บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 1196 อู๋เหอลี่อีกแล้ว
บทที่ 1196 อู๋เหอลี่อีกแล้ว
ฉินเฟิงโกรธจนควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ เขาได้กำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่าให้ทหารทุกนายระมัดระวังและห้ามมีเหตุการณ์สังหารหมู่ชาวบ้านเกิดขึ้นอีก
แต่ผลคือยังไม่ทันได้หายใจหายคอ ข่าวร้ายก็มาถึงอีกครั้ง และครั้งนี้หมู่บ้านที่ถูกโจมตีกลับเป็นหมู่บ้านใหญ่ที่มีชื่อเสียงแถบเมืองกูซู
อีกไม่กี่วันข่าวนี้คงสะพัดไปทั่วเมืองกูซู เมื่อถึงเวลานั้น ชาวบ้านในแถบนี้คงขยาดคำว่า ‘ราชสำนัก’ ราวกับเจอเสือร้าย
เมื่อเผชิญกับความโกรธของฉินเฟิงจ้าวเจิ้นไห่ก็มีสีหน้าซับซ้อน
เขาลงจากหลังม้าอย่างเงียบ ๆ แล้วคุกเข่าข้างหนึ่งต่อหน้าฉินเฟิง
“ที่นี่เป็นเขตปกครองของข้าน้อย”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ฉินเฟิงกลับยิ่งโกรธหนัก จ้าวเจิ้นไห่เคยดำรงตำแหน่งรองนายกองค่ายเทียนจีนำทัพองครักษ์ค่ายเทียนจีผ่านศึกสงครามนองเลือด และสร้างผลงานมากมาย
ยิ่งไปกว่านั้นเขายังเป็นหนึ่งในแม่ทัพที่ฉินเฟิงให้ความไว้วางใจเป็นพิเศษ
แต่หลังจากมาถึงแดนใต้กลับปล่อยปละละเลยจนเกิดเหตุการณ์สังหารหมู่ชาวบ้าน เรื่องนี้ไม่อาจให้อภัยได้
ฉินเฟิงไม่เอ่ยอะไรให้มากความ ยกมือรับแส้จากองครักษ์แล้วโยนไปตรงหน้าจ้าวเจิ้นไห่
“คำสั่งทหารต้องเด็ดขาดดั่งหินผา!”
“ข้าเคยบอกไว้แล้วว่า ไม่ว่าจะเป็นผู้ใด หากชาวบ้านในเขตที่รับผิดชอบถูกโจมตี จะต้องลงโทษผู้รับผิดชอบอย่างหนัก”
“ถึงแม้เจ้าจะเป็นขุนพลเก่าข้างกายข้า ก็จะไม่มีการผ่อนปรนให้เด็ดขาด”
ฉินเฟิงเหลือบมองสตรีในหมู่บ้านที่กำลังตะลึงงัน
“หมู่บ้านต้าเถียน มีผู้เคราะห์ร้ายกี่คน?”
ตอนแรกไม่มีใครพูดอะไร พวกนางต่างรู้สึกสับสน ไม่รู้ว่าควรเชื่อใจท่านอ๋องที่อยู่ตรงหน้าหรือไม่
ในที่สุดหลิวชุ่ยก็ตอบเสียงเบา “อย่างน้อยหนึ่งร้อยยี่สิบคนเจ้าค่ะ”
หนึ่งร้อยยี่สิบคน!
เพียงเพราะการป้องกันที่หละหลวม การรักษาการณ์ที่หย่อนยาน ทำให้ชาวบ้านต้องเสียชีวิตถึงหนึ่งร้อยยี่สิบคน
ฉินเฟิงจ้องมองด้วยสายตาเยียบเย็น “ทุกชีวิตที่ต้องตายในหมู่บ้านต้าเถียน เท่ากับหนึ่งแส้ที่จ้าวเจิ้นไห่ต้องรับ”
พูดจบ ฉินเฟิงหันไปมองหลิ่วหมิงที่ยืนเงียบอยู่ข้าง ๆ “เจ้าเป็นคนลงโทษ!”
