บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 1181 กลุ่มเดินทางเยี่ยมญาติ
บทที่ 1181 กลุ่มเดินทางเยี่ยมญาติ
ที่อำเภอเป่ยซีเมืองชั้นในเพียงแค่มองไปในระยะสายตา ก็มีอาคารสามชั้นกว่าสิบหลังแล้ว!
“ท่านนายอำเภอ…อาคารสามชั้นในอำเภอเป่ยซีมีทั้งหมดกี่หลังหรือ?”
เมื่อถามคำถามนี้ออกมา น้ำเสียงของรองเสนาบดีกรมคลังก็สั่นเครือ
หลินฉวีฉีตอบออกมาทันทีโดยไม่ต้องคิด “ทั้งหมดยี่สิบเจ็ดหลัง ตามแผนของฉินอ๋อง ยิ่งมีอาคารมาก ยิ่งประหยัดพื้นที่ และยิ่งสามารถรองรับประชาชนได้มากขึ้น”
“จากอาคารสามชั้นทั้งยี่สิบเจ็ดหลังนี้ ห้าหลังเป็นของหน่วยงานราชการ ที่เหลืออีกยี่สิบสองหลัง ถูกแจกจ่ายให้กับผู้มีคุณูปการต่ออำเภอเป่ยซีโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย”
“แม่ทัพใหญ่ทั้งสามแห่งอำเภอเป่ยซี จ้าวอวี้หลง หนิงหู่ สวีโม่ต่างก็ได้รับอาคารคนละหลัง”
“ส่วนอาคารที่เหลือ ก็ถูกครอบครองโดยบุคคลที่มีความสามารถจากภาคการค้า อุตสาหกรรม และการเมือง”
“พูดง่าย ๆ คือใครก็ตามที่ทำคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ให้กับอำเภอเป่ยซีก็จะได้อาศัยในอาคารเหล่านี้”
พูดถึงตรงนี้ หลินฉวีฉียิ้มกว้าง “ข้าน้อยก็มีอยู่หลังหนึ่ง แต่พูดไปแล้ว ฉินอ๋องกลับไม่มีชื่ออยู่ในรายชื่อ”
“เพราะฉินอ๋องแทบไม่ได้กลับมาอำเภอเป่ยซีถึงจะกลับมาก็จะพำนักที่เรือนในของศาลว่าการอำเภอ”
องค์หญิงจิ่งฉือตื่นเต้นจนกำหมัดแน่น ทุกสิ่งทุกอย่างในอำเภอเป่ยซีล้วนแปลกใหม่สำหรับนาง
เมื่อหลินฉวีฉีหันไปมองคณะทูตจากเป่ยตี๋ก็พบว่าทุกคนต่างมีสีหน้าตะลึงงัน
หลินฉวีฉีอดที่จะหัวเราะไม่ได้ “พวกท่านเป็นอะไรไปหรือ?”
รอเสนาบดีกลืนน้ำลายก่อนพูดอย่างเงอะงะ “อำเภอเป่ยซีนั้นเจริญรุ่งเรืองยิ่งกว่าเมืองหลวงของพวกเราเสียอีก”
“ประชาชนทั้งหลายต่างอาศัยอยู่ในอาคารสูง ส่วนเมืองชั้นในนั้นมีอาคารสามชั้นถึงยี่สิบเจ็ดหลัง”
“ข้าเกรงว่าค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างคงจะสูงถึงตัวเลขที่น่าตกใจ”
“แม้ช่างฝีมือจะประหยัดต้นทุนได้ดีที่สุด การสร้างเมืองขนาดนี้ก็คงต้องใช้เงินหลายสิบถึงร้อยตำลึง”
หลินฉวีฉีอดถอนหายใจไม่ได้ สมแล้วที่เป็นขุนนางกรมคลัง ไวต่อเรื่องรายรับรายจ่ายเหลือเกิน
นับตั้งแต่ฉินเฟิงเริ่มขยายอำเภอเป่ยซีจนถึงวันนี้ เงินที่ใช้ในการก่อสร้างพื้นฐานเกินสองแสนตำลึงไปแล้ว
รายจ่ายของอำเภอเป่ยซีนั้น นอกจากค่าใช้จ่ายทางทหารแล้ว ส่วนที่มากที่สุดก็คือค่าก่อสร้างพื้นฐาน
แต่ผลตอบแทนก็คุ้มค่า
อำเภอเป่ยซีดึงดูดผู้มีความสามารถมากมาย การค้าขายเฟื่องฟูถึงขีดสุด จนกระทั่งมีศูนย์กลางการค้าหลายแห่งแตกแขนงออกไปจากอำเภอเป่ยซี
อีกทั้ง…
เพราะอำเภอเป่ยซีมีการค้าขายกับแคว้นเพื่อนบ้านอย่างคึกคัก ถนนในอำเภอเป่ยซีจึงเต็มไปด้วยร้านค้าใหญ่น้อยนับไม่ถ้วน สินค้าก็มีให้เลือกมากมายครบครัน ราวกับว่าของทุกอย่างในใต้หล้าล้วนมีอยู่ที่นี่
องค์หญิงจิ่งฉือเดินอยู่บนถนนที่คึกคักของอำเภอเป่ยซีนางทอดสายตามองร้านขายของชำแห่งหนึ่งอย่างตื่นตะลึง
เถ้าแก่และลูกจ้างในร้านกลับเป็นสตรี!
