บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 226 แม่ลูกพร้อมหน้า
บทที่ 226 แม่ลูกพร้อมหน้า
“ไม่กี่วันก่อนพอได้ข่าวว่าท่านแม่ตกอยู่ในอันตราย ไม่ว่าใครห้ามลูกก็ไม่สนใจ รีบรุดมาช่วยอย่างรวดเร็ว ดีที่โชคเข้าข้าง ท่านแม่ยังปลอดภัย ถ้าหากท่านเป็นอะไรไป ลูกสาบานเลยว่าจะให้ชาวเป่ยตี๋ชดใช้ด้วยทะเลเลือด!”
เมื่อได้ฟังคำแก้ตัวที่เปี่ยมไปด้วยแรงอารมณ์ของฉินเฟิง ประกอบกับสายตา ‘กตัญญูไร้ผู้ใดเทียบได้’ คู่นั้น
ฝ่ามือของฉินฮูหยินที่ค้างอยู่ในกลางอากาศก็ค่อย ๆ ลดลง นางลูบใบหน้าของฉินเฟิงที่มีรอยฝ่ามือแผ่วเบา แล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “ท่าทางไร้ยางอายของเจ้าแลดูคล้ายพ่อเจ้าตอนยังวัยรุ่นไม่ผิด สิ่งที่เจ้าทำในเมืองหลวงแพร่สะพัดมาถึงเมืองเป่ยซีนานแล้ว หากเจ้าเป็นห่วงแม่จริง ๆ ใครจะกล้าห้ามเจ้า เฟิงเอ๋อร์ เจ้าเป็นบุตรที่ดีของแม่จริง ๆ”
ขณะพูด ฉินฮูหยินก็ปล่อยใบหูของฉินเฟิง แต่กลับยกเท้าเตะก้นชายหนุ่มไปหนึ่งที นางกล่าวเสียงเบาด้วยรอยยิ้ม “ลุกขึ้น ผู้คนตั้งมากมาย เจ้าไม่คิดว่านี่น่าอายหรือ? แม่อับอายแทนเจ้านัก”
ใบหน้าของฉินเฟิงเปลี่ยนเป็นสีแดง ลุกขึ้นยืนพร้อมขมวดที่คิ้วแน่น ชายหนุ่มรู้สึกหดหู่อยู่ในใจไม่น้อย
มารดามองเขาได้ทะลุปรุโปร่งจริง ๆ
ไม่เห็นเหมือนอยู่ห่างกันตลอดเจ็ดปีตรงไหน?
สมแล้วที่เป็นถึงฮูหยินเก้ามิ่ง จิตใจล้ำลึก แม้แต่ฉินเฟิงยังรู้สึกชาไปทั้งตัว
หัวหน้าหมู่แสร้งทำเป็นไม่เห็นอะไร แล้วกำหมัดคารวะ “นายน้อยขอรับ เราจะจัดการกับพวกเป๋ยตี๋อย่างไรดี?”
ฉินเฟิงนึกได้ว่ามีศัตรูอีกคนยังมีชีวิตอยู่ในที่เกิดเหตุ
นายน้อยฉินมองดูรองหัวหน้าทหารลาดตระเวนเป๋ยตี๋ที่ใบหน้าซีดขาวเพราะเสียเลือดมาก พลันยกยิ้มเยาะเย้ย “กล้าลงมือต่อมารดาและพี่หญิงสามของข้ารึ? ถ้าข้าปล่อยให้เจ้าตายอย่างสบาย ๆ ข้าจะยอมเปลี่ยนไปใช้แซ่ของเจ้าซะ!”
“มัดมันไว้ พาตัวกลับไปที่เมืองเป่ยซี ควบคุมอย่างเข้มงวด อย่าปล่อยให้มันมีโอกาสฆ่าตัวตายได้!”
