บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 1276 ทหารผ่านศึดแห่งแคว้นเยว่จ้าว
บทที่ 1276 ทหารผ่านศึดแห่งแคว้นเยว่จ้าว
กว่ากองกำลังเสริมของหน่วยองครักษ์ชุดดำก็มาถึงที่เกิดเหตุ หลังจากอู๋เหอลี่นำลูกน้องถอนตัวออกจากการต่อสู้และหลบหนีไปไกลแล้ว
เมื่อเห็นฐานที่มั่นถูกทำลายยับเยิน และศพหน่วยองครักษ์ชุดดำที่ถูกตัดศีรษะ กองกำลังเสริมก็โกรธแค้นอย่างรุนแรง
ผู้ส่งสารหน่วยองครักษ์ชุดดำกำหมัดแน่น แล้วตวาดด้วยความโกรธ “ไม่ต้องคิดก็รู้ว่านี่ต้องเป็นฝีมือของอู๋เหอลี่แน่นอน!”
“ไอ้สารเลวนั่นโจมตีฐานที่มั่นแล้ว ต้องตัดศีรษะหน่วยองครักษ์ชุดดำไป นอกจากเอาไปอวดผลงานก็คงเอาไปแลกเงิน”
“และผู้ที่สามารถประกาศรางวัลสำหรับศีรษะของหน่วยองครักษ์ชุดดำได้ ทั่วทั้งใต้หล้านี้ นอกจากฉินเฟิงแล้วไม่มีผู้ใดอีก”
นายทหารที่รับผิดชอบการรบที่ติดตามมาด้วย เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ดวงตาก็ฉายแววหวาดกลัวโดยไม่รู้ตัว
“ท่านใต้เท้า ท่านหมายความว่า ฉินเฟิงเริ่มโจมตีต้าเหลียงแล้วหรือขอรับ?”
“ตอนนี้ลงมือกับหน่วยองครักษ์ชุดดำ อีกไม่กี่วันก็คงจะโจมตีกองทัพเขตประจำการแล้วใช่ไหม?”
เมื่อเห็นท่าทางตื่นตระหนกของนายทหาร ผู้ส่งสารหน่วยองครักษ์ชุดดำก็แค่นเสียงเย็นชา
“ตื่นตระหนักอะไรกัน?”
“หากฉินเฟิงตั้งใจจะทำสงครามจริง คนที่มาก็คงไม่ใช่อู๋เหอลี่แล้ว แต่เป็นหน่วยองครักษ์เสื้อแพรต่างหาก”
“การกระทำของฉินเฟิงครั้งนี้ เป็นเพียงการเอาคืนด้วยวิธีเดียวกัน พวกเราส่งอู๋เหอลี่ไปลอบสังหารฉินเฟิง ฉินเฟิงก็ส่งอู๋เหอลี่กลับมาล่าสังหารหน่วยองครักษ์ชุดดำเช่นกัน”
“คนผู้นี้ แค้นฝังหุ่นสมกับคำเล่าลือจริง ๆ”
เมื่อแน่ใจว่าฉินเฟิงไม่มีความตั้งใจที่จะก่อสงครามเต็มรูปแบบ นายทหารจึงถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
มองดูศพที่เกลื่อนพื้น อารมณ์ของนายทหารยังคงหนักอึ้งอย่างยิ่ง
“หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปก็ไม่ใช่วิธีที่ดี จำเป็นต้องจับกุมอู๋เหอลี่โดยเร็วที่สุด”
“แต่ว่าคนผู้นี้ช่างประหลาดเหลือเกิน แม้จะมีที่มาจากโจรป่า แต่กลับยากที่จะรับมือ พวกเรามีคนมากมายเพียงนี้ กลับไม่สามารถจับตัวเขาได้”
“ไม่รู้ว่าคนผู้นี้ได้ข้อมูลข่าวกรองมากมายเช่นนี้มาได้อย่างไร”
ผู้ส่งสารหน่วยองครักษ์ชุดดำกวาดตาคมกริบไปมา พิจารณาทิศทางที่อู๋เหอลี่หลบหนีไป
“ใครบอกเจ้าว่าอู๋เหอลี่มีที่มาจากโจรป่า?”
