บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 171 อำนาจยิ่งใหญ่
บทที่ 171 อำนาจยิ่งใหญ่
ขณะที่บรรดาผู้สูงศักดิ์ทั้งหลายในที่เกิดเหตุทยอยจากไป เหล่าบุตรหลานผู้เข้าร่วมพิธีชำระอาภรณ์ก็มารวมตัวกันล้อมรอบฉินเฟิงอย่างหนาแน่นถึงสามชั้น
แม้ว่าก่อนหน้านี้ ทุกคนจะพยายามร่วมมือกับกลยุทธ์ของฉินเฟิงอย่างสุดชีวิตเพื่อต้านทาน ‘กองทัพกบฏ’
แต่ก็เป็นเพียงการเคลื่อนไหวเพราะสถานการณ์บังคับ ในใจของทุกคนไม่ได้เห็นด้วย บางคนถึงขนาดยังแค้นเคืองฉินเฟิงอยู่
แต่เมื่อฮ่องเต้ทรงออกพระราชโองการ ความคิดของทุกคนก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือ แม้ว่าในใจพวกเขาจะดูถูกฉินเฟิง แต่ตอนนี้เพื่อเส้นทางของอาชีพการงาน พวกเขาจึงต้องละทิ้งจิตสำนึกไป และประจบนายน้อยตระกูลฉินอย่างเต็มที่
“โชคดีที่พี่ฉินยังประคองสติและใช้ปัญญาได้แม้เผชิญกับเหตุการณ์อันตราย ท่านนำพาพวกเราให้ผ่านด่านการทดสอบ ทำให้ฮ่องเต้สำราญพระทัยเป็นอย่างมาก ครั้งนี้พี่ฉินเป็นผู้นำจนทุกอย่างลุล่วงไปด้วยดี สมกับที่เป็นแบบอย่างดี ๆ ให้กับบุตรหลานในเมืองหลวงจริง ๆ”
“ถูกต้อง! นายน้อยฉินผ่านฉลุยทั้งสามด่าน ด่านประจัญหน้าทลายขบวนทัพนั้นยอดเยี่ยมมาก ด่านกลยุทธ์ทางทหาร พวกเราต่างก็ละอายด้วยไม่อาจเทียบท่านได้เลยแม้แต่น้อย และสำหรับด่านตั้งรับนี้ หากไม่มีนายน้อยฉินเป็นผู้นำก็ไม่มีทางที่พวกเราจะผ่านมาได้ ข้านับถือนายน้อยฉินจากใจ จนถึงขนาดที่ว่ายอมศิโรราบทีเดียว!”
แม้แต่เฉินเกอ บุตรชายของแม่ทัพก็ฉีกยิ้มบนใบหน้า พลางพูดว่า “พี่ฉิน แม้ว่าเจ้าและข้าจะมีเหตุผิดใจกันมาก่อน แต่เราทุกคนล้วนเป็นบุตรหลานของเมืองหลวง เงยหน้าไม่พบก้มหน้าก็ได้เจอ ภายภาคหน้าควรที่จะสนิทกันให้มากถึงจะถูกต้อง”
สวีโม่กับหนิงหู่ที่อยู่ด้านข้างมองหน้ากันไปมา สีหน้าฉายชัดถึงความภาคภูมิใจไม่ต่างกัน
พวกเขาทั้งสองได้กลายเป็นคนสนิทของฉินเฟิงแล้ว ย่อมไม่จำเป็นต้องลดสถานะเอ่ยคำประจบเยินยอเหมือนคนอื่น ๆ
สำหรับสวีโม่ถือว่าเข้าใจได้ง่าย เพราะตั้งแต่แรกเริ่มเขาก็มีมิตรภาพที่ดีกับฉินเฟิงมาตลอด