พวกทหารดึงตัวรองหัวหน้าทหารลาดตระเวนเป๋ยตี๋ขึ้น แล้วพาออกจากถ้ำไปทันที
ฉินเฟิงเลิกคิ้ว มองฉินเฉิงซื่อกับหลี่เซียวหลานด้วยสีหน้าประจบประแจง ก่อนจะออกจากที่แห่งนี้
ทันใดนายน้อยฉินก็นึกบางอย่างขึ้นมาได้ เขารีบตะโกนบอกหัวหน้าหมู่ “นำม้าศึกเป่ยตี๋ทั้งสิบตัวบนภูเขากลับไปที่เมืองด้วย ข้าตรวจสอบดูแล้ว สมแล้วที่พวกมันเป็นม้าศึกเป่ยตี๋ สง่างามองอาจจริง ๆ”
ฉินเฉิงซื่อเหลือบมองรองหัวหน้าทหารลาดตระเวนเป๋ยตี๋ที่ถูกโยนลงบนหลังม้า แล้วกล่าวเสียงเบา “ให้มันวิ่งกลับไป”
เมื่อได้ยินคำพูดแผ่วเบาประโยคนี้ ใบหน้าของรองหัวหน้าทหารลาดตระเวนเป๋ยตี๋ก็ซีดขาวราวกับกระดาษ
เขาคร่ำครวญในใจ… แม่ลูกคู่นี้ร้ายพอกัน!
ทุกคนกลับไปตามทางเดิม แต่ทันทีที่ปีนขึ้นไปบนภูเขา ทหารที่รออยู่ตรงตีนเขาก็รีบวิ่งเข้ามาด้วยความกังวล เขาตะโกนมาแต่ไกล “นายน้อย! มีคนกลุ่มใหญ่มาจากทางเหนือขอรับ!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฉินเฟิงรีบยกมือขึ้น การเคลื่อนไหวของทหารทุกนายหยุดลงกะทันหัน
ชายหนุ่มขมวดคิ้วเล็กน้อย “เจ้าเห็นไหมว่ามาจากไหน”
ทหารนายนั้นส่ายหัว แววตาเคร่งขรึม “ข้าน้อยกังวลว่าจะเปิดเผยร่องรอย เราจึงไม่กล้าเข้าไปตรวจสอบ รู้แค่ว่าพวกมันเป็นทหารม้า มีจำนวนมากกว่าสองร้อยคน!”
ตอนแรกฉินเฟิงคิดว่าหนิงหู่พาคนกลับมา แต่เมื่อได้ยินจำนวนคนของฝ่ายตรงข้าม ในใจก็พลันเคร่งเครียด
หัวหน้าหมู่ที่อยู่ข้าง ๆ ครุ่นคิด “หรือว่าเป็นกองทหารชายแดน? พอพวกเขารู้ว่านายน้อยมาที่เมืองเป่ยซีจึงส่งทหารมาต้อนรับเป็นการพิเศษรึไม่?”
ฉินเฟิงส่ายหัวปฏิเสธ “เป็นไปไม่ได้! ข่าวการรุกรานของทหารลาดตระเวนเป่ยตี๋แพร่สะพัดไปนานแล้ว ท่านแม่ของข้าตกอยู่ในอันตราย แต่กองทัพชายแดนก็ยังไม่สามารถส่งกำลังคนมาช่วยเหลือได้ แล้วพวกเขาจะส่งคนมารับข้าได้อย่างไร อีกอย่างในพื้นที่เมืองเป่ยซี นอกจากกองทหารชายแดนก็ไม่มีกองทหารรักษาการณ์อื่น ๆ อีก ส่วนพวกทหารท้องถิ่น ดูจากการบริหารจัดการของเฉินลี่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทหารท้องถิ่นคงเป็นพวกไร้ความสามารถไปนานแล้ว นั่นคือทหารม้าสองร้อยนายเชียวนะ ไม่ใช่ทหารกระจอก ๆ”
หลังจากได้ยินการวิเคราะห์ของฉินเฟิง ทุกคนก็รู้สึกแย่อยู่ในใจ
ฝ่ายตรงข้ามมีกำลังคนจำนวนมาก ฉินเฟิงไม่กล้าลังเล เขารีบสั่งการอย่างเด็ดขาด “ศัตรูโจมตี เตรียมตั้งรับ!”
