บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 185 สถานการ์พลิกผัน
บทที่ 185 สถานการ์พลิกผัน
เมื่อหันกลับมา ดวงตาของหลินเฟยโม่เปลี่ยนจากความโกรธเป็นความประหลาดใจ
รองผู้บัญชาการสี่นายซึ่งเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของแต่ละกองทัพต่างออกมานอกค่ายพร้อมกัน
พวกเขาคือกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์ กองทัพค่ายตะวันออก กองทัพค่ายตะวันตก และกองทหารรักษาการณ์
เมื่อครู่ที่หลินเฟยโม่ต้องการความช่วยเหลือ สี่กองทหารใหญ่ส่งแค่นายกองมาเท่านั้น
แต่ตอนนี้เมื่อพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับฉินเฟิง คนที่ส่งมาล้วนอยู่ในระดับรองผู้บัญชาการ ซึ่งอยู่ห่างชั้นจากนายกองไปหลายระดับ
ทันใดนั้นใบหน้าของหลินเฟยโม่ก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ ยากจะยับยั้งความอับอายและความโกรธแค้น
รองผู้บัญชาการทั้งสี่ลงจากม้า ประสานหมัดคารวะฉินเฟิงอย่างพร้อมเพรียง
ฉินเฟิงแค่ยกมือขึ้นรับแบบลวก ๆ ถือเป็นการคารวะตอบ
ท่านโหวน้อยหนิงหู่ก้าวเข้ามา และพูดอย่างกระตือรือร้น “เหตุใดแม่ทัพทั้งสี่จึงมาที่นี่ด้วยตนเองเล่า? แค่ส่งนายกองคนใดคนหนึ่งมาก็ใช้ได้แล้ว”
ทันทีที่สิ้นประโยค ใบหน้าของหลินเฟยโม่ก็เปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ
ส่งนายกองคนใดมาก็ใช้ได้แล้วรึ?!
หลินเฟยโม่ราวกับถูกตบหน้าเสียงดังเพียะ
รองผู้บัญชาการกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์กำหมัดแน่น พูดด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า “ในเมื่อนายน้อยฉินเป็นคนเชิญ เราจะละเลยไปได้อย่างไร ในอนาคตขอให้ท่านโหวน้อยกล่าวชมพวกเราต่อหน้านายน้อยฉินหลาย ๆ ประโยคเถิด ได้ยินมาว่าจำนวนแม่ทัพสี่คนที่ได้เดินทัพไปเป๋ยตี๋ครานี้ นอกเหนือจากการคัดเลือกที่ผ่านไปแล้ว ยังมีการ ‘คัดเลือกตำแหน่งสำรอง’ อีกสองตำแหน่งไม่ใช่หรือ ทหารนับไม่ถ้วนในกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์ของข้า ล้วนมีคุณสมบัติครบถ้วน!”
รองผู้บัญชาการค่ายตะวันตกที่อยู่ข้าง ๆ กลอกตาใส่รองผู้บัญชาการกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์ แล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าพูดอะไรของเจ้า! หากกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์มีความสามารถทำได้ แล้วกองทัพค่ายตะวันตกของข้าจะทำไม่ได้รึ?”
รองผู้บัญชาการค่ายตะวันออกผลักทั้งสองคนออกไป แล้วคารวะหนิงหู่ “ผู้บัญชาการสูงสุดกล่าวแล้วว่า ตราบใดที่กองทัพค่ายตะวันออกของเราได้รับคัดเลือก ‘ตำแหน่งสำรอง’ น้ำใจครั้งนี้จะถูกจดจำไว้ตลอดไป”
ในด้านสถานะ กองทัพทหารรักษาการณ์นั้นสูงกว่ากองทัพทั้งสามเล็กน้อย แต่ในแง่ของความสามารถและความแข็งแกร่งกลับต่ำกว่าอยู่บ้าง เมื่อเห็นว่ารองผู้บัญชาการของสามกองทัพใหญ่กำลังโต้เถียงกัน เขาก็ตะโกนลั่น “หากนายน้อยฉินฝึกฝนกองทัพใหม่ในอนาคต และต้องการระดมกำลังพล กองทัพทหารรักษาการณ์ของเราจะให้การสนับสนุนท่านอย่างเต็มที่!”
