บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 1140 บ่าวรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ตลอดกาล
บทที่ 1140 บ่าวรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ตลอดกาล
นับตั้งแต่ฉินเสี่ยวฝูเข้ามาดูแลค่ายเทียนจีและเริ่มบริหารงานด้วยตนเอง เขาได้แสดงความฉลาดและเจ้าเล่ห์ออกมาอย่างเต็มที่
เมื่อเทียบกับหลู่หมิงที่ซื่อตรงและจริงใจ ทั้งสองคนนับเป็นขั้วตรงข้ามกันอย่างสิ้นเชิง
คนหนึ่งดูแลภายนอก อีกคนดูแลภายใน ต่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน จัดการค่ายเทียนจีได้อย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
ด้วยความสามารถที่โดดเด่น ประกอบกับความไว้วางใจอย่างสมบูรณ์จากฉินเฟิงทำให้นายบ่าวที่เคยอยู่ด้วยกันไม่ห่างกลับต้องพลัดพรากจากกันเป็นเวลานาน
บัดนี้เมื่อได้พบกันอีกครั้ง ไม่เพียงแต่ฉินเสี่ยวฝูแม้แต่ฉินเฟิงก็ยังรู้สึกตื้นตันใจอย่างมาก
เขาก้าวเดินไปข้างหน้า จับไหล่ฉินเสี่ยวฝูแล้วพยุงให้ลุกขึ้นจากพื้น
เริ่มจากตบไหล่ฉินเสี่ยวฝูจัดเสื้อผ้าที่ยับให้เรียบร้อย จากนั้นก็บีบแขนของฉินเสี่ยวฝูใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม
“เสี่ยวฝู ไม่ได้พบกันนานเจ้าก็เติบโตขึ้นไม่น้อย”
“ร่างกายแข็งแรงขึ้น ดูเป็นลูกผู้ชายมากขึ้นทุกที”
“แต่นิสัยชอบคุกเข่าเรื่อยเปื่อยนี่ ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด”
เมื่อรู้สึกถึงสายตาเอ็นดูของฉินเฟิง ฉินเสี่ยวฝูก็ไม่อาจยั้งใจ ร่ำไห้ออกมาอย่างสุดกลั้น
“คุณชาย นับตั้งแต่พรากจากกันในครั้งนั้น ข้าคิดถึงท่านทั้งวันทั้งคืน”
“โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่ท่านเดินทางไปเป่ยตี๋ข้าน้อยกลัวว่าท่านจะไม่มีคนดูแล อยากจะติดปีกบินไปอยู่เคียงข้างท่านเหลือเกิน”
“ชาตินี้ข้าน้อยจะคุกเข่าให้แค่ท่านผู้เดียว! และจะเป็นผู้ติดตามรับใช้ท่านตลอดไป!”
เมื่อได้ยินคำพูดจากใจที่แสดงความดีใจในการพบกันอีกครั้ง ฉินเฟิงก็รู้สึกซาบซึ้งใจจนน้ำตาไหล
หากไม่ใช่เพราะวันนี้เป็นวันมงคลและฉินเฟิงเป็นเจ้าบ่าว เขาคงจะร้องไห้ออกมาอย่างแน่นอน
ฉินเฟิงจับไหล่ที่แข็งแรงขึ้นของฉินเสี่ยวฝูพลางพยักหน้าติด ๆ กัน
“เสี่ยวฝู เจ้าอยู่เคียงข้างข้ามาตลอด แม้พวกเราจะเป็นนายบ่าว แต่กลับเหมือนพี่น้องมากกว่า”
“หากเจ้าจะยืนกรานว่าตัวเองเป็นบ่าว ข้าก็ไม่ห้าม”
“แต่มีอย่างหนึ่งที่เจ้าต้องฟังข้า นั่นคือต่อไปห้ามคุกเข่าเด็ดขาด!”
