บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 201 ลอกเลียนแบบจนเป็นปรมาจารย์วรรณกรรม
บทที่ 201 ลอกเลียนแบบจนเป็นปรมาจารย์วรรณกรรม
หลังจากคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว ฉินเฟิงก็อาบน้ำชำระล้างร่างกายอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็นั่งประจำที่โต๊ะหนังสือ และเริ่มเขียนนวนิยายต่อไปอย่างขะมักเขม้น
จนกระทั่งหลังมื้อกลางวัน ในที่สุดชายหนุ่มก็คัดลอกเล่มแรกของซีรีส์ฟอร์มยักษ์เรื่อง ‘ตำนานแสงจันทร์’ เสร็จ
เขาเรียกหลินฉวีฉีมา แล้วส่งต้นฉบับให้อีกฝ่ายตรวจสอบก่อนหนึ่งรอบเพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีปัญหา จากนั้นถึงจะสามารถให้หลินฉวีฉีนำกลับไปคัดออกมาใหม่อีกรอบเพื่อทำ ‘ฉบับพิมพ์’
นับตั้งแต่หลินฉวีฉีได้รับต้นฉบับที่เหลือ เขาก็กักตนเองอยู่ในห้อง ไม่ออกไปจากประตู จนกระทั่งฟ้ามืดเขาถึงออกมา บัณฑิตหนุ่มรู้สึกเหมือนได้เกิดใหม่ ทั้งกระฉับกระเฉงและสมองปลอดโปร่ง
ฉินเฟิงนั่งอยู่บนม้านั่งหินในลาน เขากำลังก้มศีรษะครุ่นคิดเกี่ยวกับบางอย่าง จากนั้นถึงหันกลับมารับสำเนาของนวนิยายที่คัดลอกเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลินฉวีฉีมองฉินเฟิงด้วยสายตาที่ทั้งรักทั้งชัง “ข้าคัดลอกเสร็จแล้ว เจ้าลองดู นอกจากนี้… พี่ฉิน เจ้าช่วยทำให้เนื้อเรื่องที่เหลือจบในคราวเดียวได้หรือไม่? แม้ว่าจะอ่านน่าสนุก แต่พอถึงจุดน่าตื่นใจโครงเรื่องก็หยุดลงอย่างกะทันหันทุกที มันน่าโมโหจริง ๆ”
ไม่พอใจนับว่าถูกต้องแล้ว!
ไม่เช่นนั้น ถ้าผู้อ่านมีความสุข ตัวเขาที่เป็นหัวหน้าสำนักพิมพ์จอมลอกเลียนแบบคงไม่มีความสุขแน่!
ฉินเฟิงไม่ได้อธิบาย เขารับสำเนามาและกวาดสายตามองสองสามครั้ง ชายหนุ่มยกนิ้วให้พลางถอนหายใจ “สมกับเป็นพี่หลิน ลายมือที่ดีเช่นนี้ แม้ว่าข้าจะใช้เวลาฝึกยี่สิบปีก็ไม่สามารถคัดออกมาได้”
เมื่อได้รับคำยกย่องจากฉินเฟิง หลินฉวีฉีก็ยิ้มอย่างเบิกบานใจ “พี่ฉินถ่อมตัวแล้ว ไม่ว่าตัวอักษรจะเขียนได้ดีแค่ไหน หากไม่มีพรสวรรค์ด้านวรรณกรรมเพียงพอให้ใช้จะมีประโยชน์อะไร? มันก็เหมือนกับการมอบสี่สมบัติแห่งห้องหนังสือให้กับคนขายเนื้อที่ไม่รู้หนังสือใช้นั่นแหละ”
สมกับเป็นคนมีการศึกษา คำที่พูดออกมาไม่ธรรมดาเลย
ฉินเฟิงเรียกฉินเสี่ยวฝูมา และให้เขาส่งสำเนาไปที่ค่ายฝึกซ้อม เพื่อให้หลู่หมิงแกะสลักแผ่นพิมพ์โดยเร็วที่สุด
หลินฉวีฉีไม่รีบร้อนที่จะจากไป เมื่อเขาเห็นกระดาษวาดภาพกระจายอยู่ตรงหน้าฉินเฟิง เขาก็อดไม่ได้ที่จะอยากรู้อยากเห็น “พี่ฉิน เจ้ากำลังทำอะไรอยู่? เจ้ามีความคิดน่าอัศจรรย์อีกแล้วหรือ?“
ความคิดน่าอัศจรรย์บ้าบออันใดกันเล่า ข้าถูกฉีหยางจวิ้นจู่บีบบังคับล้วน ๆ!