“คนผู้นี้เคยรับราชการในแคว้นเยว่จ้าวมาหลายปี เป็นทหารผ่านศึกร้อยสมรภูมิ เพียงแต่เพราะพ่ายแพ้ในศึก และถูกผู้บังคับบัญชาใส่ร้ายป้ายสี จึงจำต้องหนีไปต่างแดน”
“อย่ามองว่าเขาขึ้น ๆ ลง ๆ พาแต่พวกกระจอกงอกง่อย ถูกตีแตกพ่ายมาหลายครั้ง”
“แต่อย่าลืมว่า ตั้งแต่ต้นจนจบ อู๋เหอลี่ล้วนเป็นศัตรูกับฉินเฟิงมาโดยตลอด”
“เพียงอาศัยกลุ่มโจรป่าและพวกกบฏ เขากล้าต่อกรกับฉินเฟิงผู้เป็นอ๋องแห่งชายแดนเหนือมานานเพียงนั้น แถมยังมีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้ แสดงให้เห็นถึงความสามารถของอู๋เหอลี่”
“อย่าว่าแต่พวกเราเลย แม้แต่ฉินเฟิงที่เคยพยายามจับอู๋เหอลี่ ก็ล้มเหลวมาหลายครั้งแล้ว”
หน่วยองครักษ์ชุดดำแม้จะเกลียดชังอู๋เหอลี่ แต่ก็รู้ดีถึงความร้ายกาจของคนผู้นี้ มิเช่นนั้นคงไม่หลอกให้เขาไปลอบสังหารฉินเฟิงตั้งแต่แรก
น่าเสียดายที่คนผู้นี้ตกอยู่ในห้วงอารมณ์ เข้าใจผิดว่าครอบครัวตายหมดแล้ว ด้วยความเศร้าโศกและแค้นเคืองจึงไปสู้ตายกับฉินเฟิง
การกระทำเช่นนี้เท่ากับเดินเข้ากับดักด้วยตนเอง จนถูกฉินเฟิงจับตัวได้ในที่เกิดเหตุ
ผลลัพธ์ที่ตามมากลับประหลาดกว่าเดิม ฉินเฟิงไม่เพียงไม่ฆ่าอู๋เหอลี่ แต่ยังทำให้อู๋เหอลี่หันมาต่อกรกับหน่วยองครักษ์ชุดดำ
ผู้ส่งสารหน่วยองครักษ์ชุดดำอดถอนหายใจไม่ได้
“ฉินเฟิงกับอู๋เหอลี่ถึงกับร่วมมือกัน สองคนนี้ช่างทำให้ปวดหัวจริง ๆ”
นายทหารที่อยู่ข้าง ๆ กลับเอ่ยเสียงทุ้มต่ำว่า “ฉินอ๋อง… เอ่อ ฉินเฟิงแม้จะเป็นคนอารมณ์แปรปรวน ยากจะคาดเดา แต่ข้าคิดว่าเขาคงไม่ร่วมมือกับอู๋เหอลี่จริง ๆ หรอก”
“อย่างไรก็ตาม มีประชาชนผู้บริสุทธิ์มากมายตายในมือของอู๋เหอลี่ หากฉินเฟิงดึงอู๋เหอลี่มาใช้ประโยชน์เพื่อตนเอง เกรงว่าจะยากที่จะได้รับการยอมรับ”
แม้ผู้ส่งสารหน่วยองครักษ์ชุดดำจะคิดเช่นเดียวกัน แต่เขาไม่พูดออกมา
เขาหันไปมองนายทหาร พูดอย่างจริงจังว่า “ตอนนี้ทิศทางลมในต้าเหลียงเปลี่ยนไปแล้ว และฉินเฟิงก็พาครอบครัวออกจากเขตจิงจีอย่างแข็งกร้าว นี่เท่ากับเป็นการตบหน้าฝ่าบาท”
“ตอนนี้ ผู้ใดกล้าพูดดีให้ฉินเฟิง ล้วนเบื่อชีวิตแล้วทั้งสิ้น”
“ดังนั้นจงจำไว้ ระวังคำพูดและการกระทำ อย่าได้นำภัยมาสู่ตนเองโดยไม่จำเป็น”
เมื่อได้ยินคำพูดนั้น นายทหารรีบประสานมือคำนับ “ขอบคุณท่านใต้เท้าที่เตือน”
ผู้ส่งสารหน่วยองครักษ์ชุดดำล้วงมือไว้ด้านหลัง มองไปยังทิศทางที่อู๋เหอลี่หลบหนีไป สายตาเริ่มคมกริบขึ้น “หน่วยองครักษ์ชุดดำย่อมไม่สามารถทำอะไรฉินเฟิงได้ แต่หากแม้แต่อู๋เหอลี่คนเดียวยังจัดการไม่ได้ เช่นนั้นหน่วยองครักษ์ชุดดำก็ไม่จำเป็นต้องสร้างขึ้นมาใหม่อีกแล้ว”
“ถึงแม้จะมีหน่วยองครักษ์เสื้อแพรคอยช่วยเหลืออยู่เบื้องหลัง ก็จำเป็นต้องกำจัดอู๋เหอลี่ให้ได้”
“มิเช่นนั้นหากเรื่องนี้เข้าหูฝ่าบาท ไม่รู้ว่าจะมีคนต้องเคราะห์ร้ายอีกมากเพียงใด”
ในขณะที่อู๋เหอลี่กำลังวุ่นวายกับหน่วยองครักษ์ชุดดำอยู่นั้น ที่ค่ายของฉินเฟิงก็มีแขกมาเยือนอย่างกะทันหัน
ไม่ใช่คนอื่นไกล แต่เป็นหนึ่งในพี่น้องที่ดีที่สุดของฉินเฟิงนั่นคือหนิงหู่!