แต่กับหนิงหู่ที่เพิ่งหันมาอยู่ฝ่ายฉินเฟิง ในใจนอกจากจะมีความรู้สึกยินดีแล้ว ก็ยังมีความกังวลหลงเหลืออยู่ด้วย
ถ้าตนไม่กลับลำได้ทันเวลา เกรงว่าชีวิตนี้ โชคชะตาด้านศิลปะการต่อสู้ของตนคงจะจบลงที่นี่แล้ว
เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ความเคารพที่หนิงหู่มีต่อฉินเฟิงก็เพิ่มมากขึ้น
ฉินเฟิงจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าคนเหล่านี้กำลังคิดอะไรอยู่ ดังนั้นเขาจึงตอบกลับด้วยรอยยิ้มไปอย่างนั้น แต่จริง ๆ แล้วนายน้อยเจ้าสำราญไม่ได้ให้สัญญาจริงจังแต่อย่างใดเลย
ยิ่งไปกว่านั้น ฉินเฟิงผู้ชื่นชอบ ‘เงินทอง’ มาโดยตลอด ในครั้งนี้เขาได้ระงับความคิดที่จะขายตำแหน่งขุนนางไว้ เพราะท้ายที่สุดแล้ว นี่เป็นการแบกรับความรับผิดชอบอันหนักหน่วง หากใช้ตำแหน่งเพื่อหาผลประโยชน์ใส่ตัว ยักยอกทรัพย์เข้าถุงเงิน นั่นไม่เท่ากับว่าเขากลายเป็นขุนนางกังฉินจริง ๆ หรอกหรือ?
ดั่งคำกล่าวที่ว่า บุรุษรักเงินตราหาเงินในทางที่ถูกต้อง เงินที่สมควรได้อย่าให้ขาดแม้เพียงนิด เงินที่ไม่สมควรได้อย่าหยิบแม้อีแปะเดียว
รอจนฉินเฟิงได้ออกจากฐานที่มั่น สีท้องฟ้าก็มืดลงแล้ว
รอบ ๆ สถานที่จัดงานเดิมเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ตอนนี้กลายเป็นพื้นที่เงียบเหงา เหลือคนรับใช้เพียงไม่กี่คนที่ยังคงรอนายน้อยของตนอยู่
หลิ่วหงเหยียนและคนอื่น ๆ ยังไม่เห็นฉินเฟิงเดินออกมา ประกอบกับฉินเทียนหู่บอกให้พวกนางกลับจวนโดยเร็วที่สุด เพื่อหลีกเลี่ยงการเจอโจรผู้ร้ายระหว่างทางในยามวิกาล พวกนางจึงต้องกลับไปก่อน เหลือเพียงฉินเสี่ยวฝู เสี่ยวเซียงเซียง และชูเฟิงเท่านั้น
เมื่อเห็นว่าในที่สุดฉินเฟิงก็ออกมา เสี่ยวเซียงเซียงก็สาวเท้าเข้าไปรับ นางอดไม่ได้ที่จะเปล่งเสียงเรียก “นายน้อยเจ้าคะ”
เดิมทีนางมีคำพูดมากมายอยากจะบอกฉินเฟิง แต่พอได้เจอหน้าเข้า ความเขินอายก็ชนะความคาดหวัง นางจึงไม่สามารถพูดอะไรออกไปได้
ฉินเฟิงยื่นมือออกมาแตะจมูกของเสี่ยวเซียงเซียง แล้วหัวเราะแผ่วเบา “สาวน้อย ข้าก็ยังอยู่ดีไม่ใช่หรือ?”