ก่อนหน้านี้เขาสัญญาเรื่องลูกแก้วหลิวหลีในพระราชวังไว้ไม่ใช่หรือ? เพื่อที่จะกำจัดฉีหยางจวิ้นจู่ออกไปโดยเร็วที่สุด ชายหนุ่มจึงทำได้เพียงเจียดเวลาให้ลูกแก้วหลิวหลีซึ่งเป็นเรื่องไม่เจ็บไม่คันนี้ มาก่อนเรื่องอื่น ๆ
แต่ในเมื่อต้องการหลอมลูกแก้วหลิวหลี ย่อมไม่สามารถทำเป็นเรื่องเล็กได้ เพราะเขาสามารถพึ่งพากิจการนี้สร้างรายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ชดเชยการสูญเสียค่าใช้จ่ายมหาศาลจากเสบียงทางการทหารได้เช่นกัน
ตอนนี้หลินฉวีฉีถือเป็นคนสนิทของตระกูลฉินแล้ว ฉินเฟิงจึงไม่ได้ปิดบัง และพูดอย่างตรงไปตรงมา “ข้าวางแผนที่จะทำลูกแก้วหลิวหลีพวกนี้”
คำพูดนี้ฟังดูสบาย ๆ ยิ่งนัก ไม่ค่อยจริงจังสักเท่าไร
แต่สำหรับหูของหลินฉวีฉีแล้ว เรื่องนี้กลับฟังดูน่าตกตะลึงอยู่ไม่น้อย เขาอดไม่ได้ที่จะอ้าปากกว้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความประหลาดใจ “ไม่กี่ปีที่ผ่านมา ข้าโชคดีได้เห็นลูกแก้วหลิวหลีผ่านครอบครัวผู้มีอิทธิพล ได้ยินว่าหาซื้อได้เพียงสองช่องทางเท่านั้น ช่องทางหนึ่งนำเข้าจากดินแดนตะวันตก อีกช่องทางหนึ่งนำเข้าสินค้าจากต่างแคว้น แม้แต่ลูกแก้วหลิวหลีที่ใหญ่เท่าเมล็ดถั่วก็มีคุณค่าเป็นอย่างมาก และข้าก็ไม่เคยได้ยินว่ามีผู้ใดในต้าเหลียงสามารถหลอมลูกแก้วหลิวหลีได้”
“พี่ฉิน หากเจ้าสามารถหลอมลูกแก้วหลิวหลีได้จริง เจ้าจะได้ทิ้งชื่อไว้ในประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน!”
ฉินเฟิงไม่สนใจที่จะทิ้งชื่อไว้ในประวัติศาสตร์ เขาสนใจแค่การทำเงินจากมันเท่านั้น
การหลอมลูกแก้วหลิวหลีไม่ใช่เรื่องยาก และยิ่งการรวบรวมวัตถุดิบต่าง ๆ ก็ยิ่งเป็นส่วนที่ง่ายที่สุด อย่างเช่น ทรายควอตซ์และหินปูน ทั้งสองเป็นวัสดุที่พบเห็นได้ทั่วไป แต่โซเดียมคาร์บอเนตนั้นจำเป็นต้องได้รับการกลั่นจากแร่เนตรอน และเท่าที่ฉินเฟิงรู้ อย่าว่าแต่ทั่วเมืองหลวงเลย แม้แต่ทั้งต้าเหลียง แร่เนตรอนก็เป็นสิ่งที่หาได้ยากอย่างยิ่งยวด
ถึงอย่างนั้น โพแทสเซียมคาร์บอเนตที่สามารถสกัดจากขี้เถ้าไม้ได้ก็สามารถทดแทนโซเดียมคาร์บอเนตได้อย่างสมบูรณ์ จึงไม่มีอะไรยุ่งยาก
แต่อย่างไรก็ตาม…
อาชีพเก่าของฉินเฟิงคือวิศวกรรมโยธา แม้ว่าเขาจะมีความรู้ด้านเคมีอยู่บ้างแต่ก็ไม่เชี่ยวชาญ
กระบวนการทางเคมีและกายภาพที่ซับซ้อน อย่างการเทียบสัดส่วนของวัสดุทำให้ชายหนุ่มค่อนข้างปวดหัว
เขารู้เพียงแค่งานฝีมือและกระบวนการแต่ไม่รู้ข้อมูลโดยละเอียด หากต้องการทำลูกแก้วหลิวหลีให้ออกมาได้ตามมาตรฐาน ดูเหมือนว่าจะต้องลองผิดลองถูกหลายครั้งเพื่อสั่งสมประสบการณ์
ฉินเฟิงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจเมื่อคิดมาถึงตรงนี้
ไม่ว่าจะทำกิจการอันใดก็ล้วนต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากในช่วงเริ่มต้น ใช้เงินแลกประสบการณ์ลองผิดลองถูก…
จะอย่างไรก็ช่าง! ค่อยเป็นค่อยไปก็แล้วกัน ฉีหยางจวิ้นจู่ถูกเบี้ยวนัดไปแล้วครั้งหนึ่ง ถ้านางถูกเบี้ยวนัดอีกครั้งจะเป็นอะไรไป? …ถ้าเจ้ามีความสามารถก็ฆ่าข้าเสียเลยสิ!
