บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 221 นายน้อยฉินไหน?
บทที่ 221 นายน้อยฉินไหน?
เฉินลี่ นายอำเภอเมืองเป่ยซีแต่งกายด้วยเครื่องแบบขุนนางบิด ๆ เบี้ยว ๆ พุ่งมาที่ประตูเมืองพร้อมกับทหารหน้าต้าอัปลักษ์หลายสิบคน
ขณะที่เขากำลังจะถามว่าเกิดอะไรขึ้น ก็พบทหารม้าร้อยคนหน้าตาดุร้ายยืนอยู่ตรงหน้า เขาตกใจจนแข้งขาอ่อน ทรุดตัวนั่งแหมะลงไปที่พื้นทันที
เฉินลี่อยู่ในวัยสี่สิบต้น ๆ ไม่เคยพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ตอนนี้ใบหน้าเขาซีดราวกับกระดาษ พูดตะกุกตะกัก “เจ้า… พวกเจ้าเป็นใคร? กล้าดีอย่างไรถึงบุกรุกเมืองเป่ยซีโดยพลการ!”
เมื่อเห็นท่าทางขี้ขลาดของเฉินลี่ หนิงหู่ก็โกรธมาก เขาคว้าสายบังเหียนแล้วตรงไปหยุดอยู่เบื้องหน้าอีกฝ่าย ชี้แส้ม้าไปที่เฉินลี่ และตะคอก “แต่งกายไม่เรียบร้อย ตอบสนองช้า พวกข้ามาถึงประตูศาลาว่าการแล้ว สัญญาณเตือนเพิ่งจะดังรึ?!”
“ข้าไม่แปลกใจเลยที่พวกป่าเถื่อนเป่ยตี๋สามารถทะลวงสี่สิบลี้ ตรงไปถึงจุดหมายได้… ไอ้ขุนนางสุนัข! หากฮูหยินฉินเป็นอันใดไป ข้าจะสับเจ้าในดาบเดียว!”
เฉินลี่ตกใจเสียจนพูดไม่ออก
ในทางกลับกัน รองนายอำเภอเคราแพะที่อยู่ข้าง ๆ ซึ่งอยู่ในวัยสามสิบปีรวบรวมความกล้า แล้วถามว่า “ข้า… ใต้เท้าของข้า แม้ว่าจะเป็นนายอำเภอขั้นเก้าแต่ก็ยังมีตำแหน่งขุนนาง เจ้าจะสั่งฆ่าเขาตามอำเภอใจได้อย่างไร?”
ทันทีที่เขาพูดจบ หนิงหู่ก็ฟาดแส้ไปใส่ศีรษะของนายอำเภอ เฉินลี่ถูกแส้ฟาดจนวิงเวียน ร้องไห้หาบิดามารดา
หนิงหู่มีสีหน้าเคร่งขรึม เขากัดฟันกรอด และตวาด “เลิกพูดไร้สาระ! ทหารลาดตระเวนเป่ยตี๋อยู่ที่ใด? ฮูหยินฉินอยู่ที่ไหน!”
ฉินเฟิงไม่ได้ปรามความบุ่มบ่ามของท่านโหวน้อย
ทันทีที่เข้ามาในเมือง ฉินเฟิงก็พบว่าที่นี่มีชาวบ้านอยู่บางตามาก พ่อค้ากระจัดกระจาย บรรยากาศดูรกร้างว่างเปล่า
เมื่อมองไปยังศาลาว่าการที่อยู่ตรงหน้าจึงเห็นว่ามันอยู่ในสภาพตกต่ำถึงขีดสุด แม้แต่ป้ายที่ประตูก็ยังมีฝุ่นจับ
อย่างไรก็ตาม นายอำเภอกับรองนายอำเภอนั้นกลับแต่งตัวด้วยสีสันสดใส ร่างกายอ้วนท้วน พวกเขาคงใส่ใจเพียงหาเงินเข้ากระเป๋า และเพิกเฉยต่อปากท้องของผู้คนเป็นแน่
หากพวกเขาเป็นจวี่เหริน*[1] จากการสอบขุนนางระดับมณฑล ฉินเฟิงย่อมปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความสุภาพ
แต่ดูจากพฤติกรรมของรองนายอำเภอก็พอคาดเดาได้แล้วว่า นายอำเภอผู้นี้น่าจะซื้อตำแหน่งมาด้วยเงิน!
