บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 211 ฝึกซ้อมรบจริง
บทที่ 211 ฝึกซ้อมรบจริง
หนิงหู่และสวีโม่ยืนขนาบซ้ายขวาอยู่ข้างกายฉินเฟิง
แต่เดิมสองคนนี้ก็มาจากตระกูลที่มีฐานะ ไม่ใช่ผู้ที่ทหารองครักษ์ธรรมดาจะเทียบเคียงได้ นอกจากนี้ ในวันปกติทั้งสองคนยังฝึกกับทหารองครักษ์ด้วย ทำให้ฝีมือก้าวหน้าขึ้นมาก แม้ว่าพวกเขาจะยังเยาว์ แต่ก็สามารถกล่าวได้ว่าดูสูงใหญ่ เหี้ยมหาญ ไม่ว่าจะมองในแนวนอนหรือแนวตั้ง
หนิงหู่ตะโกนขึ้น “คารวะนายน้อยฉิน!”
ทันทีที่เขาพูดจบ ทหารองครักษ์สามร้อยนายก็ตะโกนพร้อมกัน “คารวะนายน้อยฉิน!”
เสียงดังราวกับฟ้าร้อง ทำเอาศีรษะของฉินเฟิงชาวาบด้วยความตกใจ แต่ในชั่วพริบตา ลานฝึกซ้อมก็กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง
เข้มงวดกวดขันดียิ่ง
ในที่สุดสีหน้าของนายน้อยฉินก็สดใส เงินของเขาได้ถูกใช้ไปอย่างคุ้มค่าแล้ว
เมื่อใจมีความสุข กระเพาะก็มีความอยากอาหาร ฉินเฟิงนั่งลงบนเก้าอี้หวาย คว้าองุ่นจำนวนหนึ่งแล้วโยนเข้าปาก กล่าวเสียงอู้อี้ พลางกินอย่างตะกละตะกลาม “ดูเหมือนว่าการฝึกฝนในระยะนี้ พวกเจ้าจะทำได้ไม่เลว จุดประสงค์ที่ข้าเรียกทุกคนมาวันนี้ก็เพื่อแจกจ่ายอาวุธและอุปกรณ์ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เราจะทำการฝึกซ้อมรบจริง!”
เมื่อได้ยินคำพูดของฉอนเฟิง สวีโม่ซึ่งมีจิตใจฮึกเหิมอยู่เมื่อครู่ก็อดไม่ได้ที่จะตัวแข็งทื่อ เขาค่อย ๆ หันไปมองนายน้อยเจ้าสำราญ และถามอย่างตกใจ “พี่ฉิน เจ้าเพิ่งว่าอันใดนะ? ฝึกซ้อมรบจริงอย่างนั้นหรือ? กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ สิ่งที่เราทำกันก่อนหน้านี้ นับว่าเป็นเพียงการต่อยตีกันเล่น ๆ เท่านั้นรึ?!”
หนิงหู่ที่อยู่ข้าง ๆ มีหลายอารมณ์ผสมปนเป
การฝึกก่อนหน้านี้แทบเรียกได้ว่า ‘โหดร้ายทารุณเหนือมนุษย์’ ทำให้ทัศนคติในการดำเนินชีวิตของหนิงหู่ถูกลบล้างใหม่ อย่าว่าแต่ต้าเหลียงเลย คงไม่มีใครในใต้หล้าเคยฝึกเช่นนี้มาก่อนด้วยซ้ำ
บัดนี้ เมื่อสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้าของตัวเอง ความเลื่อมใสของหนิงหู่ที่มีต่อฉินเฟิงก็อยู่เหนือคำบรรยาย
แต่… คำพูดของฉินเฟิงที่ว่า ‘การฝึกซ้อมรบจริง’ หมายถึงสิ่งใดกันแน่? เหนื่อยยากยิ่งกว่าการฝึกในปัจจุบันหรือไม่?
