บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 1278 ใกล้จะได้กลับมาพบกัน
บทที่ 1278 ใกล้จะได้กลับมาพบกัน
ไม่เพียงเท่านั้น ถนนที่เจริญรุ่งเรืองของอำเภอเป่ยซี อาคารที่เรียงรายอย่างหนาแน่น รวมถึงรถม้าที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป ทั้งหมดนี้ล้วนพลิกความเข้าใจของฉินเทียนหู่
ความเจริญรุ่งเรืองของอำเภอเล็ก ๆ แห่งนี้ ถึงขั้นเหนือกว่าเมืองหลวงเสียอีก
แม้ว่าฉินเทียนหู่จะรู้นโยบายของฉินเฟิงอย่างทะลุปรุโปร่ง แต่เมื่อได้เห็นอำเภอเป่ยซีด้วยตาตัวเอง เขาก็ยังคงตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
ฉินเทียนหู่เบิกตากว้าง มองไปที่ฉินเฟิง แล้วอุทานด้วยความประหลาดใจอย่างห้ามไม่อยู่
“เฟิงเอ๋อร์ นี่คืออำเภอเป่ยซีภายใต้การปกครองของเจ้าหรือนี่?!”
“อำเภอชายแดนเล็ก ๆ ที่แต่ก่อนแม้แต่นกยังไม่อยากมาถ่าย กลับกลายเป็นสภาพเช่นนี้ หากไม่ได้เห็นกับตา ข้าคงไม่มีวันจินตนาการได้เลยว่า ในโลกนี้จะมีอำเภอที่เจริญรุ่งเรืองถึงเพียงนี้”
ในสายตาของฉินเทียนหู่ ที่นี่ไม่ใช่แค่อำเภอธรรมดาอีกต่อไป
ถ้าพูดถึงขนาด ไม่ด้อยไปกว่าจวนว่าการมณฑล พูดถึงความเจริญรุ่งเรืองก็ไม่แพ้เมืองหลวง ที่สำคัญที่สุดคือชาวบ้านที่นี่ร่ำรวยมหาศาล
อาจกล่าวได้ว่า อำเภอเป่ยซีคือเมืองหลวงของชายแดนเหนือ!
เห็นฉินเทียนหู่ประหลาดใจเช่นนั้น ฉินเฟิงจึงอดไม่ได้ที่จะลูบจมูก แล้วยิ้มกว้างเล็กน้อย
“พูดถึงเรื่องนี้ ช่วงเวลาที่ผ่านมา ข้าออกรบตลอด ไม่มีเวลากลับมาเลย”
“นโยบายทั้งหมด ล้วนให้หลินฉวีฉีเป็นผู้ดำเนินการแทน แม้ว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามกฎระเบียบ ค่อย ๆ พัฒนาไปทีละขั้น”
“แต่พูดถึงที่สุดแล้ว ก็แค่รักษาระดับความเจริญรุ่งเรืองของอำเภอเป่ยซีในวันนี้ไว้เท่านั้น มันหยุดนิ่งมานานแล้ว”
“หากข้ายังอยู่ที่อำเภอเป่ยซี อย่างน้อยก็จะสามารถเพิ่มความมั่งคั่งของอำเภอเป่ยซีได้อีกหนึ่งในสาม”
เมื่อเห็นฉินเฟิงทำท่าภาคภูมิใจ ฉินเทียนหู่ก็ตำหนิขึ้นมาทันทีด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ “เจ้าเด็กคนนี้ ช่างโอหังเสียจริง”
“หากการปกครองเมืองง่ายขนาดนั้น เกรงว่าทุกอำเภอของต้าเหลียงที่มีจวนว่าการมณฑลคงเจริญรุ่งเรืองเหมือนอำเภอเป่ยซีไปหมดแล้ว”
แม้ฉินเทียนหู่จะพูดด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ แต่ในใจกลับยังคงตกตะลึงอย่างยิ่ง
ไม่ว่าจะเป็นการใช้กำลังทหารภายนอก หรือการปกครองภายใน ความสามารถของฉินเฟิง ล้วนถือได่ว่าเป็นที่สุดในต้าเหลียง ไม่มีใครเทียบได้
การมีบุตรชายเช่นนี้ ฉินเทียนหู่ย่อมรู้สึกดีใจและภาคภูมิใจจากก้นบึ้งของหัวใจ
หลี่เซียวหลานกัดริมฝีปากบางเบา ๆ มองภาพตรงหน้า ก็แอบตกตะลึงเช่นกัน
แม้หลี่เซียวหลานจะเติบโตที่อำเภอเป่ยซีตั้งแต่เด็ก และหลังจากฉินเฟิงควบคุมอำเภอเป่ยซี หลี่เซียวหลานก็อาศัยอยู่ที่นี่มานาน
แต่เมื่อกลับมาที่อำเภอเป่ยซีอีกครั้ง หลี่เซียวหลานก็ยังคงตกใจไม่น้อยกับระดับความเจริญรุ่งเรืองของอำเภอเป่ยซี
เมื่อเทียบกับตอนที่หลี่เซียวหลานจากไป ความมั่งคั่งของอำเภอเป่ยซีเพิ่มขึ้นอย่างน้อยหนึ่งเท่าตัว!
