บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 219 พี่หญิงสี่แต่งให้ข้าได้หรือไม่
บทที่ 219 พี่หญิงสี่แต่งให้ข้าได้หรือไม่
หารู้ไม่ว่า ฉินเฟิงอยู่ในความอิ่มอกอิ่มใจนานแล้ว
อยากจะหยิบลำโพงขึ้นมาป่าวประกาศไปทั่วทั้งเมืองให้ทุกคนรู้จักฉายาใหม่เอี่ยมอ่องอย่าง ‘ฉินต้าช่านเหริน’*[1]
แต่ในเวลานี้ท่านแม่กำลังต้องการความช่วยเหลือ และฉินเฟิงก็ไม่กล้าหลับหูหลับตาอวดเก่ง
ในใจเขาเต็มไปด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่อง แต่ภายนอกกลับแสดงท่าทีลุ่มลึก เขากดมือลงเพื่อสงบสติอารมณ์ฝูงชนที่ทั้งตื่นเต้นและกระสับกระส่าย ก่อนจะกล่าวเสียงเข้ม “ช่างฝีมือทุกคนในค่ายเทียนจีของข้าจะถูกจ้างงานตลอดชีวิต ตราบเท่าที่ยังทำงานได้ดี! รวมถึงเงินเดือนและค่าตอบแทนก็จะดีขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีวันแย่ลงอย่างแน่นอน”
เมื่อได้รับคำยืนยันนี้ ทุกคนในที่นั้นก็แอบตื่นเต้นขึ้นมาอีกครั้ง
การได้รับความภักดีจากช่างฝีมือมีแต่คุณไม่มีโทษต่อฉินเฟิงซึ่งกำลังจะออกจากเมืองหลวง
ชายหนุ่มเปลี่ยนเรื่องและเริ่มแบ่งหน้าที่ต่าง ๆ ของค่ายเทียนจีอย่างเป็นระบบ “ตอนนี้ค่ายเทียนจีมีงานหลักสามประการ ได้แก่ การค้า อุตสาหกรรม และการทหาร ในแง่ของการค้า พี่หญิงใหญ่ พี่หญิงรองและหลินฉวีฉีจะเป็นผู้รับผิดชอบ เสิ่นชิงฉืออยู่ในตำแหน่งผู้จัดการทั่วไปร้านหนังสือ หลินฉวีฉีทำหน้าที่เป็นรองผู้จัดการ เมื่อข้าไม่อยู่ หน้าที่จัดการร้านหนังสือทั้งหมดจะเป็นของทั้งสองคน”
“หลิ่วหงเหยียนเป็นผู้รับผิดชอบอุตสาหกรรมน้ำตาลและเป็นหัวหน้าฝ่ายบัญชี รายได้กับค่าใช้จ่ายทั้งหมดของค่ายเทียนจีจะต้องผ่านมือของนางก่อน”
“ในส่วนของโรงงาน หลู่หมิงคือ ‘หัวหน้าคนงาน’ ช่างฝีมือทุกคนจะต้องฟังคำสั่งของหลู่หมิง”
“สำหรับการฝึกกองทัพใหม่ จิ่งเชียนอิ่ง พี่หญิงสี่จะเป็นผู้รับผิดชอบ”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ฉินเฟิงก็หยิบแผนการฝึกที่ทำไว้ล่วงหน้าออกมาจากแขนเสื้อ และมอบให้จิ่งเชียนอิ่ง
เรื่องสุดท้ายคือผู้ที่จะได้ไปอำเภอเป่ยซี ฉินเฟิงสูดหายใจเข้าลึก กล่าวเสียงเข้ม “ทหารองครักษ์สามร้อยคน ข้าต้องการให้ติดตามไปหนึ่งร้อยคน ส่วนใครเต็มใจไปกับข้าบ้างนั้น ทุกคนตัดสินใจกันเอาเอง!”
ทันทีที่สิ้นเสียง พลันมีเสียงตะโกนดังขึ้นอย่างรวดเร็ว ทหารองครักษ์ทุกคนต่างทยอยร้องขอ
“นายน้อย ข้ายินดีจะไปอำเภอเป่ยซีกับท่าน!”
“ข้าด้วย! อย่าว่าแต่อำเภอเป่ยซีเลย แม้จะต้องทะลวงเข้าไปในใจกลางเป่ยตี๋ ข้าก็ไม่ลังเล!”
“ช่วยฮูหยิน ฆ่าพวกป่าเถื่อน!”
เมื่อเห็นทหารองครักษ์กระตือรือร้นเป็นอย่างมาก ฉินเฟิงก็รู้สึกโล่งใจ
ทุกคนล้วนเป็นพี่น้องที่ดี!
