บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 1266 ครอบครัวใหญ่
บทที่ 1266 ครอบครัวใหญ่
จิ่งเชียนอิ่งยังคงเชิดหน้าขึ้น กล่าวอย่างไม่พอใจว่า “อย่าคิดว่าแค่นี้จะจบเรื่อง รอกลับไปอำเภอเป่ยซี ดูสิว่าข้าจะจัดการเจ้าอย่างไร”
ฉินเฟิงย่อมต้องพยักหน้าก้มตัวต่ำ ขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ว่าไปแล้ว ก็เป็นความผิดของเขาเอง ที่ทั้งวันเอาแต่รบเพื่อแผ่นดินของฮ่องเต้เหลียง สุดท้ายกลับกลายเป็นคนที่ไม่เป็นที่ยอมรับทั้งในและนอก การเป็นขุนนางนั้นยาก การเป็นขุนนางที่จงรักภักดีนั้นยิ่งยากกว่า
แต่ดีที่วันเวลาเช่นนี้กำลังจะสิ้นสุดลงแล้ว วันนี้ต่อให้เทพเจ้ามาเอง ก็ไม่มีทางแยกฉินเฟิงออกจากครอบครัวได้
หลังจากปลอบหลี่เซียวหลานและจิ่งเชียนอิ่งแล้ว ฉินเฟิงก็ไม่ลังเลอีกต่อไป ยื่นมือออกไป โอบเสี่ยวเซียงเซียงและชูเฟิงเข้ามาในอ้อมกอด
สาวน้อยทั้งสองร้องอุทานด้วยความตกใจ ใบหน้าเล็ก ๆ ก็แดงก่ำราวกับมีเลือดหยด
หากเป็นในอดีต พวกนางคงจะวางตัวได้สบาย ๆ แต่ตอนนี้ฉินเฟิงแต่งงานแล้ว ความกังวลของพวกนางทั้งสองย่อมมีมากขึ้นเป็นธรรรมดา
“คุณชาย ได้โปรดท่านอย่าทำแบบนี้…มีคนมองอยู่มากมายอยู่เจ้าค่ะ” เสี่ยวเซียงเซียงประหม่าจนทำอะไรไม่ถูก ก้มหน้า ขอร้องอ้อนวอนอย่างอ้ำอึ้ง
ชูเฟิงผู้มีหน้าบางยิ่งกว่า กัดริมฝีปาก พูดเสียงเบาว่า “คุณชายช่างร้ายกาจ แต่งงานแล้วยังล้อเล่นกับบ่าวเช่นนี้”
ฉินเฟิงไม่สนใจมากนัก โอบกอดหญิงสาวทั้งสองไว้ในอ้อมอก หากออกแรงอีกนิด บางทีทั้งสองอาจจะขาดอากาศหายใจตรงนั้น
“ข้าคิดถึงพวกเจ้าเหลือเกิน! ให้ข้าได้รักใคร่พวกเจ้าให้เต็มที่เถอะ ฮ่า ๆ ๆ”
“ช่วงเวลาที่ผ่านมา พวกเจ้าลำบากแล้ว อย่าโทษข้าที่ใจร้าย ทิ้งพวกเจ้าไว้ในเมืองหลวง ด้วยเหตุที่ข้างกายเซียวหลานและเชียนอิ่งต้องการคนดูแล ให้คนอื่นดูแลพวกนาง ข้าไม่วางใจ”
“เมื่อไปถึงอำเภอเป่ยซี และทุกอย่างลงตัวแล้ว ข้าจะแต่งงานกับพวกเจ้า ฮ่ะ ๆ”
อย่างไรก็ตาม ฉินเฟิงได้ตัดสินใจเด็ดเดี่ยวแล้ว ไม่สนใจว่าใครจะคิดอย่างไร ตอนนี้เขาต้องการกลับไปอำเภอเป่ยซีเพื่อใช้ชีวิตอย่างสงบสุข หากผู้ใดกล้าขัดขวาง ต่อให้เป็นเทพเจ้า ฉินเฟิงก็จะดึงเขาลงมาจากตำแหน่ง
เสี่ยวเซียงเซียงและชูเฟิงยิ่งรู้สึกอายมาก จนอยากจะหาช่องว่างในพื้นดินเพื่อหลบซ่อนตัว
หลี่เซียวหลานและจิ่งเชียนอิ่งเห็นเช่นนั้น กลับไม่รู้สึกอะไร อย่างไรเสีย เพราะสาวน้อยทั้งสองอยู่เคียงข้างฉินเฟิงมาโดยตลอด จงรักภักดีต่อตระกูลฉิน และดูแลหลี่เซียวหลานกับจิ่งเชียนอิ่งอย่างดีเยี่ยมทุกอย่าง
แม้จะไม่มีความดีความชอบ แต่ก็มีความเหนื่อยยาก หากฉินเฟิงจะให้สถานะที่ถูกต้องแก่พวกนางในอนาคต ก็ถือว่าสมเหตุสมผล
ในขณะนั้นเอง ฉินเทียนหู่ก้าวเข้ามา ยื่นมือตบบนไหล่ของฉินเฟิงอย่างแรง
“บุตรชายของข้าช่างเป็นลูกผู้ชายมากขึ้นทุกที!”