“นับจากนี้ไป เจ้าไม่เพียงเป็นคนสนิทของข้า แแต่จะเป็นตัวแทนของข้าด้วย”
ระหว่างทางที่ฉินเสี่ยวฝูเดินทางมา เขาก็ได้ยินมาว่าฉินเฟิงได้รับการแต่งตั้งเป็นอ๋อง
ในใจเขาย่อมดีใจร้อยเท่าพันเท่าและในตอนนี้ เมื่อได้ยินคำพูดของฉินเฟิง ฉินเสี่ยวฝูอยากจะก้มลงคำนับฉินเฟิงทันที
แม้เขาจะเป็นบ่าวมาครึ่งชีวิต แต่ไม่เคยรู้สึกอับอายแม้แต่น้อย กลับรู้สึกโชคดีเสียมากกว่า
ถึงขั้นคิดบ่อยครั้งว่าสวรรค์ช่างเมตตาเขาเหลือเกิน
สำหรับความไว้วางใจของฉินเฟิงฉินเสี่ยวฝูไม่เคยสงสัยเลย เพราะฉินเฟิงมอบหมายให้ฉินเสี่ยวฝูดูแลค่ายเทียนจีซึ่งเป็นองค์กรที่สำคัญมาก ความไว้วางใจนี้ทำให้ฉินเสี่ยวฝูรู้สึกซาบซึ้งใจจนน้ำตาไหล
หากไม่ใช่เพราะในใจของเขาที่มองฉินเฟิงเป็นคุณชายผู้สูงส่งเกินเอื้อม และความคิดนี้ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
มิเช่นนั้นเขาคงวิ่งเข้าไปกอดฉินเฟิงแน่น ๆ ไปนานแล้ว
ฉินเสี่ยวฝูกลั้นความตื่นเต้นในใจแล้วพยักหน้าหนักแน่น “คุณชายวางใจได้!”
“ชีวิตของข้าน้อยเป็นของท่านแล้ว หากผู้ใดคิดร้ายต่อคุณชาย ต้องข้ามศพข้าไปก่อน”
ฉินเฟิงที่เดิมยิ้มแย้ม พอได้ยินคำพูดนี้ก็ไม่พอใจทันที
เขายกเท้าเตะก้นฉินเสี่ยวฝูทีหนึ่ง พลางพูดอย่างหงุดหงิด “วันมงคลแบบนี้ ห้ามพูดจาอัปมงคลเช่นนี้!”
“เจ้าต้องมีชีวิตอยู่ดี ๆ เมื่อแก่ตัวลง พวกเราจะได้นั่งคุยกัน”
แม้จะถูกเตะต่อหน้าผู้คน แต่ฉินเสี่ยวฝูกลับรู้สึกอบอุ่นในใจ
นี่พิสูจน์ว่าเขาไม่ได้เปลี่ยนไป คุณชายก็ไม่ได้เปลี่ยนไป ความสัมพันธ์นายบ่าวยังคงเหมือนเดิม
ฉินเฟิงถอนหายใจเบา ๆ ชาตินี้ของเขาถือว่าสมบูรณ์แบบแล้ว
บิดามารดาเปิดกว้าง คู่รักได้อยู่พร้อมหน้า แม้แต่สหายสนิทก็มีมากมาย จะมีอะไรให้ไม่พอใจอีกเล่า?
เขากลัวว่าจะกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ จึงสั่งให้บ่าวพาฉินเสี่ยวฝูกลับไปร่วมงานเลี้ยงที่เรือนหลัง
แต่พอคิดอีกที รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง จึงโบกมือไล่บ่าวไป
“เสี่ยวฝู ที่นี่ก็เป็นบ้านของเจ้า เจ้าดูแลตัวเองได้”
“กินดื่มให้อิ่มหนำแล้วกลับไปทำงานให้ดี มีค่ายเทียนจีอยู่ในมือเจ้า ข้าจึงจะวางใจได้”
ฉินเสี่ยวฝูก็รู้ดีว่าในวันมงคลเช่นนี้ ไม่ควรมาเศร้าโศกเสียใจ เขาพยักหน้าหนัก ๆ เช็ดน้ำตาที่มุมตา แล้วรีบวิ่งเข้าไปข้างใน
พวกบ่าวที่อยู่ในที่นั้น มองดูฉินเสี่ยวฝูผู้มีอำนาจสูงส่ง ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความร้อนแรง
สำหรับพวกเขาแล้ว ฉินเสี่ยวฝูคือเป้าหมายที่ต้องไล่ตามไปชั่วชีวิต
การเป็นบ่าวที่สามารถก้าวขึ้นมาถึงตำแหน่งอย่างฉินเสี่ยวฝูชาตินี้ก็นับว่าสมบูรณ์แล้ว
แทบจะในทันทีที่ฉินเสี่ยวฝูเพิ่งเดินจากไป เสียงของบ่าวต้อนรับก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“เสมียนที่ว่าการอำเภอหมิง หลิวอวิ๋นเซียมอบแม่ไก่สี่ตัว เงินสามร้อยอีแปะ”
เมื่อได้ยินรายการของขวัญ บรรดาบ่าวและสาวใช้ต่างตะลึงงัน ก่อนจะแสดงสีหน้าเยาะเย้ย
แม่ไก่สี่ตัว? เงินสามร้อยอีแปะ?