ในระหว่างที่ฉินเฟิงกังวลเกี่ยวกับการหลอมลูกแก้วหลิวหลี เสียงรบกวนจากสนามหน้าลานพลันดังขัดจังหวะความคิดของเขา
ดูจากเสียงแล้วคงจะเป็นพวกพี่หญิง
หรือว่ามีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น?
ฉินเฟิงไม่กล้าโอ้เอ้ รีบเดินนำหลินฉวีฉีไปที่ลานหน้าบ้าน ผลคือพบว่าฉินเสี่ยวฝูซึ่งควรจะไปส่งสำเนาต้นฉบับถูกหลิ่วหงเหยียนกับเสิ่นชิงฉือสกัดไว้ และสำเนานั้นก็ถูกพวกนางชิงเอาไว้เช่นเดียวกัน
ฉินเฟิงไม่ได้ออกจากเรือนหลังตั้งแต่เขากลับมาเมื่อวานนี้ มีเพียงฉินเสี่ยวฝูวิ่งเข้า ๆ ออก ๆ เพื่อถ่ายทอดคำสั่ง
หลิ่วหงเหยียนอดไม่ได้ที่จะอยากรู้อยากเห็น เพราะกลัวว่าฉินเฟิงผู้ไม่เกรงฟ้าไม่กลัวดินจะก่อปัญหาอันใดขึ้นอีก ดังนั้นนางจึงรีบชิงสำเนาในมือของฉินเสี่ยวฝูมาตรวจสอบ
คุณหนูรองรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที เมื่อพบว่าเนื้อหาของสำเนานั้นเป็นนวนิยาย
ท้ายที่สุดแล้วฉินเฟิงมักจะมีคำพูดที่ทำให้คนตกใจจนแทบจะเสียชีวิตอยู่เสมอ ถ้าเขากล่าวอะไรแปลก ๆ ในหนังสือจะเป็นเรื่องใหญ่เอาได้ นางจึงรีบเอาต้นฉบับมาอ่านเพื่อตรวจสอบ นางกวาดตาดูแวบแรกโดยไม่ใส่ใจนัก กระทั่งต่อมานางกลับถูกเนื้อหาดึงดูดเข้าอย่างจัง
ปีก่อน ๆ หลิ่วหงเหยียนเคยอ่านนวนิยายอยู่สองสามเล่ม และทั้งหมดล้วนน่าผิดหวังและจืดชืดไร้รสชาติ
แต่นวนิยายตรงหน้าไม่เพียงแต่มีรูปแบบการเขียนที่แปลกใหม่และมีอารมณ์ที่ละเอียดอ่อนเท่านั้น แต่เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเรื่องล้วนเต็มไปด้วยความคิดน่าอัศจรรย์และสะเทือนใจ ทำให้หลิ่วหงเหยียนประหลาดใจอย่างมาก
โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างตัวเอกชายและหญิง ถึงแม้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นจากมุมมองของโครงเรื่อง แต่ก็ทำให้นางไม่สามารถหยุดอ่านได้เลย
ทว่า…
เมื่อหลิ่วหงเหยียนพลิกไปหน้าสุดท้าย นางรู้สึกผิดหวังทันที จากนั้นก็พลันโกรธขึ้นมา “เกิดอะไรขึ้น?! ที่เหลือเล่า? กำลังถึงจุดที่สนุกเลย แต่มันกลับไม่มีต่อแล้วรึ?!”