“นายอำเภอหลิน ที่อำเภอเป่ยซีนี้ สตรีสามารถออกมาทำงานนอกบ้านได้หรือ?”
หลินฉวีฉียักไหล่ ทำท่าทางเหมือนเป็นเรื่องปกติธรรมดา
“ยกเว้นกองทัพและช่างฝีมือแล้ว อาชีพที่เหลือแทบไม่มีข้อจำกัดใด ๆ สำหรับสตรีเลย”
“แม้ว่าตอนแรกจะมีสตรีออกมาทำงานไม่มาก แต่เพราะการค้าที่อำเภอเป่ยซีเจริญรุ่งเรืองมาก กำไรสูง แต่ละคนสามารถเก็บเงินได้หลายตำลึงต่อปี”
“เพื่อหาเงินให้ได้มากขึ้น สตรีที่แต่งงานแล้วเกือบทั้งหมดถูกส่งออกมาทำงาน”
“ส่วนสตรีที่ยังไม่แต่งงาน นอกจากไม่ต้องทำงานแล้ว ก็ไม่มีข้อจำกัดพิเศษอื่นใด อย่างไรเสียสำหรับชาวอำเภอเป่ยซีแล้ว การเลี้ยงดูบุตรสาวหลายคนก็ไม่ใช่ภาระแต่อย่างใด”
องค์หญิงจิ่งฉือรำพึงในใจ น่าแปลกใจนักที่ตั้งแต่เข้ามาในอำเภอเป่ยซีได้เห็นเด็กหญิงมากมาย
เด็กในอำเภอเป่ยซีทั้งชายและหญิงมีจำนวนไม่ต่างกันเลย…
ส่วนเรื่องที่กองทัพและช่างฝีมือจำกัดไม่ให้สตรีเข้าร่วม ก็พอเข้าใจได้
เพราะการรบในยุคนี้ต้องใช้พละกำลังและร่างกายที่แข็งแรง โดยเฉพาะทหารเกราะหนัก ต้องสวมชุดเกราะหนักเข้าสู้รบ สตรีร่างกายอ่อนแอ ย่อมไม่อาจทำหน้าที่นี้ได้
สำหรับช่างฝีมือ เหตุผลก็เข้าใจได้
ในอำเภอเป่ยซีนี้ มีสิ่งแปลกใหม่มากมายรอให้องค์หญิงจิ่งฉือได้ค้นพบ
แต่เดิมนางวางแผนจะพาคณะทูตจากเป่ยตี๋มาพักที่อำเภอเป่ยซีเพียงหนึ่งเดือน เพื่อเรียนรู้อย่างผิวเผินเท่านั้น
แต่ตอนนี้นางเปลี่ยนใจแล้ว นางต้องการจดจำทุกอย่างในอำเภอเป่ยซีไว้ให้ดี
แม้จะไม่สามารถเรียนรู้ได้ทั้งหมด แต่หากกลับไปเป่ยตี๋แล้วสร้างเมืองที่คล้ายคลึงกับอำเภอเป่ยซีได้ ก็นับว่าเพียงพอแล้ว
ความคิดขององค์หญิงจิ่งฉือย่อมไม่อาจปิดบังจากหลินฉวีฉีได้
หลินฉวีฉีไม่ได้ใส่ใจแต่อย่างใด เพราะการจะสร้างเมืองแบบอำเภอเป่ยซีนั้น มีเงินและคนอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ
สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องมีผู้นำที่ไม่ยึดติดกับกรอบเดิม ๆ และมีความกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์เหมือนฉินเฟิง
ในขณะที่องค์หญิงจิ่งฉือพาคณะทูตจากเป่ยตี๋เที่ยวชมอำเภอเป่ยซีราวกับอยู่ในความฝันนั้น
คำสั่งลับของฉินเฟิงก็แพร่เข้ามาในอำเภอเป่ยซีอย่างเงียบ ๆ