หลิวอวิ๋นเซียผู้นี้ คงโดนลาเตะหัวมาแน่ ๆ ถึงได้ให้ของขวัญอย่างขัดสน นี่มาแสดงความยินดีหรือมาตบหน้าฉินเฟิงกันแน่?
ต้องรู้ไว้ว่าแขกที่มาร่วมงานมงคลในวันนี้ ล้วนมอบเงินอย่างน้อยห้าร้อยตำลึงเป็นของขวัญ
เสมียนผู้โผล่มาอย่างกะทันหันผู้นี้ ช่างดูยากจนราวกับขอทานเลยทีเดียว
แต่เมื่อทุกคนมองไปที่ฉินเฟิงกลับพบว่าฉินเฟิงไม่ได้รังเกียจแม้แต่น้อย ซ้ำยังดูตื่นเต้นยินดีเสียด้วย
ทุกคนมองหน้ากันไปมา อดไม่ได้ที่จะวิพากษ์วิจารณ์
“นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
“แขกคนก่อน ๆ ถึงจะมอบเงินเป็นพันตำลึง ท่านอ๋องก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไรมากมาย แต่กลับยิ้มแย้มแจ่มใสเพราะแม่ไก่สี่ตัวที่มีมูลค่าแค่สามร้อยอีแปะเท่านั้น?”
“พูดถึงเรื่องนี้ท่านอ๋องรู้จักเสมียนคนหนึ่งได้อย่างไร?”
“เจ้าไม่พูดข้าก็ไม่ทันสังเกต! เสมียนศาลว่าการอำเภอแม้แต่ขุนนางราชสำนักยังไม่นับว่าเป็น แต่ท่านอ๋องกลับเป็นผู้ที่อยู่ใต้เพียงผู้เดียวและอยู่เหนือผู้คนนับหมื่น”
“ท่านอ๋องจะมารู้จักคนต่ำต้อยเช่นนี้ได้อย่างไร?”
ในขณะที่ทุกคนกำลังคิดไม่ตก ฉินเฟิงกลับเดินไปที่ประตูเอง มองออกไปข้างนอกสองรอบ เมื่อเห็นว่าหลิวอวิ๋นเซียไม่มา ก็ดูผิดหวังอยู่บ้าง
ทุกคนยิ่งรู้สึกงุนงงสงสัย
บ่าวที่กล้าหาญคนหนึ่งลองถามอย่างระแวดระวัง “ท่านอ๋อง หลิวอวิ๋นเซียผู้นี้ คงจะมีภูมิหลังอะไรสักอย่างกระมัง?”
ว่างอยู่แล้วฉินเฟิงจึงอธิบายไปตามความเป็นจริง “ก็แค่หญิงสาวชาวบ้านธรรมดาจากอำเภอหมิง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น บ่าวผู้นั้นก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ทันที “คงไม่ใช่สตรีคู่ใจของท่านอ๋องกระมัง?”
ฉินเฟิงยื่นมือตบหน้าผากบ่าวผู้นั้นทันที จนเจ้าตัวร้องครางด้วยความเจ็บปวด
ฉินเฟิงพูดอย่างหงุดหงิด “พูดเหลวไหลอะไรของเจ้า!”
“วันนี้ข้าอารมณ์ดี ไม่อยากต่อความยาวสาวความยืดกับเจ้า หากยังกล้าคาดเดาไปเรื่อย ระวังจะโดนลงโทษตามกฎของจวนเอานะ!”
ที่ฉินเฟิงต้องโต้ตอบรุนแรงเช่นนี้ ก็เพราะภรรยาทั้งสามของเขา มีสองนางกำลังตั้งครรภ์อยู่
หากทำให้พวกนางตกใจจนกระทบกระเทือนถึงทารกในครรภ์ ถึงจะเอาบ่าวปากมากผู้นี้ไปเฆี่ยนจนตาย ก็ยังไม่สาแก่ใจ!
แต่เพื่อป้องกันไม่ให้พวกเขาคิดไปเรื่อยเปื่อย ฉินเฟิงจึงเอ่ยเพิ่มอีกประโยค “ข้าผ่านมาทางอำเภอหมิง ได้ช่วยชีวิตพี่น้องพวกนางเอาไว้ นี่คงเป็นการตอบแทนบุญคุณข้า”
บรรดาบ่าวที่อยู่ในที่นั้นจึงพากันเข้าใจกระจ่างแจ้ง