดื้อ ๆ
ใบหน้านางแดงระเรื่อ ” ไร้ยางอาย ข้าเป็นภรรยาเจ้าตั้งแต่เมื่อไรกัน?”
“พวกเรายังไม่ได้แต่งงานเสียหน่อย!”
“อีกอย่าง… เจ้าหมายความว่าอย่างไรที่ว่ามีสัมพันธ์? ปากของเจ้าช่างร้ายกาจนัก”
ฉินเฟิงทิ้งตัวนั่งบนเตียงอย่างไม่สนใจทำตัวราวกับหมูตายไม่กลัวน้ำเดือด “แม้ว่าเราจะยังไม่ได้แต่งงาน แต่เจ้าก็คือภรรยาของข้า เรื่องนี้ไม่อาจเปลี่ยนแปลง”
“ต่อไปเจ้าห้ามอยู่ตามลำพังกับองค์หญิงจิ่งฉืออีกเด็ดขาด”
“องค์หญิงจิ่งฉือเป็นบุตรีในอดีตฮ่องเต้เป่ยตี๋ และเจ้าก็คือดวงใจของข้า หากนางทำอันตรายเจ้า ข้าจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้อย่างไร”
คำพูดของฉินเฟิง แม้จะทำให้หลี่เซียวหลานอบอุ่นใจ แต่ก็ยังอดกลอกตาใส่ไม่ได้
“เจ้าคิดสิ่งใดอยู่ คิดว่าข้าไม่รู้หรือ?”
“หากเจ้าสัมผัสได้ถึงอันตรายแม้เพียงน้อยนิด เกรงว่าคงกักขังองค์หญิงจิ่งฉือไว้นานแล้ว”
“องค์หญิงจิ่งฉือไร้พิษภัย จะทำร้ายข้าได้อย่างไร”
“ต่อให้นางมีใจคิดร้าย ก็คงไม่มีความสามารถพอ”
ก็จริง!
ฉินเฟิงวางใจ เพราะถึงอย่างไรหลี่เซียวหลานก็เคยเป็นมือสังหารของสมาคมรายนามสวรรค์