ขณะที่หนิงหู่กำลังแอบทอดถอนอารมณ์ เสียงหัวเราะอันเบิกบานของฉินเฟิงก็ดังขึ้น
“อย่ากลัวไปเลย สิ่งที่เรียกว่าการฝึกซ้อมรบจริงนั้นเป็นไปตามชื่อ โดยจะจำลองการต่อสู้ในสนามรบจริงเพื่อยกระดับประสบการณ์การต่อสู้ เพราะอย่างไร สภาพแวดล้อมในสนามรบนั้นก็ซับซ้อน และอะไร ๆ ก็สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา หากเพียงแค่ยกระดับทักษะพื้นฐานแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่ขาดประสบการณ์การต่อสู้จริง แม้ว่าจะถูกฝึกฝนจนเก่งกาจสักแค่ไหน ก็เป็นได้แค่คนโง่ที่หยาบกร้านกลุ่มหนึ่งเท่านั้น”
เมื่อฉินเฟิงขยายความดังนี้ทุกคนก็เข้าใจ
สิ่งที่เรียกว่าการฝึกซ้อมรบจริงนั้น เหมือนกับการทดสอบด่านทลายค่ายกลในพิธีชำระอาภรณ์
เน้นที่การให้สองกองทัพเผชิญหน้ากัน
และตอนนี้ทุกคนในกองทัพต่างก็กำลังคันไม้คันมือกันอยู่เงียบ ๆ
เมื่อสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ในสายตาของคนทั้งหมด นายน้อยเจ้าสำราญก็แอบพยักหน้าและขยิบตาให้ฉินเสี่ยวฝู หลังจากนั้นไม่นาน กล่องไม้ขนาดใหญ่ก็ถูกขนเข้ามายังบริเวณสนาม
เมื่อฝากล่องถูกเปิด อุปกรณ์ทุกชนิดภายในก็เผยออกมา แม้แต่ทหารองครักษ์ที่มีวินัยเคร่งครัดก็อดไม่ได้ที่จะพูดขึ้น
“หลายวันมานี้โรงงานทุบตีส่งเสียงดังไม่หยุด เป็นเพราะทำของพวกนี้หรือ?”
“ก่อนหน้านี้ข้าเคยคิดว่า อาวุธของเราจะมาจากกรมกลาโหม แต่ไม่คาดคิดว่าจะถูกสั่งทำพิเศษจากโรงงานของเรา? ยอดไปเลย!”
“ไอหยา! จำนวนเงินที่นายน้อยฉินใช้ไปกับพวกเราทำคนพูดไม่ออกจริง ๆ เราต้องไม่ทำให้นายน้อยฉินผิดหวัง!”
ท่ามกลางการจ้องมองที่เคลือบแคลง แต่คาดหวังของทุกคน ฉินเฟิงก็โบกมือ ส่งสัญญาณให้ฉินเสี่ยวฝูแจกจ่ายอุปกรณ์
หลังจากแต่งตัวเสร็จแล้ว ทหารองครักษ์ที่ทรงพลังห้าวหาญสามร้อยนายก็มาเรียงแถวตรงหน้าฉินเฟิง
ทุกคนสวมหมวกทรงกลม แต่งกายด้วยชุดผ้าไหมสีดำ หลังแบกกระบอกธนู มือถือธนูสั้น ดาบสั้นเหน็บหลังเอว ส่วนกระเป๋าอุปกรณ์คล้องไว้ที่เอวด้านหน้า มองแวบแรก พวกเขาดูเหมือนพลธนูทหารราบติดอาวุธเบาสามร้อยคน แต่เมื่อตรวจสอบอย่างดีก็จะเห็นว่าพวกเขาติดอาวุธพร้อมรบครบครัน
ฉินเฟิงขอให้หลู่หมิงอธิบายการใช้งาน ข้อดีและข้อเสียของอาวุธกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ทีละอย่าง เพื่อให้ทหารองครักษ์สามารถเข้าใจวิธีการต่อสู้ของตนเองได้อย่างรวดเร็ว
หนิงหู่รองคันธนูสั้นไว้ในมือ ดวงตาฉายแววลังเลเล็กน้อย จากนั้นถึงถามขึ้นว่า “พี่ฉิน การใช้ธนูสั้นนี้เป็นอาวุธหลักจะยากเกินไปหน่อยหรือไม่? ท้ายที่สุด ครั้งหนึ่งในสนามรบ การต่อสู้ประจัญบานเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แม้ว่าธนูสั้นจะมีความยืดหยุ่น แต่ระยะและพลังโจมตีนั้นมีจำกัด เมื่อเข้าปะทะแล้ว ข้อเสียของมันอาจปรากฏให้เห็นชัดเจน”
คำถามของหนิงหู่ราวกับถามในข้อสงสัยของทุกคนออกมา
ทว่าฉินเฟิงกลับแสยะยิ้มอย่างไม่คิดมาก และนั่นทำให้ผู้คนตื่นตระหนก “ข้ารู้! พวกเจ้าทุกคนฟังข้าให้ดี ในการฝึกซ้อมรบจริงต่อไปนี้อนุญาตให้ใช้เพียงธนูสั้นเท่านั้น ห้ามใช้อาวุธเสริมเด็ดขาดไม่ว่าในกรณีใด ๆ และทุกครั้งที่พวกเจ้าแพ้ ข้าจะลงโทษพวกเจ้าด้วยการอดข้าวหนึ่งมื้อ!”