ฉินเฟิงรีบปล่อยมือจากหญิงสาวทั้งสอง แทบไม่มีความลังเลแม้แต่น้อย คุกเข่าลงเสียงดัง แล้วคำนับฉินเทียนหู่สามครั้ง
“คารวะท่านพ่อ”
ฉินเทียนหู่เห็นดังนั้นก็ยื่นมือดึงฉินเฟิงขึ้นมาทันที ดูเหมือนไม่ใส่ใจ แต่แท้จริงแล้วใจเต็มไปด้วยความยินดี
สำหรับบุตรชายคนนี้ สิ่งที่ฉินเทียนหู่ภูมิใจที่สุดคือ ไม่ว่าฉินเฟิงจะประสบความสำเร็จมากเพียงใด ตั้งแต่ต้นจนจบ ก็ไม่เคยลืมเจตนารมณ์เดิม
ฉินเทียนหู่ไม่เพียงแต่ปลื้มใจ แต่ยังภูมิใจอย่างยิ่ง การเลี้ยงดูบุตรชายเช่นนี้ได้ ถือว่าเพียงพอที่จะปลอบประโลมบรรพบุรุษได้แล้ว
“เจ้าหนุ่ม เจ้าต้องเตรียมตัวให้ดี ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป พ่อจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับกิจการใด ๆ อีก หลังจากกลับไปอำเภอเป่ยซีและอยู่ร่วมกับแม่ของเจ้าแล้ว ก็จะใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุข”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ฉินเฟิงกลับรู้สึกเศร้าใจ ไม่ว่าจะเป็นฉินเทียนหู่หรือฉินเฉิงซื่อ ต่างก็เสียสละให้กับครอบครัวนี้มากเหลือเกิน
และวิธีที่ดีที่สุดในการตอบแทนบิดามารดาก็คือ การทำให้พวกท่านได้กลับมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันโดยเร็วที่สุด
ฉินเฟิงขยี้จมูก แล้วพยักหน้าอย่างหนักแน่นทันที “วางใจเถอะ วันนี้ต่อให้ฟ้าถล่ม ก็ไม่มีใครสามารถขัดขวางพวกเราตระกูลฉินได้แม้แต่ก้าวเดียว”
ฉินเทียนหู่แน่นอนว่าเชื่อใจบุตรชายคนนี้ ถึงแม้ว่าในช่วงสุดท้าย เขาได้ทรยศต่อฮ่องเต้ต้าเหลียง ซึ่งอาจทำให้ชื่อเสียงในบั้นปลายชีวิตมัวหมองไปบ้าง
แต่เมื่อนึกถึงภรรยาที่รออยู่ในที่ห่างไกล และชีวิตที่จะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันทั้งครอบครัว ความกังวลทั้งหมดในใจของฉินเทียนหู่ก็มลายหายไปดั่งควันที่สลายไปกับสายลม
เช่นเดียวกับฉินเฟิง ในโลกนี้ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าครอบครัวอีกแล้ว
เซี่ยปี้และสวีชาง รวมถึงหย่งอันโหวพร้อมกับครอบครัว ต่างก็เบียดเสียดกันเข้ามาเช่นกัน
เซี่ยปี้เมื่อเห็นฉินเฟิง ก็รู้สึกซาบซึ้งยิ่งนัก “เฒ่าผู้นี้เคยคิดว่า วันนี้การออกจากเขตจิงจีคงยากเหมือนการปีนขึ้นสวรรค์ แต่เมื่อเฟิงเอ๋อร์กลับมาแล้ว การเดินทางถึงอำเภอเป่ยซี ก็อยู่แค่เอื้อมแล้ว”
“พูดถึงเรื่องนี้ ตั้งแต่เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ออกจากเมืองหลวงไป ก็ไม่มีข่าวคราวอีกเลย ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง?”
เมื่อเผชิญหน้ากับพ่อตาผู้เปรียบดังภูเขาไท่ซานที่คอยสนับสนุนตนเองมาตลอด ฉินเฟิงรู้สึกเคารพจากใจจริง จึงรีบตอบ “ขอท่านพ่อตาวางใจ อวิ๋นเอ๋อร์สบายดีทุกอย่าง นางได้ไปถึงอำเภอเป่ยซีพร้อมกับพี่หญิงรองแล้ว กำลังรอท่านอยู่ขอรับ”
เมื่อแน่ใจว่าเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ปลอดภัยดี ใจที่เซี่ยปี้กังวลอยู่ก็วางลงเสียที อย่างไรเสีย นั่นก็คือบุตรสาวเพียงคนเดียวของเขา
หย่งอันโหวคว้าแขนของฉินเฟิงไว้ กล่างด้วยความตื่นเต้นว่า “บุตรชายข้า หนิงหู่เป็นอย่างไรบ้าง?”