หลิ่วหมิงได้เลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรในฐานะหัวหน้าสายสอดแนมเขาจะไม่ปรานีแม้แต่น้อย หนึ่งร้อยยี่สิบแส้นี้ จ้าวเจิ้นไห่ต้องตายแน่นอน
เหล่าแม่ทัพนายกองที่อยู่ในที่นั้น ต่างลงจากม้าคุกเข่าขอความเมตตา
“ขอท่านอ๋องโปรดเมตตา ต่อให้เป็นร่างกายที่แข็งแกร่งเพียงใด ก็ไม่อาจทนรับหนึ่งร้อยยี่สิบแส้นี้ได้ขอรับ”
“ด้วยที่จ้าวเจิ้นไห่เคยร่วมเป็นร่วมตายกับท่าหลายครั้ง แม้ไม่มีความดีความชอบ ก็ยังมีคุณงามความดีที่ได้ร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่มา ขอท่านอ๋องโปรดลดหย่อนโทษให้เขาด้วยเถิด”
“แม่ทัพจ้าวไม่เคยปล่อยปละละเลยแม้แต่น้อย เขานำพวกข้าลาดตระเวนรอบเมืองกูซู ค้นหาทางลับออกจากเมืองอยู่ตลอด”
“โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นที่หมู่บ้านต้าเทียนครั้งนี้ เป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน”
ท่ามกลางคำวิงวอนของผู้คน แววตาของฉินเฟิงกลับไม่มีทีท่าอ่อนลงแม้แต่น้อย ยังคงเย็นชาอย่างที่สุด
“กฎย่อมเป็นกฎ พวกเจ้ากล้าวิงวอนให้จ้าวเจิ้นไห่ หรือว่าพวกเจ้าได้สมคบคิดกับเขาแล้ว?!”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ แม่ทัพสิบกว่านายที่ร่วมวิงวอน ต่างรู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งร่าง
ใคร ๆ ก็รู้ว่าฉินเฟิงรังเกียจการจับกลุ่มสมคบคิดที่สุด
การให้รางวัลและการลงโทษนั้นชัดเจน เมื่อทำผิดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นจ้าวเจิ้นไห่ หรือแม้แต่สวีโม่และจ้าวอวี้หลง ฉินเฟิงก็ไม่มีทางละเว้น
การที่พวกเขาวิงวอนให้จ้าวเจิ้นไห่ เท่ากับเป็นการบอกทุกคนว่า แค่มีเส้นสายในกองทัพก็สามารถรอดพ้นจากการลงโทษได้
ในตอนนั้นเอง จ้าวเจิ้นไห่ก็ตะโกนขึ้น “ทุกท่านไม่ต้องวิงวอนแทนข้าอีกแล้ว!”
“เรื่องนี้เป็นความประมาทของข้าเอง สมควรถูกลงโทษ!”
“หากข้าทนรับการเฆี่ยนหนึ่งร้อยยี่สิบทีไม่ไหว นั่นก็แสดงว่าข้าสมควรตาย ชาติหน้าค่อยมารับใช้ฉินอ๋องใหม่”
ฉินเฟิงดวงตาเย็นชา “พูดได้ดีนัก!”
“หลิ่วหมิงเจ้าไม่ต้องลงมือแล้ว ข้าจะจัดการเอง”
ภายใต้สายตาที่เต็มไปด้วยความเกรงกลัวของผู้คน ฉินเฟิงลงจากหลังม้า หยิบแส้ขึ้นมาแล้วฟาดลงบนไหล่ของจ้าวเจิ้นไห่
“หากเจ้าเป็นลูกผู้ชาย ก็ถอดเกราะออกมา!”
จ้าวเจิ้นไห่ไม่รีรอ รีบถอดเกราะและเสื้อผ้าท่อนบนออกทั้งหมด เผยให้เห็นร่างกายที่แข็งแกร่งเต็มไปด้วยรอยแผลเป็น
ทุกคนในที่นั้นต่างสูดหายใจเฮือก พวกเขาเพิ่งเคยเห็นร่างกายของจ้าวเจิ้นไห่เป็นครั้งแรก บนร่างกายเต็มไปด้วยรอยแผลทั้งเล็กและใหญ่นับสิบแห่ง
รอยแผลเหล่านี้ล้วนเป็นรอยที่เกิดจากการออกรบกับเป่ยตี๋ร่วมกับฉินเฟิง
“ขอท่านโปรดลงโทษ อย่าได้ปรานีเพียงเพราะข้าเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาเก่าของท่าน”
แทบจะในทันทีที่เสียงพูดจบลง ฉินเฟิงก็ยกแส้ขึ้นฟาดลงบนแผ่นหลังของจ้าวเจิ้นไห่อย่างแรง
เพียะ!