“หนทางข้างหน้าเจ้ามีเพียงสองทางเลือก หากไม่อยากถูกกำจัด ก็ต้องใช้ธนูสั้นให้ได้เต็มประสิทธิภาพ!”
ทันทีที่จบประโยค ทั้งลานฝึกซ้อมก็เกิดเสียงเศร้าสลดดังระงมขึ้นมาทันที
แม้ว่าทุกคนจะเชื่อในวิสัยทัศน์เชิงกลยุทธ์ของฉินเฟิง แต่พวกเขาก็ไม่มั่นใจเมื่อมองดูธนูสั้นในมือ
ฉินเฟิงเพิกเฉยต่อความสงสัยของทุกคน เงยหน้าขึ้นมองดวงอาทิตย์ซึ่งใกล้จะลาลับขอบฟ้า ได้เวลาแล้ว เขาออกคำสั่งเริ่มการต่อสู้ทันที “สวีโม่! หนิงหู่!”
เมื่อทั้งสองได้ยินเสียง พวกเขาก็รีบประสานหมัดคำนับ และพูดอย่างพร้อมเพรียง “พี่ฉินเชิญสั่งมาได้!”
ฉินเฟิงไม่ได้อ้อมค้อม เขาเอ่ยอย่างตรงไปตรงมา “เนื่องจากภารกิจการฝึกในตอนเที่ยงของวันนี้หนักหนา พวกเจ้าจึงไม่มีเวลาทานอาหารกลางวัน ตอนนี้ฟ้ามืดแล้ว ข้าได้เตรียมมื้อพิเศษไว้ให้พวกเจ้า! แต่ข้าได้ซ่อนวัตถุดิบทั้งหมดของมื้อพิเศษเอาไว้ในที่แห่งหนึ่ง เจ้าสองคนรีบนำทหารองครักษ์สามร้อยนายไป ไม่ว่าจะอย่างไรก็ต้องเอาวัตถุดิบกลับมาให้ได้”
เนื่องจากการฝึกฝนหนักมาก เกรงว่าหากงดมื้ออาหารหนึ่งมื้อคงได้หิวจนไส้กิ่วเป็นแน่
เมื่อได้ยินว่าตอนเย็นจะมีมื้อพิเศษ ทันใดนั้นทหารองครักษ์ก็ตื่นเต้นขึ้นมา
หนิงหู่ตื่นเต้นจนคันไม้คันมือ ยากจะซ่อนความปีติบนใบหน้า “ไม่รู้ว่าวัตถุดิบซ่อนอยู่ที่ใดหรือ?”
ฉินเฟิงชี้ไปทางเหนือของเมืองหลวง และอดไม่ได้ที่จะยิ้มชั่วร้ายในใจ “มันอยู่ในห้องครัวของกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์อย่างไรเล่า!”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘กองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์’ หนิงหู่ก็รู้สึกเหมือนถูกสาดน้ำเย็นใส่ศีรษะ
สิ้นหวังแล้ว!
ทหารองครักษ์ที่กำลังคันไม้คันมือต่างก็เงียบกริบทันที
ทุกคนมองหน้ากันอย่างตกตะลึง คิดว่าหูของตนฟังผิดไป และแล้วดวงตาของทหารทั้งหมดก็ค่อย ๆ เปลี่ยนจากตกใจเป็นสยดสยอง
สวีโม่กลืนน้ำลายด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “พะ… พี่ฉิน เจ้าไม่ได้ล้อเล่นกับพวกเรากระมัง?”