ขณะที่ฉินเฟิงนำทหารองครักษ์เตรียมพร้อมจะปะทะกับศัตรู เสิ่นชิงฉือก็เดินทางมาถึงวังหลวงพร้อมกับของขวัญชิ้นใหญ่
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงที่กำลังศึกษาแผนที่ชายแดน ในที่สุดก็ปลีกตัวออกมา ทอดพระเนตรเสิ่นชิงฉือที่กำลังคุกเข่าอยู่หน้าตำหนักด้วยความสนใจ “คุณหนูใหญ่จวนตระกูลฉินมาที่นี่เพราะสถานการณ์ในเมืองเป่ยซีหรือ?”
นี่เป็นครั้งแรกที่เสิ่นชิงฉือเข้าวัง เห็นได้ชัดว่านางตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เมื่อต้องเผชิญกับการสอบถามของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียง นางก็ไม่กล้าลังเลแม้แต่น้อย รีบตอบอย่างรวดเร็ว “เมืองเป่ยซีเป็นเรื่องสำคัญของแคว้น หาใช่ขอบเขตที่หม่อมฉันจะต้องกังวล วันนี้หม่อมฉันเข้าวังเพราะฉินเฟิง น้องชายของหม่อมฉันได้เตรียมการบางอย่างไว้ก่อนที่เขาจะจากไปเพคะ”
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงเลิกคิ้ว “เตรียมการรึ?”
เสิ่นชิงฉือไม่ชักช้า นางเหลือบมองหน้าต่างห้องทรงพระอักษร และกล่าวตอบเสียงเบา “น้องชายของหม่อมฉันวางแผนจะเปลี่ยนหน้าต่างห้องทรงพระอักษรเพคะ”
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงรู้ว่าฉินเฟิง เจ้าเด็กเหลือขอนั่นมีความคิดชั่วร้ายมากมาย แต่การเปลี่ยนหน้าต่างในห้องทรงพระอักษรนั้นเกินความคาดหมายนัก
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงยังไม่ได้เอ่ยตอบ หลี่จ้านก็พลันตะโกนขึ้น “บังอาจ! แม้กระเบื้องแผ่นเดียวในห้องทรงพระอักษรก็หาใช่สิ่งที่พวกเจ้าจะแตะต้องได้! เจ้าเด็กฉินเฟิงโอหังอวดดีนัก หรือต้องถูกลงโทษก่อนถึงจะยอมรามือ?”
หลี่จ้านภายนอกเหมือนตำหนิแต่จริง ๆ แล้วกำลังช่วยเหลือ เขากำลังบอกเป็นนัยกับเสิ่นชิงฉือว่า ถ้าไม่มีเรื่องอื่นแล้วก็ให้ออกจากวังไปโดยเร็วเสีย อย่าถูกเจ้าเด็กเหลือขออย่างฉินเฟิงหลอกใช้
เสิ่นชิงฉืออดไม่ได้ที่จะกังวลมากขึ้น
นางรู้ว่าทุกสิ่งในวังได้รับการออกแบบอย่างประณีตและพิถีพิถัน และทุกอย่างมุ่งเน้นไปที่ความปลอดภัยของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียง
การเปลี่ยนหน้าต่างในห้องทรงพระอักษร ไม่เพียงแต่เป็นการคิดคดเท่านั้น แต่ยังเป็นเรื่องที่มิควรบังอาจก้าวก่าย
แต่เสิ่นชิงฉือกลับไม่มีข้อสงสัยในตัวน้องชายแม้แต่น้อย