ธรรมเนียมอันเสื่อมเสียอย่างการซื้อตำแหน่งขุนนางมีมาตั้งแต่สมัยโบราณ
ขุนนางหน้าขาวที่รู้จักแต่จะกอบโกยเงิน ย่อมไม่ใช่คู่ปรับของทหารลาดตระเวนเป่ยตี๋ที่ลอบเข้ามา
เมื่อเผชิญหน้ากับหนิงหู่ที่โมโหและโกรธเกรี้ยว เช่นเดียวกับทหารองครักษ์ที่จ้องเขม็งและเต็มไปด้วยเจตนาเข่นฆ่ารอบตัว เฉินลี่ก็รู้ดีว่า หากเขาที่เป็นขุนนางตัวเล็ก ๆ เท่าเม็ดงาเม็ดถั่วเขียวจะถูกตัดคอจริง ๆ นั่นก็ไม่สามารถสร้างคลื่นลมใด ๆ ได้มากนัก
มีแต่ว่าหลังจากเขาเสียชีวิต เรื่องสกปรกอย่างการซื้อตำแหน่งขุนนางก็จะแดงขึ้นมา ส่วนคนเบื้องหน้าเป็นผู้สร้างคุณูปการให้กับแคว้นอย่างแท้จริง
เมื่อตระหนักเช่นนี้ เฉินลี่ไม่กล้าลังเลเลยแม้แต่ครึ่ง รีบตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“ท่าน… ท่านแม่ทัพ พวกทหารลาดตระเวรเป่ยตี๋ยังไม่ได้เข้ามาในอำเภอ ข้าน้อยจะรู้ได้อย่างไรว่าพวกมันอยู่ที่ไหน? เรื่องฮูหยินฉิน นางคือภรรยาของฉินเทียนหู่เสนาบดีกรมกลาโหมคนปัจจุบันกระมัง? ข้าน้อยเคยไปโน้มน้าวนางที่หมู่บ้านชิงฉืออยู่หลายครั้ง โดยหวังว่าจะทำให้ฮูหยินฉินย้ายเข้ามาในเมืองได้ แต่ก็จนปัญญา ฮูหยินฉินเป็นคนดื้อรั้น นางต้องการไว้ทุกข์อยู่ในหมู่บ้าน ข้าน้อยเองก็ไร้หนทางขอรับ”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หนิงหู่ก็เดือดดาลทันที เขาเหน็บแส้ม้าเข้าที่หลังเอว และดึงดาบออกมาจากข้างอานม้า ตวาดด้วยความโกรธ “ในฐานะนายอำเภอ เจ้าไม่รู้แม้กระทั่งทหารลาดตระเวนเป่ยตี๋ได้รุกล้ำเข้ามาในแผ่นดินต้าเหลียงเราแล้วอย่างนั้นรึ?! ไอ้ชาติชั่วอย่างเจ้า คู่ควรกับเครื่องแบบขุนนางที่ใดกัน?!”
เมื่อเห็นว่าหนิงหู่กำลังจะลงดาบ เฉินลี่ก็ร้องโหยหวนขึ้นมาด้วยความตกใจ
ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ ฉินเฟิงก็โบกมือ ส่งสัญญาณให้หนิงหู่สงบสติอารมณ์
ท่ามกลางการจ้องมองอย่างขวัญหนีดีฝ่อของเฉินลี่ ฉินเฟิงพลิกตัวลงจากหลังม้า ขยับร่างกายที่เกือบจะแหลกเป็นเสี่ยง ๆ และก้นที่บดกับอานม้าจนแข็ง เดินไปข้างหน้า จากนั้นก็พิจารณาศาลาว่าการที่อ้างว้างอย่างสงบ “เจ้าชื่ออะไร?”