เมื่อทุกคนเต็มใจอยากจะไป นายน้อยเจ้าสำราญจึงเลือกทหารองครักษ์ร้อยคนออกมา และสั่งให้พวกเขาสวมเกราะทันที จากนั้นเขาก็หันกลับมาตบไหล่สวีโม่พลางพูดอย่างจริงใจ “พี่สวี ครั้งนี้ข้าจะไปอำเภอเป่ยซี และหนิงหู่จะไปกับข้า เจ้าอยู่ที่นี่คอยปกป้องค่ายเทียนจีให้ดี”
แต่เดิมสวีโม่ใส่ชุดเกราะเตรียมพร้อมที่จะออกรบแล้ว แต่เมื่อได้ยินคำพูดของฉินเฟิงก็แอบผิดหวังเล็กน้อย “พี่ฉิน เหตุใดเจ้าถึงทิ้งข้าไว้ที่ค่ายเทียนจีเล่า? ครานี้ไปที่อำเภอเป่ยซี ต้องเผชิญหน้ากับชาวป่าเถื่อนแคว้นเป่ยตี๋อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ การบุกตะลุยทำลายขบวนข้าศึกเช่นนี้จะขาดข้าไปได้อย่างไร”
แน่นอนว่าไมตรีของสวีโม่ไม่จำเป็นต้องเอ่ยถึง!
สมัยที่ฉินเฟิงยังคงเดินแกว่งแขนขาไปรอบเมืองหลวง สวีโม่ก็ยอมคบหากับเขาแล้ว
ฉินเฟิงไม่ได้ปิดบังอะไร อธิบายอย่างตรงไปตรงมา “เจ้าและหนิงหู่เป็นมือซ้ายและมือขวาของข้าในกองทัพ ข้าไม่ไว้ใจใครนอกจากพวกเจ้าสองคน แม้ว่าทหารองครักษ์สามร้อยคนจะได้รับการฝึกฝนมาแล้ว แต่อย่าลืมสิว่ายังมีทหารเกณฑ์ใหม่อีกสองกลุ่มที่ต้องการให้เจ้าอยู่เพื่อฝึกฝนพวกเขาต่อ ส่วนทหารองครักษ์ที่เหลืออีกสองร้อยนายก็สามารถช่วยเจ้าฝึกทหารใหม่สองกลุ่มได้”
“เมื่อกองทัพใหม่ได้รับการฝึกฝนแล้ว เจ้าค่อยทูลขอฮ่องเต้ให้ส่งเจ้ามาที่เมืองชายแดน เข้าร่วมกับข้าและหนิงหู่”
พูดตรง ๆ เหตุกาณ์ครั้งนี้เป็นเรื่องส่วนตัวของฉินเฟิง
ด้วยอำนาจของเขาแล้ว มากที่สุดก็สามารถระดมคนได้เพียงร้อยคนเท่านั้น หากมากกว่านี้ เกรงว่าจะถูกขุนนางใหญ่ในราชสำนักกล่าวโทษเอาได้
สุดท้ายแล้ว การเคลื่อนย้ายทหารและม้าเพื่อการส่วนตัวนั้นไม่ว่าจะทางใดก็ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นขำ ๆ
เนื่องจากเป็นเหตุฉุกเฉิน ฉินเฟิงจึงไม่มีเวลาไปที่พระราชวังเพื่อแจ้งให้ฮ่องเต้ทราบว่า เขาจะพาหนิงหู่กับทหารองครักษ์หนึ่งร้อยคนไปก่อน
สวีโม่เข้าใจเจตนาของชายหนุ่มดี แม้ว่าเขาจะไม่เต็มใจนักแต่ก็ทำได้เพียงพยักหน้าตอบรับ
ฉินเฟิตบไหล่สวีโม่หนัก ๆ หนึ่งที “สหาย ข้าฝากคนข้างหลังไว้กับเจ้าด้วย ยามข้าไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง ค่ายเทียนจีและตระกูลฉินต้องพึ่งพาเจ้าช่วยปกป้องแล้ว เจ้าเข้าใจใช่หรือไม่?”
ทันใดนั้นสวีโม่จึงตระหนักได้อย่างแจ่มแจ้ง
นี่อาจดูเหมือนเป็นช่วงเวลาที่สงบ แต่จริง ๆ แล้วเป็นเพียงความสงบก่อนเกิดพายุเท่านั้น
ฉินเฟิงและตระกูลฉินถูกปิดล้อมจากทุก ๆ ด้านในราชสำนักมานานแล้ว!