“สามี ตอนนี้อำเภอเป่ยซีพัฒนาไปถึงขั้นไหนแล้ว?”
เมื่อเผชิญกับคำถามของหลี่เซียวหลาน ฉินเฟิงคิดสักครู่ แล้วตอบเสียงเบาว่า “รายละเอียดเป็นอย่างไร ข้าก็ไม่ค่อยแน่ใจนัก เพราะไม่ได้กลับมานานแล้ว”
“แต่จากบัญชีรายรับรายจ่ายที่หลินฉวีฉีให้มา ตอนนี้อำเภอเป่ยซีมีรายได้จากภาษีทั้งหมดต่อปีประมาณแปดล้านตำลึงเงิน”
แปด…แปดล้าน?!
ไม่ได้มีเพียงแค่หลี่เซียวหลานเท่านั้น แม้แต่จิ่งเชียนอิ่งที่อยู่ข้าง ๆ ก็ตกใจจนตัวแข็งทื่อ
ต้องรู้ว่า แม้แต่ทั้งต้าเหลียงทั้งแคว้น ก็มีรายได้จากภาษีเพียงไม่กี่สิบล้านตำลึงเงินต่อปีเท่านั้น แต่อำเภอเล็ก ๆ แห่งนี้กลับมีรายได้จากภาษีถึงแปดล้านตำลึงเงิน ซึ่งมากกว่าจวนว่าการมณฑลหลายแห่งเสียอีก
และจิ่งเชียนอิ่งก็รู้ว่า รายได้จากภาษีของอำเภอเป่ยซีไม่สามารถแสดงถึงความมั่งคั่งที่แท้จริงได้
เพราะฉินเฟิงยึดมั่นในแนวคิดที่ว่า ‘เก็บความมั่งคั่งไว้กับประชาชน’ มาโยตลอด และในยามที่ไม่มีสงคราม จะเก็บภาษีเพียงขั้นพื้นฐานเท่านั้น ไม่เคยเพิ่มภาระใด ๆ ให้กับประชาชนโดยง่าย
กล่าวอีกนัยหนึ่ง ปกติมีรายได้จากภาษีแปดล้านตำลึงเงินต่อปี แต่หากเกิดวิกฤตในอำเภอเป่ยซีและเริ่มปรับขึ้นภาษี ก็สามารถทะลุสิบล้านตำลึงเงินได้อย่างง่ายดาย
ส่วนความมั่งคั่งที่แท้จริงของอำเภอเป่ยซีนั้นมีมากเพียงใด ไม่มีใครสามารถบอกได้ชัดเจน
จิ่งเชียนอิ่งรู้สึกตื่นเต้น นางค่อย ๆ ดึงแขนเสื้อของฉินเฟิง แล้วกระซิบเบา ๆ ว่า “สามี หากมีโอกาสในอนาคต ท่านช่วยสร้างอำเภอแบบนี้ให้พวกเราชาวเป่ยตี๋สักอำเภอได้หรือไม่?”
พูดเช่นนี้ การสร้างเมืองใหม่ให้เหมือนอำเภอเป่ยซีจะเป็นเรื่องง่ายได้อย่างไร?
ฉินเฟิงทุ่มเทแรงกายแรงใจมากเพียงใด กว่าจะมีอำเภอเป่ยซีที่เจริญรุ่งเรืองเช่นทุกวันนี้ หากต้องเริ่มต้นใหม่ แม้แต่ฉินเฟิงเองก็ไม่อาจรับประกันได้ว่าจะสร้างความรุ่งโรจน์ได้อีกครั้ง
แต่เมื่อภรรยาเอ่ยปาก ฉินเฟิงก็ตอบตกลงโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย “ได้”
คำว่า ‘ได้’ ธรรมดา ๆ คำเดียว กลับบรรจุความรักอันไร้ขอบเขตของฉินเฟิงที่มีต่อจิ่งเชียนอิ่ง จิ่งเชียนอิ่งรู้สึกซาบซึ้งใจอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ จึงเอนตัวพิงไหล่ของฉินเฟิงเบา ๆ
ในขณะเดียวกัน ที่หน้าศาลว่าการอำเภอมีร่างหนึ่งยืนอยู่ กำลังเขย่งเท้ายืดคอมองออกไปด้วยความคาดหวัง
ไม่ใช่คนอื่นไกล แต่เป็นมารดาของฉินเฟิง ฉินเฉิงซื่อนั่นเอง
ฉินเฉิงซื่อรู้แล้วว่าคนในครอบครัวทั้งหมดได้มาถึงอำเภอเป่ยซีแล้ว ซึ่งแน่นอนว่ารวมถึงสามีที่นางคิดถึงทั้งวันทั้งคืน
เมื่อนึกถึงว่าในที่สุดหลังจากผ่านไปหลายปี นางก็จะได้พบกับสามีอีกครั้ง ฉินเฉิงซื่อผู้ซึ่งปกติเป็นคนเก็บความรู้สึก ก็อดไม่ได้ที่มือจะสั่นเทาเล็กน้อย
หลินฉวีฉีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ เห็นเช่นนั้น จึงปลอบโยนด้วยเสียงเบาว่า “ฮูหยินไม่ต้องร้อนใจ มหาเสนาฉินและคนอื่น ๆ เข้าเมืองมาแล้ว อีกไม่นานก็จะมาถึงที่นี่”
ฉินเฉิงซื่ออดที่จะยิ้มขมขื่นไม่ได้ “หากว่าไม่มีกำหนด ข้าก็คงไม่ต้องรอคอย แต่เมื่อกำลังจะได้พบกันแล้ว กลับไม่อยากรออีกแม้แต่ครู่เดียว”
“ผ่านมาตั้งหลายปีก็ทนมาได้ แต่กลับทนไม่ไหวกับเวลาเพียงเล็กน้อยที่เหลืออยู่ พูดออกมาก็น่าขบขันจริง ๆ”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หลินฉวีฉีก็รู้สึกไม่สบายใจ
ฉินเฉิงซื่อได้ทุ่มเทและเสียสละให้กับตระกูลฉินมากเกินไป นางอยู่ที่อำเภอเป่ยซีเพียงลำพัง แม้จะไม่เคยปริปากบ่น แต่ใคร ๆ ก็มองออกว่าความเหงาในใจของฉินเฉิงซื่อ
บัดนี้ในที่สุดความทุกข์ก็ผ่านพ้นไป หลินฉวีฉีย่อมดีใจแทนฉินเฉิงซื่อ
ในขณะนั้นเอง หลิ่วหงเหยียนและเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ที่มาถึงอำเภอเป่ยซีก่อน ก็รีบวิ่งออกจากศาลว่าการอำเภออย่างใจร้อน มุ่งหน้าไปต้อนรับขบวนรถม้า
วิ่งไปไม่ไกลก็เห็นขบวนรถม้าของฉินเฟิง ทั้งสองสาวจึงตื่นเต้นยิ่งนัก พร้อมโบกมือและร้องเรียกพร้อมกันว่า “เฟิงเอ๋อร์!”
เมื่อเห็นพี่สาวและภรรยา ฉินเฟิงก็ตาเป็นประกาย รีบกระโดดลงจากรถม้า วิ่งเท้าเปล่าไปหาหญิงสาวทั้งสอง โอบกอดพวกนางเข้ามาในอ้อมแขนทั้งซ้ายและขวา
“ฮ่า ๆ ๆ พี่รอง อวิ๋นเอ๋อร์ ข้าคิดถึงพวกเจ้าจนแทบบ้า”
หลิ่วหงเหยียนและเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ต่างก็มีความสุขอย่างล้นเหลือ คนหนึ่งกอดคอฉินเฟิงแน่น อีกคนหนึ่งกอดแขนของฉินเฟิงไว้
แม้จะมีสายตานับไม่ถ้วยจับจ้องรอบข้าง แต่หญิงสาวทั้งสองก็ไม่สนใจ
แรกเริ่มหญิงสาวทั้งสองยังอยากจะพูดความในใจกับฉินเฟิง แต่เมื่อเห็นฉินเทียนหู่ที่ยืนอยู่บนรถม้า เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ตอบสนองเร็วที่สุด รีบปล่อยฉินเฟิงเช็ดน้ำตาแห่งความยินดีที่หางตา
“พี่รอง พวกเราอย่ามัวเสียเวลาเลย รีบให้เฟิงเอ๋อร์กับพวกเขากลับไปเถอะ”
“เจ้าดูสิ ใครอยู่บนรถม้า?”
หลิ่วหงเหยียนเห็นฉินเทียนหู่ก็ตื่นเต้นยินดีอย่างมาก “ใช่ ๆ ๆ รีบกลับไปกันเถอะ”
ขบวนรถม้าเคลื่อนตัวอีกครั้ง ฉินเฉิงซื่อที่ยืนอยู่หน้าประตูศาลว่าการอำเภอ เมื่อเห็นขบวนรถม้าที่ค่อย ๆ ปรากฏในสายตา หัวใจพลันเต้นแรงจนแทบจะขึ้นมาอยู่ที่ลำคอ
ร่างที่ปรากฏในสายตาคนแรกคือฉินเฟิง ฉินเฉิงซื่อรู้สึกอบอุ่นในใจอย่างห้ามไม่ได้
เมื่อร่างของฉินเทียนหู่ปรากฏในสายตา ฉินเฉิงซื่อก็ถึงกับชะงักไปทั้งตัว
ชายผู้นั้น คือสามีของนาง