เฉินลี่ไม่กล้าชักช้า รีบตอบอย่างรวดเร็ว “ข้าน้อยแซ่เฉิน มีนามเป็นอักษรเดียวคือลี่ขอรับ”
ฉินเฟิงพยักหน้า ถามอย่างไม่ใส่ใจ “เรื่องทหารลาดตระเวนเป่นตี๋รุกล้ำเข้ามาในเมืองเป่ยซีแพร่กระจายอย่างกว้างขวางแม้กระทั่งในหมู่ชาวบ้าน เจ้าไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องนี้จริงรึ? หรือเจ้ากังวลว่าจะต้องรับผิดชอบจึงจงใจปิดบังไม่รายงานเรื่องนี้? เอาอย่างนี้แล้วกัน เจ้าแค่บอกทุกอย่างที่รู้แก่ข้า รวมถึงความรับผิดชอบของเจ้าด้วย ข้าสัญญาว่าจะยอมปล่อยผ่านเรื่องในอดีตไป”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ดวงตาของเฉินลี่ก็แววซับซ้อน เขาคิดอยู่ครู่หนึ่งแต่ก็ไม่ได้รีบตอบ และถามอย่างหยั่งเชิงหนึ่งประโยค “ข้าขอบังอาจถาม นายน้อยมาจากแห่งหนใดหรือ?”
ก่อนฉินเฟิงจะตอบ หนิงหู่ก็ตวาดด้วยความโกรธก่อนแล้ว “เจ้าสุนัขตาบอด! นี่คือบุตรชายของเสนาบดีกรมกลาโหมคนปัจจุบัน ผู้ที่ได้รับพระราชทานเข็มขัดทองคำจากฮ่องเต้ ฉินเฟิง!”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘ฉินเฟิง’ เฉินลี่ก็เกือบจะทรุดนั่งลงกับพื้น
ชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของนายน้อยเจ้าสำราญ ไม่เพียงแต่แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงเท่านั้น แต่ยังเป็นชื่อที่รับรู้กันทุกครัวเรือนในเมืองเป่ยซีอีกด้วย
ท้ายที่สุดแล้ว…
อย่างไรเสียเมืองเป่ยซีแห่งนี้ก็เป็นดินแดนบ้านเกิดของตระกูลฉินที่ทุกคนล้วนภาคภูมิใจ
บัดนี้ฮูหยินฉินกำลังประสบภัยและนายน้อยฉินในตำนานก็มาที่นี่ด้วยตนเอง เฉินลี่ตกตะลึงจนหนังหัวชาวาบ
เมืองหลวงอยู่ห่างจากเมืองเป่ยซีหลายพันลี้ เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นได้เพียงสี่วันเท่านั้น ฉินเฟิงถึงกับพาทหารองครักษ์ข้ามมากว่าครึ่งแคว้น มีเพียงสวรรค์เท่านั้นที่รู้ว่ามีม้าตายระหว่างทางมากน้อยเท่าใด นี่แสดงให้เห็นว่า เรื่องนี้มีความสำคัญต่อฉินเฟิงเป็นอย่างยิ่ง
หากดำเนินการสอบสวนจริง ๆ อย่าว่าแต่หมวกขุนนางเลย ศีรษะนี้จะสามารถรักษาไว้ได้หรือไม่นั้นก็ยังไม่มีผู้ใดทราบ
เฉินลี่ไม่กล้าโอ้เอ้อีกต่อไป เขารีบคุกเข่าลงบนพื้น ร่ำไห้ไปพลางแก้ต่างไปพลาง “นายน้อยฉินมาเยือน แต่ข้าน้อยมิได้ทำการต้อนรับ ข้าน้อยสมควรตายแล้ว! สำหรับเรื่องทหารม้าเป่ยตี๋ ข้าน้อยไม่รู้รายละเอียดจริง ๆ ข้าน้อยแค่ได้ยินข่าวสารที่ส่งต่อกันมาจากกองทหารที่ถูกส่งไปยังชายแดนว่า ด่านสำคัญหลายแห่งจากชายแดนถูกกองทหารชายแดนเข้าปิดกั้น มีคำสั่งให้ข้าน้อยปกป้องเมืองเป่ยซี เพื่อป้องกันไม่ให้พวกทหารลาดตระเวนเป่ยตี๋ตีแตก ส่วนเรื่องฮูหยินฉินประสบภัย ข้าน้อย… “
ก่อนเฉินลี่จะพูดจบ ฉินเฟิงก็โบกมือขัดจังหวะอย่างเหลืออด
“เอาแผนที่มาให้ข้า”
ชายหนุ่มกล่าวประโยคนี้ทิ้งท้าย แล้วสาวเท้าเข้าไปในศาลาว่าการ
หนิงหู่สั่งให้ทหารองครักษ์รออยู่ด้านนอก ส่วนเขาลงจากหลังม้า เตะรองนายอำเภอที่นอนขวางทางอยู่บนพื้นจนกระเด็นออกไป และกล่าวด้วยโทสะ “ไสหัวไปให้พ้น!”