เมื่อเห็นรองผู้บัญชาการกองทัพทั้งสี่ที่อยู่รอบ ๆ หนิงหู่ ใบหน้าของหลินเฟยโม่ก็แดงก่ำ เพราะในเวลานี้ไม่มีใครสนใจเขาเลย
ท่าทางเย่อหยิ่งของนายน้อยหลินจางหายไป แก้มของเขาเปลี่ยนเป็นสีแดง พลันเขาตะโกนใส่ฉินเฟิง“เคยมีเช่นนี้ที่ไหนกัน! คนแซ่ฉิน เมื่อครู่นี้เจ้าไม่ได้บอกว่าข้าระดมกำลังพลเพื่อการส่วนตัวรึ? แล้วตอนนี้เจ้ากำลังทำอะไรอยู่เล่า?!”
เมื่อเห็นว่าในที่สุดหลินเฟยโม่ก็สะกดกลั้นอารมณ์ไว้ไม่ได้ ฉินเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกตลกขบขัน เจ้าชอบวางท่าเป็นลูกผู้ชายผู้มีศักดิ์มีศรีไม่ใช่หรือ? เช่นนั้น ทำไมไม่วางท่าต่อไปเล่า?!
เมื่อหลินเฟยโม่ตะโกนเช่นนี้ เฉินเฉิงกับหลี่ว์เชียนก็เอ่ยสนับสนุนอย่างรวดเร็ว
ท้ายที่สุด ทั้งสองคนก็ได้วางเดิมพันกับหลินเฟยโม่ไว้แล้ว หากหลินเฟยโม่ไม่สามารถเอาชนะฉินเฟิงได้ ชะตากรรมของทั้งสองคน แค่จินตนาการก็พอจะคาดเดาได้…
เฉินเฉิงชี้ไปที่ฉินเฟิงและตะโกน “คนแซ่ฉิน เจ้าระดมกำลังทหารเพื่อการส่วนตัว สมควรได้รับโทษสถานใด!”
หลี่ว์เชียนเองก็ไม่รอช้า เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันทันที “กองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์ กองทัพค่ายตะวันออกและตะวันตก รวมถึงกองทัพทหารรักษาการณ์ ทั้งหมดล้วนเป็นทหารของเมืองหลวง มีเพียงฮ่องเต้เท่านั้นที่สามารถระดมพลได้ ฉินเฟิง เจ้ากล้าที่จะก้าวข้ามอำนาจของฮ่องเต้ สมควรต้องถูกลงโทษ!”
เมื่อเห็นว่าเฉินเฉิงกับหลี่ว์เชียนเริ่มตีโพยตีพาย
ฉินเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะมองอย่างดูถูก “เอะอะเสียงดังอันใด รองผู้บัญชาการหลายท่านมาที่ค่ายของข้าเพื่อหารือเกี่ยวกับการเตรียมการศึก แต่พวกเจ้าน่ะไม่ใช่ และข้ามีเหตุผลที่จะสงสัยว่า พวกเจ้ามาที่นี่เพื่อแอบฟังใช่หรือไม่?!”
“เจ้า!”
ทันทีที่สิ้นประโยค เฉินเฉิงกับหลี่ว์เชียนก็พูดไม่ออก
รองผู้บัญชาการกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์ตะโกนใส่เฉินเฉิง “นายน้อยฉินได้ก่อตั้งกองทัพใหม่ตามพระราชโองการของฮ่องเต้ โดยร่วมมือกับกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์ของข้า ทหารในทัพใหม่นี้โยกย้ายมาจากทหารชั้นยอดจำนวนมากของกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์ ในภายภาคหน้ากองทัพใหม่จะสร้างความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ นับเป็นเกียรติแก่กองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์ ในฐานะรองผู้บัญชาการ การที่ข้ามาหารือเกี่ยวกับกองทัพใหม่พร้อมด้วยนายน้อยฉินเป็นเรื่องสมเหตุสมผลอย่างยิ่ง หาใช่เรื่องที่พวกเจ้าจะมากล่าวหาใส่ความได้ไม่!”
