บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 276 อย่างไรก็ไม่ยอม
บทที่ 276 อย่างไรก็ไม่ยอม
ฉินเฟิงลนลาน แผดเสียงอย่างคลุ้มคลั่ง “ล้อเล่นกับแม่เจ้าน่ะสิ รีบไปตามพี่หญิงสี่ของข้ามาเดี๋ยวนี้ ขืนชักช้าข้าได้ถูกท่านหนานแห่งอำเภอฝูอวิ้นตีตายแน่! ผู้ใดตามพี่หญิงสี่ของข้ามาได้ก่อน ข้ามีรางวัลให้ห้าร้อยตำลึงเงิน ผู้ใดถึงก่อนผู้นั้นได้!”
เมื่อวาจานี้เอื้อนเอ่ยออกมา ผู้คนด้านล่างที่สัญจรไปมาต่างก็ปราดไปยังจวนตระกูลฉินราวกับกำลังแข่งวิ่งสี่คูณร้อย
หลี่หลางยืนอยู่หน้าประตูพลางเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ฉินเฟิง เจ้ามันคนขี้ขลาด แน่จริงก็บอกให้แม่นางผู้นี้หลบไปซะ!”
ฉินเฟิงหันหลังอิงกายกับหน้าต่าง พร้อมกระโดดหนีตายทุกเมื่อ เขาไม่สนเสียงท้าทายของหลี่หลาง ซ้ำยังตะโกนบอกชูเฟิง “เจ้าเฝ้าประตูไว้ให้ดี!”
หากชูเฟิงตั้งท่าพร้อมสู้ หลี่หลางยังมีช่องโหว่พอให้ลงมือบ้าง
ทว่าเมื่อเห็นชูเฟิงกางแขนกางขาขวางอยู่หน้าประตู หลี่หลางกลับลงมือไม่ลง มิหนำซ้ำเมื่อเห็นหุ่นสะโอดสะองและดวงหน้าเพริศพริ้งแล้ว สายตาหลี่หลางพลันกระอักกระอ่วน
ฉินเฟิงเห็นทุกอย่าง
ความรู้สึกตึงเครียดที่ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายพลันถูกแทนที่ด้วยความขบขัน นายน้อยฉินกุมท้องหัวเราะจนตัวงอ “ฮ่า ๆๆ ข้าก็ว่าเหตุใดเจ้าถึงไม่กล้าทำร้ายสตรี ที่แท้ก็เป็นเด็กหนุ่มวัยแรกแย้มหรอกหรือนี่”
เมื่อประโยคนี้ดังออกไป หลี่หลางก็หน้าแดงก่ำในบัดดล เขาเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “เจ้าสุนัขชั้นต่ำ! อย่าตกอยู่ในมือข้าเชียว”
ชูเฟิงตระหนักถึง ‘ข้อได้เปรียบ’ ของตนเอง นางจึงแอ่นอกทันที หลี่หลางถอยกรูราวกับพบเจอเรื่องน่าตระหนก
ภาพนี้เกือบทำให้ฉินเฟิงหัวเราะจนน้ำตาเล็ด “หลี่หลางมาทำข้อแลกเปลี่ยนกับข้าหน่อยเป็นอย่างไร? หากเจ้าปล่อยข้าไป ข้าจักหาเมียให้เจ้า!”
หลี่หลางหน้าแดงเป็นลูกตำลึง ใช้ความกราดเกรี้ยวปกปิดความเหนียมอาย “ไสหัวไปเลย! ตัวเจ้าเองยังมิเคยครองเรือน อย่าคิดนะว่าข้าไม่รู้!”
หลี่หลางเดือดดาล กระนั้นก็ทำอันใดมิได้ นับตั้งแต่เขาจำความได้ เขาเคยสาบานกับหมิงอ๋องว่า ตราบใดที่มิมีความดีความชอบทางการศึก จักไม่ยอมแต่งงาน!
เพียงแต่ยามนี้อยู่ในวัยกำหนัด ย่อมต้องสนใจสตรีเป็นธรรมดาอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ กระนั้นก็มิกล้าผิดคำสาบาน จึงยิ่งหงุดหงิดเข้าไปใหญ่
เวลานั้นเองพลันเสียงโหยหวนก็ดังมาจากทางเดิน
หลี่หลางรีบหันไปมอง จากนั้นก็เห็นทหารใต้บังคับบัญชาที่มีข้อได้เปรียบนานัปการถูกเล่นงานจนล้มระเนระนาด
บัดนี้หัวหนิงหู่เต็มไปด้วยเลือด ดวงตาพยัคฆ์ราวกับมีเปลวเพลิงลุกโชน หนิงหู่ผู้บันดาลโทสะลงมือหมายเอาชีวิตโดยไม่ยั้งแรง
ทหารใต้บังคับบัญชาทำท่าจะเข้ามาขวางจึงถูกหนิงหู่ศอกเข้าที่หน้าอก หงายท้องล้มลงหมดสติ
เมื่อเห็นทหารใต้บังคับบัญชาถูกเล่นงานจนไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย หลี่หลางก็พิโรธ เข่นเขี้ยวเคี้ยวฟันเน้นย้ำทีละพยางค์ “เจ้ากล้าฆ่าคนของข้ารึ?!”
สีหน้าหนิงหู่เปลี่ยนเป็นสีเขียว “ท่านหนานแห่งฝูอวิ้นฝ่าฝืนพระราชโองการ อาละวาดในเมืองหลวง ประสงค์เอาชีวิตผู้บัญชาการทหารใหม่! หากเจ้ายอมโดนจับแต่โดยดีข้าจักส่งเจ้าให้ศาลต้าหลี่ หาไม่แล้วข้าจักลงทัณฑ์เจ้าเสียตรงนี้!”