นางไม่เชื่อว่าฉินเฟิงจะหลอกตน
คุณหนูใหญ่พลันก้มศีรษะลง แล้วกล่าวเสียงเบา “หม่อมฉันสมควรตาย หม่อมฉันไม่ควรเชื่อฉินเฟิงง่าย ๆ เพคะ การเปลี่ยนหน้าต่างห้องทรงพระอักษรเป็นการอวดดีเกินไปจริง ๆ เช่นนั้นหม่อมฉันขอนำหน้าต่างไปเก็บไว้ที่วังหลวง เพื่อใช้ในการอื่นแทนเพคะ”
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงทอดพระเนตรเสิ่นชิงฉืออย่างสงบ ในใจรู้ดีว่าเด็กเหลือขอฉินเฟิงจะไม่มีวันทำให้คนในครอบครัวของเขาเดือดร้อน ในเมื่อต้องการเปลี่ยนหน้าต่าง แปลว่าจะต้องมีความหมายลึกซึ้งซ่อนอยู่ จึงสั่งให้คนนำหน้าต่างบานนั้นเข้ามาทันที
ขณะผ้าสีแดงถูกเปิดออก พระเนตรของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงก็เต็มไปด้วยแววประหลาดใจฉายชัด
ในฐานะฮ่องเต้ของแคว้น มีสิ่งใดที่เขายังไม่เคยทอดพระเนตรมาก่อนเล่า?
แม้แต่ลูกแก้วหลิวหลีราคาแพง เขาก็สามารถมอบให้กับวังหลังได้ตามต้องการ
แต่บานหน้าต่างหลิวหลีที่วางอยู่เบื้องหน้านี้อยู่นอกเหนือจินตนาการของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงไปไกล พระองค์ถึงกับรู้สึกประหลาดใจ “หน้าต่างหลิวหลี! เจ้าเด็กฉินเฟิงไปเอาหลิวหลีมากมายมาจากไหนกัน? ต่อให้รวบรวมหลิวหลีทั้งวังหลวงมาก็คงไม่มากพอจะใช้ทำหน้าต่างหลิวหลีบานนี้ได้อย่างแน่นอน”
หลี่จ้านยังคงตกตะลึงกับหน้าต่างหลิวหลีตรงหน้า พลางพึมพำถามเหม่อลอย “เจ้าเด็กฉินเฟิง มีลู่ทางซื้อขายหลิวหลีอย่างนั้นหรือ?”
เมื่อเห็นฮ่องเต้ในรัชศกปัจจุบันยังประหลาดใจเพราะหน้าต่างหลิวหลีบานนี้
เสิ่นชิงฉือก็อดไม่ได้ที่จะแสดงความภาคภูมิใจบนใบหน้า นางพยายามกดความทะนงเอาไว้ แล้วตอบเสียงเบา “ไม่กล้าปิดบังฝ่าบาท ฉินเฟิงเป็นผู้สร้างหน้าต่างหลิวหลีบานนี้ เขาหลอมหลิวหลีขึ้นมาเองเพคะ”
ทันทีที่สิ้นประโยค หลี่จ้านก็อุทานตกใจ “อะไรนะ?! ฉินเฟิงหลอมแก้วหลิวหลีด้วยตนเอง?! เสิ่นชิงฉือ เจ้ารู้โทษของการหลอกลวงเบื้องสูงหรือไม่?”
ใบหน้าของเสิ่นชิงฉือซีดเผือด นางรีบกล่าวอย่างรวดเร็ว “แม้ว่าหม่อมฉันจะมีร้อยความกล้าหาญก็ไม่อาจหลอกลวงฝ่าบาทได้อย่างแน่นอน ฉินเฟิงเป็นคนหลอมแก้วหลิวหลีนี้จริง ๆ เพคะ หากฝ่าบาทมีข้อสงสัย สามารถส่งคนไปค่ายเทียนจีเพื่อตรวจสอบเครื่องมือและวัสดุในการหลอมแก้วหลิวหลีได้ ทุกอย่างยังถูกเก็บรักษาไว้เพคะ”