ท่าทางใกล้ชิดเช่นนี้ทำให้แก้มของเสี่ยวเซียงเซียงร้อนผะผ่าว นางครุ่นคิดในใจว่า ชาติที่แล้วได้ทำบุญกุศลใดไว้กัน ชาตินี้นางจึงได้โชคดีได้เป็นสาวใช้ประจำตัวของฉินเฟิง
ในวันนี้คนที่ตื่นเต้นที่สุดคือฉินเสี่ยวฝูอย่างไม่ต้องสงสัย
ฉินเฟิงช่วยสวีโม่เอาชนะการประลองด่านแรกแบบผ่านฉลุย จากนั้นก็ด้านกลยุทธ์ทางทหาร เรียกได้ว่าชื่อเสียงสะเทือนเลื่อนลั่นไปทั่วทั้งเมืองหลวง ในฐานะคนสนิทของฉินเฟิง สถานะของฉินเสี่ยวฝูย่อมสูงขึ้นตามไปด้วย
เด็กหนุ่มได้กลายเป็นดาวดวงใหม่ ผู้มีอำนาจยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาคนรับใช้!
ว่าด้วยเรื่อง ‘ชื่อเสียงและผลประโยชน์’ มองดูทั่วทั้งเมืองหลวงแล้ว ย่อมไม่มีคนรับใช้จวนใดจะเทียบฉินเสี่ยวฝูได้
ส่วนด่านปรับตัวตั้งรับซึ่งเป็นด่านสุดท้ายนั้น ฉินเสี่ยวฝูได้ยินเรื่องที่เกิดขึ้นด้านในแล้ว เมื่อเห็นฉินเฟิงเขาก็วิ่งไปหาอย่างรีบเร่ง ถูมือไปมาพลางเอ่ยอย่างตื่นเต้น “สมแล้วที่เป็นนายน้อย พิธีชำระอาภรณ์ในวันนี้ได้แสดงความโดดเด่นเต็มที่ ความชื่นชมที่ข้าน้อยมีต่อท่าน เป็นดั่งแม่น้ำหวงเหอที่ล้นทะลัก…”
ก่อนฉินเสี่ยวฝูจะพูดจบประโยค ฉินเฟิงก็ยกขาขึ้น แล้วเตะไปด้วยสีหน้าไม่สบอารมรณ์ “พวกเจ้าแสดงได้สมจริงนักนะ! ตอนข้าได้ยินเสียงกรีดร้องจากนอกกำแพง ข้าคิดว่าเกิดเรื่องแล้วจริง ๆ! เจ้าตัวแสบ เจ้าไม่รู้จักส่งสัญญาณให้กันบ้างเลย!”
ฉินเสี่ยวฝูยกมือบังก้นตนเอง พลางกระโดดหลบไปอีกด้านด้วยสีหน้าไร้เดียงสา “อย่าใส่ร้ายกันสิขอรับนายน้อย หลังจากกองทัพทหารม้าของหน่วยลาดตระเวนเมืองและกองทหารรักษาการณ์มาถึง พวกเขาก็ล้อมเข้ามาโดยไม่พูดอะไรสักคำ บอกว่าเป็นคำสั่งของฮ่องเต้ ขอให้เราร่วมมืออย่างเต็มที่ อย่าว่าแต่ข้าน้อยเลย ขนาดคุณหนูทั้งสามก็ยังไม่กล้าขัดพระราชดำรัสของฝ่าบาท”
“นอกจากนี้! ด้วยความฉลาดของนายน้อย การหลอกลวงระดับต่ำเช่นนั้น นายน้อยย่อมสามารถมองออกได้อยู่แล้ว”
ฉินเฟิงหน้าแดง ยกมือไพล่หลัง เชิดหน้ายืดอก แล้วพูดว่า “แน่นอน ข้ามองออกได้ในพริบตา!”