เพียงไม่กี่วันต่อมา ชาวบ้านที่มีบรรพบุรุษมาจากเจียงหนานก็เริ่มออกเดินทางกลับไปเยี่ยมญาติที่บ้านเกิด
การเดินทางครั้งนี้ระยะทางไกลและเต็มไปด้วยอันตราย
เพื่อรับประกันความปลอดภัยให้กับผู้ที่เดินทางไปเยี่ยมญาติ ชาวบ้านทั้งหมดจึงต้องเดินทางตามเส้นทางของกองทัพเป่ยซี และมีการนับจำนวนคนอย่างละเอียด
ทุกด่านที่ผ่านต้องมีการรายงานตัว
ชาวอำเภอเป่ยซีห้าร้อยคนที่เดินทางกลับบ้านเกิดเพื่อเยี่ยมญาติ แต่ละคนล้วนขับรถม้าของตัวเอง พกพาข้าวของมากมาย พาครอบครัวมาด้วย ทุกคนต่างมีท่าทีกระฉับกระเฉง
เนื่องจากองครักษ์เสื้อแพรได้สำรวจเส้นทางล่วงหน้า และติดสินบนโจรที่ซุ่มอยู่ตามเส้นทางไว้แล้ว
ตราบใดที่กลุ่มเดินทางเยี่ยมญาติไม่ออกนอกเส้นทาง ก็จะไม่มีอันตรายถึงชีวิต
การเดินทางราบรื่น ใช้เวลาเพียงยี่สิบกว่าวันก็มาถึงเจียงหนาน
พวกเขาไม่ได้กลับบ้านทันที แต่ถูกทหารม้าเบาแห่งอำเภอเป่ยซีคุ้มกันพาไปยังค่ายทหารทั้งหมด
ขณะนี้ในค่ายทหารคึกคักมาก กองทัพอำเภอเป่ยซีหนึ่งหมื่นนายและทหารประจำการเจ็ดพันนายได้รวมกำลังกันแล้ว และในช่วงนี้ก็ไม่มีการปะทะกันเกิดขึ้นอีกเลย
ฉินเฟิงว่างงานทั้งวัน จึงปรึกษากับหลิ่วหมิงว่าจะประชาสัมพันธ์ความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของอำเภอเป่ยซีอย่างไร
เมื่อทราบว่ากลุ่มเดินทางเยี่ยมญาติมาถึงค่ายทหารแล้ว ดวงตาของฉินเฟิงก็เป็นประกาย รีบวิ่งออกจากกระโจม
ฉินเฟิงมองดูพ่อแม่พี่น้องห้าร้อยคน รู้สึกปลื้มใจยิ่งนัก
“การเดินทางครั้งนี้ไกลแสนไกล ข้ามภูเขาลำเนาไพร พวกเจ้าเหนื่อยกันมามากแล้ว”
ชาวบ้านทั้งหลายเมื่อได้เห็นฉินเฟิงอยู่ใกล้ ๆ ต่างตื่นเต้นจนตัวสั่น ใบหน้าแดงก่ำไปหมด
ในบรรดาพวกเขาเหล่านั้น ส่วนใหญ่รู้จักแต่นามของฉินเฟิงแต่ไม่เคยได้พบเห็นตัวจริงของฉินเฟิงมาก่อน
บัดนี้ในที่สุดก็ได้พบกับผู้ปกครองเมืองที่พวกเขาคิดถึงทั้งวันทั้งคืน ย่อมอดใจไว้ไม่อยู่
ชาวเมืองเป่ยซีทั้งหมดพากันคุกเข่าลงกับพื้น ทยอยคำนับ
“ท่านอ๋อง ข้าไม่คิดว่าชั่วชีวิตนี้จะได้พบท่าน”
“ชีวิตที่ดีของพวกข้า ล้วนเป็นสิ่งที่ท่านอ๋องประทานให้ทั้งสิ้น!”
“หากในตอนนั้นมิได้รับการอุปการะจากท่านอ๋อง ครอบครัวของพวกเรา คงอดตายไปนานแล้ว”