หากไม่ใช่เพราะเป็นช่วงเตรียมการสงครามฉุกเฉิน และศัตรูทางการเมืองทั้งหมดหลบซ่อนตัว ตระกูลฉินคงถูกจำกัดอำนาจเป็นแน่
ยามนี้ฉินเฟิงออกจากเมืองหลวงแล้ว นี่จึงเป็นโอกาสสำหรับคนถ่อยพวกนั้นที่หวั่นเกรงเขา
ฉะนั้น นายน้อยฉินจึงจำเป็นต้องทิ้งคนที่สามารถควบคุมสถานการณ์และช่วยยึดรากฐานไว้ได้คนหนึ่ง เพื่อหลีกเลี่ยงเหตุการณ์ไฟไหม้สวนหลังบ้าน
ความผิดหวังในใจของสวีโม่ถูกล้างออกไปทันที ดวงตาของเขาค่อย ๆ ร้อนแรงขึ้น
เมื่อฉินเฟิงมอบงานสำคัญเช่นนี้ให้กับสวีโม่ นี่ก็เพียงพอที่จะแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของเขาในใจของฉินเฟิงแล้ว เขาประสานหมัดอย่างหนักแน่น “พี่ฉิน เจ้าไม่ต้องกังวล ใครก็ตามที่กล้าลงมือใช้วิธีสกปรกกับตระกูลฉินและค่ายเทียนจีย่อมต้องข้ามศพของข้าสวีโม่ไปก่อน! เจ้ากับท่านโหวน้อยล่วงหน้าไปเถิด เมื่อข้าฝึกกองทัพใหม่เรียบร้อยแล้วจะแจ้งฝ่าบาท และตามไปสมทบกับเจ้าทั้งสอง”
ฉินเฟิงพยักหน้าอย่างมาดมั่นและขอบคุณเขา
หนิงหู่จูงม้าศึกมาแล้ว และทหารองครักษ์หนึ่งร้อยคนก็กำลังรออยู่บนถนน
ขณะที่ฉินเฟิงพลิกกายขึ้นม้า พลันก็รู้สึกว่าขาถูกใครบางคนดึง เมื่อหันไปมองจึงพบว่าเป็นหลิ่วหงเหยียน
แม้นางจะรู้ว่าครั้งนี้ฉินเฟิงจำเป็นต้องไป แต่ในแววตาก็ยังคงเผยความอาลัยอาวรณ์และวิตกกังวล
ไม่ว่าอย่างไร…
หลิ่วหงเหยียนก็เป็นคนที่เฝ้าดูเจ้าเด็กสมควรตายคนนี้เติบโตขึ้นมา
หลังจากลังเลอยู่พักใหญ่ นางกัดริมฝีปากบาง และกล่าวอย่างอาลัย “เฟิงเอ๋อร์ ระวังตัวด้วย… พี่จะรอเจ้าอยู่ที่บ้าน”
ตั้งแต่เขามาถึงโลกนี้ ฉินเฟิงกับหลิ่วหงเหยียนตัวติดกันตลอด ตอนนี้เมื่อพวกเขาต้องแยกจากกันอย่างกะทันหัน ความจริงแล้วในใจฉินเฟิงเองก็อาลัยอาวรณ์เป็นอย่างยิ่ง
เพียงแต่ชีวิตของมารดาตกอยู่ในความเป็นความตาย นี่ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความรุ่งเรืองหรือการล่มสลายของตระกูลฉินเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชะตากรรมของสงครามครั้งนี้ด้วย ฉินเฟิงจึงไม่อาจลังเลใจใด ๆ ได้
นายน้อยเจ้าสำราญสูดหายใจเข้าลึกเพื่อสงบสติอารมณ์ และกล่าวกับหลิวหงเยี่ยนทีละคำ “พี่หญิงรอง รอข้ากลับมาเถิด!”
กล่าวจบ เขาก็มองไปที่เสิ่นชิงฉือ “พี่หญิงใหญ่ ท่านยังจำคำสัญญาที่หอวิจิตรศิลป์ได้หรือไม่?”
เสิ่นชิงฉือจะลืมมันได้อย่างไร?
นางเย็นชามาเกือบครึ่งชีวิต แต่กลับถูกเจ้าเด็กตัวเหม็นคนนี้ทำให้กำแพงในหัวใจพังทลาย
เมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในหอวิจิตรศิลป์วันนั้น เสิ่นชิงฉือพลันรู้สึกว่าหัวใจเต้นเร็วขึ้น สองแก้มนางเห่อร้อนทันใด
แต่งงานกับฉินเฟิงหรือ?!
ให้ตายเถอะ ข้ากระดากที่จะพูดอะไรเช่นนั้นจริง!
เสิ่นชิงฉือจ้องมองฉินเฟิง กำลังจะเปิดปากด่า ทว่าคำพูดที่ออกมาจากปากกลับเปลี่ยนไปอีกครั้ง ความโกรธถูกแทนที่ด้วยความกังวล “ระหว่างทางระวังตัวด้วย เจ้ายังเขียน ‘ตำนานแสงจันทร์’ ไม่เสร็จนะ”
ฉินเฟิงหัวเราะ ‘แหะ ๆ’ หันมองจิ่งเชียนอิ่ง แล้วพูดเสียงดัง “พี่หญิงสี่ เมื่อข้ากลับมา ท่านแต่งให้ข้าได้หรือไม่?!”
[1] ต้าช่านเหริน หมายถึง คนดีมีคุณธรรม