หลังจากเสียงดังกังวาน บนแผ่นหลังของจ้าวเจิ้นไห่ก็มีละอองเลือดพวยพุ่งขึ้นมาในทันที แผ่นหลังที่แข็งแกร่งถูกฟาดจนเกิดเป็นรอยแผลน่าสยดสยอง
เพียงครั้งเดียวก็ถึงกับเนื้อแยก เห็นได้ชัดว่าฉินเฟิงไม่ได้ปรานีแม้แต่น้อย
ด้วยแรงฟาดเช่นนี้ อย่าว่าแต่หนึ่งร้อยยี่สิบที เพียงแค่สิบทีก็คงจะเอาชีวิตจ้าวเจิ้นไห่ไปแล้ว
หลังจากแส้แรก ฉินเฟิงไม่ปล่อยให้จ้าวเจิ้นไห่ได้พัก แส้ที่สองก็ฟาดลงมาในทันที
สองทีแส้ม้า จ้าวเจิ้นไห่ก็เริ่มส่งเสียงคำรามต่ำในลำคอ เขากำหมัดแน่น กัดฟันแน่น เหงื่อผุดเต็มหน้าผาก แต่ก็ยังไม่หลบหลีก
เหล่าแม่ทัพที่อยู่ในที่นั้น ต่างพากันหันหน้าหนี ไม่อยากมองภาพตรงหน้า
ขณะที่ฉินเฟิงยกแส้ขึ้นอีกครั้ง เตรียมจะฟาดลง เสียงร้องไห้โหยหวนก็ดังขึ้นกะทันหัน เป็นเสียงของหลิวชุ่ย
“ท่านอ๋อง อย่าตีอีกเลย ข้าเชื่อแล้ว!”
“หากราชสำนักเป็นเช่นท่านอ๋อง เป็นกองทัพที่มีคุณธรรม จะมาแตะต้องหมู่บ้านได้อย่างไร?”
“แม่ทัพท่านนี้ รีบมาช่วยทันที ก็นับว่ายากแล้ว ขอท่านอ๋องโปรดให้โอกาสเขาอีกครั้งเถิด”
พูดจบ หลิวชุ่ยก็พาลูกทั้งสามคุกเข่าลง
พวกนางสูญเสียเสาหลักของครอบครัวไปแล้ว หากจะมีชีวิตรอดในยามบ้านเมืองวุ่นวายนี้ ที่พึ่งเพียงหนึ่งเดียวก็คือเหล่าทหารที่จริงใจปกป้องพวกนางเท่านั้น
ฉินเฟิงกำแส้แน่น มองไปที่หลิวชุ่ย ถามเสียงต่ำ “เจ้าคิดให้ดีแล้วหรือ?”
“ที่นี่เป็นเขตปกครองของจ้าวเจิ้นไห่ เพราะความประมาทเลินเล่อของเขา ทำให้เกิดโศกนาฏกรรม แม้จะลงโทษหนัก ก็สมควรแล้วกับความผิดของเขา”
ที่ฉินเฟิงโกรธถึงเพียงนี้ ก็เพราะจ้าวเจิ้นไห่ซื่อตรงเกินไป จนถึงขั้นโง่เขลา รู้แต่จะทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ไม่รู้จักยืดหยุ่น
ในเขตปกครองของเขามีเพียงแปดหมู่บ้าน แค่ส่งทหารม้าสอดแนมไปตรวจตราใกล้ ๆ แต่ละหมู่บ้าน หากพบศัตรูเข้าใกล้ ก็แจ้งกองทัพมาสกัดได้ทันที
เรื่องง่าย ๆ แค่นี้ยังทำไม่ได้ หากไม่ลงโทษเขา ชาตินี้ก็อย่าหวังว่าจะมีความก้าวหน้าแม้แต่น้อย
จ้าวเจิ้นไห่ย่อมเข้าใจดี ที่ฉินเฟิงโกรธถึงเพียงนี้ ก็เพราะคาดหวังในตัวเขามากเท่านั้น
แส้สองครั้งนี้ โดนไปก็สมควรแล้ว
ไม่เพียงแค่หลิวชุ่ยเท่านั้น สตรีและเด็กที่รอดชีวิตในหมู่บ้านต้าเถียนต่างก็เชื่อใจฉินเฟิงและคณะอย่างสนิทใจ
เมื่อพวกเขาตระหนักว่ากองทัพที่สังหารหมู่บ้านก่อนหน้านี้ไม่ใช่กองทัพหลวง เช่นนั้นก็มีคำอธิบายเพียงอย่างเดียว นั่นคือต้องเป็นกองทัพท้องถิ่นแน่นอน
ในชั่วขณะนั้น เสียงร่ำไห้และเสียงสาปแช่งดังไม่ขาดสาย
“ไอ้พวกชั่วช้า ทหารเจียงหนานกลับมาสังหารชาวเจียงหนานมันเป็นเหตุผลอะไรกัน!”
“พวกมันไม่ควรจะปกป้องพวกเราหรอกหรือ เหตุใดจึงโหดร้ายถึงเพียงนี้”
หลิวชุ่ยเช็ดน้ำตา ตัดสินใจเด็ดขาด ตะโกนบอกฉินเฟิงว่า “ท่านอ๋อง หม่อมฉันเคยได้ยินพวกทหารโจรเถียงกัน แม่ทัพที่นำทัพมา ดูเหมือนจะชื่อ…อู๋เหอลี่”