ชาวบ้านที่ซ่อนตัวแอบดูอยู่ใกล้ ๆ อดไม่ได้ที่จะมองหน้ากันด้วยความตกใจเมื่อเห็นเหตุการณ์เช่นนี้
แม้แต่คนใจกล้าก็ยังทำได้เพียงกระซิบกระซาบกันเท่านั้น
“รองนายอำเภอชาติชั่วนั่นถูกเตะกระเด็นแล้ว เขาไม่กล้าแม้แต่จะผายลมด้วยซ้ำ? นายทหารท่านนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่?”
“เดี๋ยวก่อน เมื่อครู่เจ้าได้ยินไม่ชัดเจนหรือ ดูเหมือนนายทหารท่านนั้นจะพูดว่า นายน้อยชุดขาวที่เข้าไปในศาลาว่าการเป็น… นายน้อยฉิน?”
“นายน้อยฉิน? นายน้อยฉินไหน?”
ในระหว่างที่ทุกคนกำลังสับสน ชายชราคนหนึ่งในฝูงชนก็หน้าแดงด้วยความตื่นเต้น “จะเป็นนายน้อยฉินคนไหนได้อีก! แน่นอนว่าต้องเป็นบุตรชายของเสนาบดีกรมกลาโหมน่ะซี!”
ทันทีที่เอ่ยออกมา บริเวณนั้นก็เกิดความโกลาหลขึ้น
สายตาของชาวบ้านที่รวมตัวกันเต็มไปด้วยความตกใจ แต่ที่มากกว่านั้นคือความตื่นเต้น
“อะไรนะ?! บุตรชายของเสนาบดีกรมกลาโหม? กี่ปีกันถึงจะมีบุคคลยิ่งใหญ่เช่นนี้ปรากฏตัวขึ้นในเมืองเป่ยซีของเรา ไม่คาดฝันเลยจริง ๆ ว่าจะได้เห็นเขาตัวเป็น ๆ”
“เจ้าพูดอันใดของเจ้า! ตระกูลฉินคือความภาคภูมิใจของเมืองเป่ยซี!”
“ใต้เท้าฉินดำรงตำแหน่งเสนาบดี แม้ว่าฮูหยินฉินจะกลับมาไว้ทุกข์ที่บ้านเกิด แต่นางก็อาศัยอยู่ในหมู่บ้านโดยหาได้มีความฟุ้งเฟ้อใด ๆ ไม่”
“นอกจากนี้ยังลือกันว่านายน้อยฉินเป็นที่รักของคนเมืองหลวง อีกทั้งยังเป็นคนที่เข้าถึงได้ง่าย แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดี เหตุใดจู่ ๆ เขาถึงกลับมาเล่า?”
ทันทีที่มีคนกล่าวเช่นนี้ ชายชราคนเดิมผู้มีประสบการณ์และความรู้กว้างขวางก็หรี่ตาลงครู่หนึ่ง “ข้าเกรงว่า… คงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสังหารหมู่ในหมู่บ้านชิงฉือ”
คนสูงอายุที่มารวมตัวกันต่างตกตะลึง แววตาของพวกเขาเปลี่ยนไปทันที
“อะไรนะ?! หมู่บ้านชิงฉือถูกสังหารหมู่รึ? เกิดอะไรขึ้น!”
ใบหน้าของชายชราพลันเคร่งขรึม เขาดูอ่อนไหวนัก “ลูกพี่ลูกน้องของข้าเป็นทหารอยู่ที่ศาลาว่าการ หลังจากกลับมาถึงบ้านเมื่อคืนนี้ เขาบอกว่าพวกทหารลาดตระเวนเป่ยตี๋บุกรุกเข้ามา พวกมันมุ่งตรงไปที่หมู่บ้านชิงฉือ ชาวบ้านมากกว่าหกสิบคนในหมู่บ้านถูกสังหารหมู่ ส่วนฮูหยินฉิน ข้าเกรงว่านางคงตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้ายมากกว่าดี…”
[1] จวี่เหริน : ผู้ที่สอบผ่านขุนนางระดับมณฑลจะได้รับการเลื่อนขั้นเป็นจวี่เหริน