รองผู้บัญชาการกองทัพค่ายตะวันตกก็จ้องไปที่เฉินเฉิงด้วยความรังเกียจ “ตอนนี้เป็นเวลาที่ต้องเตรียมพร้อมสำหรับการทำสงคราม ควรจะต้องให้ความสำคัญเรื่องการเดินทัพเป็นหลัก เจ้าเป็นคนธรรมดาสามัญจะเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องสำคัญเช่นนี้ได้อย่างไร? นี่ต่างหากที่เรียกว่าการก้าวข้ามขอบเขตอำนาจ พี่น้องหน่วยลาดตระเวนเมือง เฉินเฉิงผู้นี้ต้องถูกจัดการอย่างไรจึงจะเหมาะสม?!”
เมื่อเทียบกับกองทัพหลักทั้งสี่ แม้ว่าหน่วยลาดตระเวนเมืองจะมีสถานะต่ำกว่า แต่ก็เป็นหน่วยงานเดียวในที่เกิดเหตุที่มีอำนาจบังคับใช้กฎหมายของเมืองหลวง
รองผู้บัญชาการหน่วยลาดตระเวนเมืองตะโกนอย่างเย็นชาทันที “ตามกฎหมายมีโทษประหาร!”
ใบหน้าของเฉินเฉิงซีดลงราวกับกระดาษในทันที เขาเดินโซซัดโซเซไปสองสามก้าว และแทบจะทรุดตัวลง
ใบหน้าของหลินเฟยโม่เองก็ซีดเผือดเช่นกัน เขาคำรามเสียงต่ำ “ใครกล้าบังอาจ!”
ฉินเฟิงที่เฝ้าดูจากฝั่งตรงข้ามตอบด้วยรอยยิ้ม “มีอะไรต้องกลัวกัน เอาล่ะ รบกวนแม่ทัพหน่วยลาดตระเวนเมืองส่งตัดบุคคลที่พูดจาไร้สาระเกี่ยวกับกิจการทางทหารและก้าวข้ามอำนาจไปให้ศาลาว่าการกรมเมืองเพื่อลงโทษตักศีรษะเถิด”
ส่งไปที่ศาลาว่าการกรมเมืองเพื่อลงโทษหรือ?!
ทันใดนั้น เฉินเฉิงก็ตระหนักได้ว่า แม้เขาจะเป็นบุตรชายของหัวหน้ากลุ่มการค้าเมืองหลวง แต่ก็ยังเป็นแค่คนธรรมดาสามัญ แค่ศาลาว่าการกรมเมืองก็มีอำนาจเพียงพอที่จะลงโทษเขาแล้ว
ทันใดนั้น จู่ ๆ ฉินเฟิงก็เปลี่ยนเรื่อง “หรือจะทำดีชดใช้ความผิด ยามนี้ถึงเวลาที่ต้าเหลียงต้องใช้เงิน ตระกูลของเจ้าก็มีรากฐานที่มั่นคง คงไม่ใช่เรื่องยากที่จะเอาหนึ่งแสนตำลึงเงินมาสนับสนุนการสงครามใช่หรือไม่?”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ เฉินเฉิงก็รู้สึกราวกับได้ชีวิตใหม่
เฉินเฉิงกำลังจะคุกเข่าลงขอบคุณฉินเฟิงที่ไม่ฆ่าตนเอง แต่ก็สัมผัสได้ถึงแววตาเย็นชาของหลินเฟยโม่จากด้านข้าง ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสับสนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่ในที่สุดก็กัดฟัน และคารวะฉินเฟิง “นายน้อยฉิน ข้าจะกลับไปเบิกเงินประเดี๋ยวนี้!”
สิ้นประโยค เฉินเฉิงก็ชะงักค้างไม่กล้ามองดวงตาอาฆาตของหลินเฟยโม่ เขาแบกรับความกดดัน แล้ววิ่งหนีไป โดยไม่หันกลับมามองอีก
ในฐานะพ่อค้า เฉินเฉิงไม่ใช่คนโง่
แม้แต่กองทัพใหญ่ทั้งสี่ก็ยังเข้าข้างฉินเฟิง เห็นได้ชัดว่าหลินเฟยโม่ไม่สามารถแข่งกับฉินเฟิงผู้นี้ได้
ถ้าตอนนี้ไม่กลับลำ จะรอกลับตอนฉลองชีวิตใหม่หรืออย่างไร?