นายน้อยฉินหารู้ไม่ว่า…
เมื่อเห็นว่าไร้ทางหนีจิ่งเชียนอิ่งกับชูเฟิงได้พาคุณหนูรองปีนขึ้นไปบนกำแพง จนได้เจอกับหลินฉวีฉีและทหารรักษาพระราชวังหลายนายเข้าพอดี ก่อนจะทราบว่าทั้งหมดนี้เป็นการประลองของด่านปรับตัวตั้งรับ
ดังนั้น… ทุกคนที่ยืนอยู่บนกำแพงต่างเห็นปฏิกิริยาของฉินเฟิงได้ชัดเจน
เมื่อเห็นฉินเฟิงที่พยายามโกหกหน้าตาย ชูเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะปิดปากหัวเราะ “บ่าวคิดไว้แล้วว่า กลอุบายเช่นนี้ย่อมไม่สามารถซ่อนพ้นจากสายตาอันเฉียบคมของนายน้อยได้”
เมื่อได้ยินคำพูดของชูเฟิง มุมปากของฉินเฟิงก็กระตุก
ในขณะนี้เอง หลินฉวีฉี สวีโม่และหนิงหู่ก็มารวมตัวกัน
เมื่อเห็นท่าทางภาคภูมิใจราวกับกุมทุกสิ่งไว้ในกำมือของฉินเฟิง หลินฉวีฉีก็แอบหัวเราะในใจ ไม่ได้พูดฉีกหน้าแต่อย่างใด เพียงแค่เอ่ยเร่งว่า “ตอนนี้พี่ฉินมีความรับผิดชอบที่สำคัญ หากมีผู้ไม่ประสงค์ดีจะต้องถือโอกาสลงมือรวดเร็วเฉียบขาดเป็นแน่ เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุร้าย ควรรีบกลับจวนโดยเร็ว”
หนิงหู่กับสวีโม่พูดขึ้นพร้อมกัน “เราสองคนจะคุ้มกันพี่ฉินกลับจวน”
ขณะที่ทุกคนกำลังจะจากไป เงามืดก็แวบขึ้นมาต่อหน้าต่อตา เขาคนนี้รวดเร็วมาก และมาถึงหน้าฉินเฟิงได้ในพริบตาเดียว
ชูเฟิงเป็นคนแรกที่มีปฏิกิริยาตอบสนอง พลันตะโกนลั่น “แย่แล้ว นักฆ่า!”
ทันทีที่สิ้นประโยค ฝ่ามือขาวราวหิมะของนางก็โจมตีไปทางเงาร่างสีดำ
เงาสีดำหลบการโจมตีจากฝ่ามือของชูเฟิงด้วยความเร็วดุจสายฟ้า เขาจับข้อมือของนางเพื่อยืมแรงส่งตนเองไปด้านข้าง และทั้งร่างของชูเฟิงก็กระเด็นออกไป
แค่กระบวนท่าเดียว ชูเฟิงถึกับหมดท่าแล้ว
ฉินเฟิงตกตะลึง ทักษะการต่อสู้ของคนชุดดำผู้นี้เกินกว่าจินตนาการของเขานัก เกรงว่ามีเพียงพี่หญิงสี่จิ่งเชียนอิ่งเท่านั้นที่พอจะสู้กับอีกฝ่ายได้
เมื่อเห็นเงาดำเข้ามาใกล้ สวีโม่กับหนิงหู่ก็พุ่งทะยานเข้าไปเพื่อต่อต้านพร้อม ๆ กัน
แม้ว่าทั้งสองคนจะมีฝีมือไม่ธรรมดา โดยเฉพาะหนิงหู่ที่ได้ฉายาว่า เป็นผู้กล้าหาญที่สุดในบรรดาบุตรหลานของเมืองหลวง
แต่เมื่อเผชิญหน้ากับเงาดำที่ว่า เขาก็แทบไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายเลย
เงานั้นบดขยี้ทุกคนด้วยความเร็วที่เกินความคาดหมาย ทั้งต่อยทั้งเตะ จนทั้งสองคนล้มลงไปกองกับพื้น
ฉินเฟิงที่เพิ่งฟื้นจากอาการตกใจ ตะโกนทันที “จอมยุทธ์ไว้ชีวิตข้าด้วย!”
เงาดำหาได้สนใจแม้แต่น้อย มือขวาดุจกรงเล็บ คว้าคอฉินเฟิงไว้แน่น
ความรู้สึกทรมานจากการหายใจไม่ออกอย่างรุนแรงแล่นเข้ามา