ฉินเฟิงแสดงความเคารพอย่างยิ่งเช่นกัน “หนิงหู่สบายดีทุกอย่าง ทั้งอำเภอเป่ยซีอยู่ภายใต้การดูแลของเขา เมื่อท่านและภรรยาไปถึงอำเภอเป่ยซี หนิงหู่ย่อมจะแสดงความกตัญญูต่อท่านทั้งสองให้ดี”
“อ้อ ใช่แล้ว หนิงหู่เป็นหนึ่งในแม่ทัพใหญ่ และยังเป็นเสาหลักของอำเภอเป่ยซีอีกด้วย”
“เพราะความสัมพันธ์กับหนิงหู่ ท่านทั้งสองจะได้รับจวนหนึ่งหลัง”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หย่งอันโหวก็มีประกายวาววับในดวงตาทันที เขาตื่นเต้นจนถูมือไปมา “จวนหรือ?”
“ข้าเคยได้ยินมานานแล้วว่า อำเภอเป่ยซีสร้างจวนไว้มากมาย จวนเหล่านี้สูงตระหง่านดูยิ่งใหญ่อลังการ เฉพาะผู้ที่ทำคุณประโยชน์อันยิ่งใหญ่ให้กับอำเภอเป่ยซีเท่านั้นจึงจะเข้าไปอยู่ได้ ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งสถานะ”
“ไม่คิดว่าตระกูลหนิงของพวกเราจะมีโชคดีถึงเพียงนี้ ฮ่า ๆ ๆ ฉินเฟิงคราวนี้เจ้าใจกว้างไม่น้อย”
เมื่อเห็นท่าทางภาคภูมิใจของหย่งอันโหว เซี่ยปี้กลับรู้สึกอิจฉาเล็กน้อย จึงพูดอย่างไม่พอใจว่า “แล้วเฒ่าผู้นี้เล่าจะได้อยู่ที่ไหน? ฉินเฟิงเจ้าอย่าได้เอาจวนเล็ก ๆ ที่ทรุดโทรมมาหลอกเฒ่าผู้นี้นะ”
ฉินเฟิงเช็ดเหงื่อที่หน้าผาก ยิ้มอย่างประจบประแจง “ข้าไม่กล้าหรอก ท่านก็จะได้จวนหนึ่งหลังเช่นกัน”
เซี่ยปี้จึงรู้สึกสบายใจขึ้น “ฮึ อย่างนี้ค่อยดีหน่อย”
ฉินเฟิงเห็นสวีชางที่ยืนอยู่ข้าง ๆ ไม่พูดอะไร ก็รู้ว่าสวีชางรู้สึกค่อนข้างเกร็ง จึงรีบเดินเข้าไปทักทายก่อน
“ท่านลุง แม้ว่าสวีโม่จะได้รับบาดเจ็บสาหัส แต่หลังจากที่แพทย์ทหารพยายามช่วยชีวิตอย่างเต็มที่ เขาก็พ้นขีดอันตรายแล้ว และได้ถูกส่งกลับไปยังอำเภอเป่ยซีแล้ว เพียงแค่พักฟื้นอีกสักระยะ บางทีเขาอาจจะฟื้นตัวได้แล้ว”
สวีชางที่กังวลมาตลอดรู้สึกโล่งอกในที่สุด ความรักของพ่อแม่ที่มีต่อบุตรช่างน่าสงสาร เป็นพ่อแม่ใครเล่าจะไม่เป็นห่วงบุตรชาย?
และคำว่า ‘ท่านลุง’ ที่ฉินเฟิงเรียกนั้น ทำให้สวีชางรู้สึกปลื้มปีติ ศีรษะที่ก้มต่ำมาตลอดก็ค่อย ๆ เงยขึ้น
เขาหันไปมองภรรยา พูดอย่างภาคภูมิใจว่า “ข้าบอกอะไรไว้นะ? ถึงพวกเราจะเป็นแค่สามัญชน แต่อาศัยโม่เอ๋อร์ ก็ไม่มีใครกล้าดูแคลนพวกเรา”
ฮูหยินสวียิ้มอย่างประจบประแจง “ใช่ ๆ ๆ สุดท้ายแล้ว ก็ต้องขอบคุณฉินเฟิง”
สวีชางก็พยักหน้า มองไปที่ฉินเฟิงด้วยสายตาเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง “ที่เจ้าไปช่วยสวีโม่ เพียงแค่เรื่องนี้ การที่สวีโม่ในชีวิตนี้ติดตามเจ้า ถือเป็นการเลือกที่ถูกต้องที่สุดแล้ว”
“ในภายภาคหน้า ต่อให้แม้สวีโม่จะต้องตายในสนามรบเพื่อเจ้า พวกข้าสองคนก็จะไม่พูดอะไรแม้แต่ครึ่งคำ”
พอได้ยินคำพูดนี้ ฉินเฟิงก็โบกมือปฏิเสธรัว ๆ “ท่านลุงอย่าพูดเช่นนั้นเลย อัปมงคลนัก สวีโม่เป็นแม่ทัพ หากไม่ถูกศัตรูซุ่มโจมตี ก็จะไม่ต่อสู้ประชิดตัวกับศัตรูอย่างง่ายดาย”
“เขาจะต้องกตัญญูต่อท่านทั้งสองอย่างแน่นอน”