เมื่อเห็นว่าเฉินเฉิงกลายเป็นคนทรยศโดยไม่ลังเลเพื่อรักษาชีวิตตัวเอง หลินเฟยโม่ก็โกรธมากจนขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน แต่ก็จนปัญญา
หลิ่วหงเหยียนผู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดยกมือปิดปาก เบิกตากว้างด้วยความไม่เชื่อ
ปกติแล้ว…
ตระกูลฉินไม่สามารถเอาชนะตระกูลหลินได้
ในตอนนั้นขนาดท่านแม่ ฮูหยินฉินก็ยังตกไปอยู่ในเงื้อมมือของตระกูลหลิน
เหตุใดตอนนี้ สถานการณ์ถึงได้กลับตาลปัตร?!
เมื่อนึกถึงเรื่องนี้ หลิ่วหงเหยียนก็มองไปที่ฉินเฟิงที่มีท่าทางสบาย ๆ เหมือนไม่เห็นหลินเฟยโม่อยู่ในสายตา นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกตื่นเต้น ‘เจ้าเด็กตัวเหม็น มีอิทธิพลมากขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?!’
ทุกคนหารู้ไม่ว่า…
ตั้งแต่ตอนที่ฉินเฟิงจะสร้างกองทัพใหม่ เขาได้ขอโยกย้ายพลชั้นยอดจากสี่กองทัพหลักมา หมายความว่าฉินเฟิงและสี่กองทัพหลักต่างก็มี ‘การพูดคุยลับ ๆ’ ในแง่มุมหนึ่งอยู่แล้ว
หากสี่กองทัพหลักตั้งตัวเป็นศัตรูกับฉินเฟิง ต่อให้พวกเขาไม่ขัดขวางก็คงจะต้องส่งคนแก่ คนอ่อนแอ คนเจ็บ คนป่วย และคนพิการมาให้กับฉินเฟิงอย่างแน่นอน
ทว่าการที่กองทัพใหญ่ทั้งสี่ให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีเช่นนี้ เป็นเพราะเห็นแก่หน้าของบุคคลทั้งสี่ท่าน
คนที่หนึ่งย่อมเป็นฮ่องเต้ อีกคนก็คือองค์หญิงใหญ่
เพราะท้ายที่สุดแล้ว องค์หญิงใหญ่ได้สนับสนุนเรื่องงานแต่งของฉินเฟิงและเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์เป็นพิเศษ
ส่วนอีกสองท่านก็คือองค์ชายรองและองค์ชายเจ็ด
จริงอยู่ที่สถานะของตระกูลหลินช่างน่าหวาดหวั่น ไม่มีผู้ใดกล้าทำให้กุ้ยเฟยเหนียงเหนียงขุ่นเคือง
แต่ฉินเฟิงในสายตาของราชสกุลหลี่ก็เหมือนกับปลาในน้ำ ไม่ว่าขุนนางบุ๋นบู๊ในราชสำนักจะโง่งมแค่ไหน ขอแค่มีสายตาที่เฉียบคมแม้เพียงนิด ย่อมไม่โง่พอที่จะเป็นศัตรูกับฉินเฟิงผู้นี้ได้
หลินเฟยโม่ไม่สามารถอดทนต่อความโกรธและความอับอายได้อีกต่อไป เขาคำรามเสียงต่ำ “ข้าไม่เชื่อว่าขุนนางบุ๋นบู๊ในเมืองหลวงจะอยู่ข้างฉินเฟิงทั้งหมด!”
“กรมอาญา กรมโยธา กรมพิธีการ กรมขุนนาง ห้องเครื่อง กองทหารรักษาประตูวัง หน่วยรับแขก หน่วยการเกษตร…”
“ข้าไม่เชื่อว่าจะไม่มีใครสามารถจัดการฉินเฟิงได้!”
ตอนที่หลินเฟยโม่กำลังจะส่งคนไปที่จวนบรรดาขุนนางเพื่อส่งข่าว
หลี่ว์เชียนกลับห้ามหลินเฟยโม่ไว้ ใบหน้าของเขาน่าเกลียดเป็นอย่างยิ่ง เขาพูดอย่างจนปัญญา “นายน้อยหลิน ข้าเกรงว่าจะไม่มีใต้เท้าคนใดที่ท่านเพิ่งพูดถึงสามารถมาได้…”
หลินเฟยโม่ตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ตะโกนด้วยความโกรธ “เพราะเหตุใดกัน!”