หนิงหู่ขี่ม้ามาคนเดียว ควบม้ามาจากอำเภอเป่ยซีอย่างรวดเร็ว พอเขาลงจากหลังม้า เมื่อเห็นฉินเฟิงเดินออกมาจากกระโจม ก็กระโดดโลดเต้นตะโกนจากระยะไกล
“พี่ฉิน! ฮ่า ๆ ๆ ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว”
หนิงหู่ก้าวสามก้าวให้เป็นสองก้าว วิ่งมาหาฉินเฟิง แล้วกอดฉินเฟิงอย่างแรง
ฉินเฟิงก็ดีใจมากเช่นกัน ไม่คิดว่าหนิงหู่จะตามมาถึงที่นี่ การได้พบกันก่อนกำหนดเช่นนี้ ย่อมเป็นเรื่องดีอย่างยิ่ง
“เจ้าเป็นถึงแม่ทัพเพียงหนึ่งเดียวของอำเภอเป่ยซีแล้วนะ ละทิ้งหน้าที่มาเช่นนี้ ข้าควรลงโทษเจ้าอย่างไรดี?”
เมื่อเจอคำล้อเลียนของฉินเฟิง หนิงหู่ก็หัวเราะลั่นทันที “ฮ่า ๆ หากพี่ฉินต้องการ ก็ตัดหัวข้าไปเลยก็ได้”
พอได้ยินคำพูดนี้ ฉินเฟิงก็ถ่มน้ำลายทันที พูดอย่างหงุดหงิด “ตัดหัวเจ้าไปแล้วใครจะคุมการป้องกันอำเภอเป่ยซี? เจ้าจงมีชีวิตอยู่ต่อไปให้ดี แล้วทำงานหนักให้ข้าต่อไป”
ทั้งสองหัวเราะกันอย่างสนุกสนานอีกครั้ง
แม้ว่าจะเป็นการพบกันของพี่น้อง อารมณ์ดีมาก แต่ฉินเฟิงก็ไม่ได้รีรอ เขาโบกมือเรียกหนิงหู่โดยตรง
“เจ้าตามข้ามา ข้าจะพาเจ้าไปพบคนสองสามคน”
หนิงหู่เดินตามฉินเฟิงอย่างว่าง่าย พลางยิ้มตาหยีถาม “ไปพบใคร? ไม่ใช่ว่าพี่ฉินพาสาวงามสองสามคนกลับมาจากชายแดนใต้หรอกนะ?”
“ฮ่ะ ๆ ข้าได้ยินมาว่า สาว ๆ จากชายแดนใต้ ล้วนแต่สดใสน่ารักทั้งนั้น”
เรื่องพาผู้หญิงมา ฉินเฟิงไม่คิดจะทำตอนนี้ เพราะรอบตัวเขามีผู้หญิงมากพออยู่แล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อก่อน มีเพียงหลิ่วหงเหยียนที่ดึงหูเขา แต่ตอนนี้เสิ่นชิงฉือและหลี่เซียวหลาน รวมถึงจิ่งเชียนอิ่งทั้งหมดผลัดกันมาจัดการเขา
ยังไม่รวมเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์อีกคน ตอนนี้ฉินเฟิงกลัวจริง ๆ แล้ว
ถ้าหากเพิ่มอีกคน เขาจะมีชีวิตอยู่ต่อไปได้หรือไม่?
“ตอนนี้ข้าเป็นคนมีครอบครัวแล้ว จะเหมือนเจ้าได้อย่างไร?”
“แต่พูดถึงเรื่องนี้ เจ้ากับฉีย่าเป็นอย่างไรบ้าง?”
พอพูดถึงฉีย่าหนิงหู่ก็ภูมิใจจนไม่มีขอบเขต “ฮ่า ๆ ๆ เหลือแค่แต่งงานเท่านั้นแหละ”
ฉินเฟิงตาเป็นประกาย พี่น้องที่ดีของเขาในที่สุดก็มีอนาคตที่แน่นอนแล้ว ฉินเฟิงย่อมดีใจเป็นธรรมดา จึงรีบประกาศทันที “รอถึงวันมงคลสมรสของเจ้า ข้าจะต้องเตรียมอั่งเปาซองใหญ่ ๆ ให้ ทำเอาเจ้าตาลายไปเลย”
หนิงหู่ยิ้มกว้าง “ฮ่า ๆ ถ้าอย่างนั้นก็ดีเลย”
“แต่พูดถึงเรื่องนี้ พี่ฉิน ท่านจะพาข้าไปพบใครกันแน่?”
ฉินเฟิงตอบด้วยรอยยิ้มลึกลับ ไม่ได้อธิบายอะไร เพียงแค่พาหนิงหู่มาที่กระโจมหลังหนึ่งทางด้านหลังของค่าย แล้วตะโกนเข้าไปข้างใน “ท่านลุง ท่านป้า ดูสิว่าใครมาเยี่ยม”