เสิ่นชิงฉือสู้รบกับคำศัพท์มาตลอดทั้งวัน นางมีความสามารถในการอ่านที่ดีมาก จึงอ่านนวนิยายของฉินเฟิงไปกว่าครึ่งภายในระยะเวลาสั้น ๆ แค่หนึ่งก้านธูป แม้ว่าจะมีวิสัยสูงส่ง แต่นางก็ไม่สามารถรับมือกับความอยากได้
หลังจากได้ยินหลิ่วหงเหยียนพูดว่าหนังสือเล่มนี้มีเพียงครึ่งเดียวและยังไม่จบ เสิ่นชิงฉือก็ไม่กล้าอ่านต่อ
กลัวว่าจะถูกยั่วให้เกิดความอยากแล้วเหลือเพียงความว่างเปล่า
ขณะที่หญิงสาวทั้งสองคนกำลังถามฉินเสี่ยวฝูว่า สำเนาที่เหลืออยู่ที่ไหน ฉินเฟิงกับหลินฉวีฉีก็วิ่งมาจากหลังลาน
เมื่อเห็นเช่นนี้เสิ่นชิงฉือจึงรีบเข้ามาถามหลินฉวีฉี “นายน้อยหลิน ตำนานแสงจันทร์นี้เจ้าเป็นคนเขียนเองหรือ? แล้วโครงเรื่องที่เหลืออยู่ที่ไหนเล่า? นวนิยายชื่อดังทุกเล่มในเมืองหลวง ชิงฉือล้วนอ่านผ่านตา แต่ว่าไม่เคยเห็นอะไรน่าดึงดูดเช่นนี้มาก่อนเลย”
นวนิยายที่มีชื่อเสียงในเมืองหลวงเหล่านั้น ล้วนมีความเป็นเลิศในด้านแนวความคิดทางศิลปะ ต่างถูกเรียกได้ว่าเป็นชั้นยอด คุ้มค่าแก่การพิจารณาและไตร่ตรอง
แต่ในแง่ของความน่าอ่านกลับยังด้อยกว่า ‘ตำนานแสงจันทร์’ นี้มาก
ท้ายที่สุดแล้ว รูปแบบการเขียนที่ไร้ข้อจำกัดนั้นไม่เคยมีมาก่อน แม้ว่าจะเป็นเพียงแค่การอ่านแบบกวาดตามองก็ยังดึงดูดนางอย่างลึกซึ้ง
ไม่ทันรอให้หลินฉวีฉีอธิบาย หลิ่วหงเหยียนก็เข้ามาสมทบ สายตาของนางเต็มไปด้วยความปรารถนา และความประหลาดใจ “นายน้อยหลินช่างมากความสามารถ! ความรอบรู้ใน ‘วรรณกรรมยอดนิยม’ ลึกซึ้งยิ่งนัก แม้ว่า ‘ตำนานแสงจันทร์’ นี้จะยังไม่ได้ขัดเกลา แต่สามารถหลอกล่อใจผู้คนให้จมลึกลงไปในนั้นมากขึ้นเรื่อย ๆ ยากที่จะดึงตัวเองออกมาได้ เป็นหนังสือสะสมที่ต้องมีติดบ้านอย่างแท้จริง! แต่ว่านี่เป็นเพียงครึ่งหนึ่ง คาดว่านายน้อยหลินคงจะไม่มีเวลาเขียนส่วนที่เหลือใช่หรือไม่?”
เนื่องจากลายมือในหนังสือนี้งดงามน่ามองอย่างยิ่ง หญิงสาวทั้งสองจึงมั่นใจว่า ‘ตำนานแสงจันทร์’ เขียนโดยหลินฉวีฉี
หลินฉวีฉีอดไม่ได้ที่จะหน้าแดงหูแดง ท้ายที่สุดแล้วเขาไม่สามารถทำสิ่งที่เรียกว่าการ ‘ลอกเลียนบทประพันธ์’ ได้ เขาจึงอธิบายอย่างรวดเร็วด้วยความเขินอาย “ตำนานแสงจันทร์นี้ข้าไม่ใช่คนแต่งหรอก…”
เมื่อหลินฉวีฉีปฏิเสธ หลิ่วหงเหยียนกับเสิ่นชิงฉือก็รู้สึกแปลกใจ
ปัญญาชนในเมืองหลวงมักถูกใต้หล้าประณามมาโดยตลอด ส่วนผู้มีความสามารถอย่างแท้จริงก็เข้าราชสำนักและกลายเป็นขุนนาง
หากไร้ข้อผูกมัดจะอ่านบทกวีหรือเขียนบทกวีก็ไม่มีปัญหา แต่เมื่อรับราชการแล้วจักต้องพยายามหลีกเลี่ยงการโบกสะบัดตัวอักษร เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกกล่าวหาว่าไม่ทำงานทำการ นี่เป็นกฎที่ไม่ได้เขียนไว้ แต่ก็ยึดถือกันมานมนานแล้วในราชวงศ์ต้าเหลียง
แล้วนอกจากหลินฉวีฉีผู้เป็นบัณฑิตขงจื๊อ ยังจะมีใครอีกที่สามารถเขียนงานเช่นนี้ได้เล่า?