หลี่หลางมิได้แยแสคำขู่ของหนิงหู่ “บุตรแห่งหย่งอันโหวเป็นที่เลื่องลือว่าสันทัดการต่อสู้ที่สุดในบรรดานายน้อยแห่งเมืองหลวง ข้าเองก็อยากเห็นนักว่าเจ้าจักมีน้ำยาสักเพียงใด”
หลี่หลางปรี่เข้าไปรัวหมัดใส่หนิงหู่
หนิงหู่ต้านทานได้ทุกหมัด เมื่อจับช่องโหว่ได้ก็สวนกำปั้นกลับใส่หน้าอกหลี่หลาง
สุดยอดวิทยายุทธของหลี่หลางถูกหนิงหู่ทลายได้ในหมัดเดียว หลี่หลางเจ็บจนต้องสูดปาก
ฉินเฟิงโผล่หัวออกมาเกาะอยู่บนบ่าชูเฟิง พอเป็นผู้ชมย่อมไม่กลัวเกรงสิ่งใด “น่าสนุก น่าสนุกยิ่ง! พยัคฆ์ชื่อดังสองตัวแห่งเมืองหลวงกัดกันเอง หลี่หลางแข็งกร้าวอย่างแท้จริง รับมือได้ยากยิ่ง น่าเสียดายที่ด้อยประสบการณ์ไปสักหน่อย!”
หนิงหู่กับหลี่หลางแลกหมัดกันไปมา ผิวเผินเหมือนหนิงหู่ตกเป็นรองอย่างน่าอเนจอนาถจนมิอาจทนมอง ทว่าแท้จริงแล้วเป็นหลี่หลางที่กำลังวังชาเริ่มถดถอยลงทุกครา
ยังคงยืนยันคำเดิม
การต่อสู้เป็นเรื่องที่ต้องใช้พละกำลัง
ถึงแม้บุตรแห่งขุนพลล้วนฝึกฝนวิทยายุทธแต่วัยเยาว์ กระนั้นส่วนใหญ่ก็เชี่ยวชาญเพียงการระเบิดพลัง แต่มิถนัดด้านการรักษาพละกำลังเท่าใดนัก
ทว่าหนิงหู่เคยผ่านการฝึกซ้อมอย่างหฤโหดจากค่ายเทียนจีมาแล้ว เขาจึงอดทนได้เป็นเลิศ
หลี่หลางเริ่มกระหืดกระหอบ แต่หนิงหู่ยังมีพลังเหลือล้น และเริ่มเป็นฝ่ายได้เปรียบขึ้นเรื่อย ๆ
กระทั่งหนิงหู่สบโอกาส เขาจับหลี่หลางกดไว้กับพื้น
เมื่อเห็นหลี่หลางถูกกำราบ ฉินเฟิงก็รีบพุ่งออกจากห้องรับรองมานั่งยอง ๆ อยู่เบื้องหน้าเขา พลางเอ่ยเสียงลำพอง “เจ้าเก่งนักเก่งหนามิใช่หรือ ไยจึงหมดท่าเสียแล้วเล่า? ฮ่ะฮ่า เจ้ายอมหรือยัง?!”
หลี่หลางรีดเค้นกำลังอีกครั้ง หวังจะพลิกสถานการณ์ แต่อนิจจา ลำพังกำลังวังชาทั้งเมืองหลวงนี้แทบมิมีผู้ใดเป็นคู่ต่อสู้ของหนิงหู่ได้
เมื่อไม่อาจพลิกสถานการณ์ ซ้ำยังเจอกับฉินเฟิงผู้ผยองได้ใจ หลี่หลางก็โกรธเป็นหนักหนา เขาเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ยอมกับบิดาเจ้าน่ะสิ!”
ยังกล้าปากแข็งอีก…
ฉินเฟิงไม่พูดพร่ำทำเพลง เขาส่งสายตาให้หนิงหู่
หนิงหู่พลันทุบกำปั้นลงบนบ่าของหลี่หลางอย่างแรง
หลี่หลางร้องอย่างอัดอั้นพลางขบกรามแน่น “อย่างไรข้าก็ไม่ยอม!”
ไม่ยอมหรือ? เช่นนั้นก็ง่ายนิดเดียว…
ต่อยต่อจนกว่าจะยอม!
เมื่อตกอยู่ใต้ความยิ่งใหญ่ของหนิงหู่ สุดท้ายหลี่หลางก็เริ่มทนไม่ไหว และส่งเสียงครวญคราง
ขณะเดียวกัน ชูเฟิงได้ยินเสียงทุบประตูดังขึ้น และเมื่อเปิดประตูฉินเสี่ยวฝูก็พุ่งออกมา พอเขาเห็นฉินเฟิง เสี่ยวฝูก็ปราดเข้าไปกอดขาแน่น พลางพูดเสียงสะอื้น น้ำตาไหลนอง “นายน้อย ในที่สุดท่านก็มา หากท่านมาช้ากว่านี้เพียงก้าวเดียวข้าน้อยคงได้อยู่คนละภพกับท่านแล้ว”
“นายน้อย ฮือ ๆๆ!”
ฉินเสี่ยวฝูร่ำไห้เหมือนถูกหลี่หลางเล่นงานเสียอย่างหนัก
เมื่อมองดูแล้ว หน้าตาเขาก็บวมช้ำ และอาภรณ์ก็กระเซิงถึงขีดสุด
ทว่าก็มิได้บาดเจ็บหนักหนา บาดแผลส่วนใหญ่เป็นเพียงภายนอก
ฉินเฟิงเตะขาไปสองที ฉินเสี่ยวฝูก็ยังไม่ยอมปล่อย นายน้อยฉินจึงเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าถอยไปก่อน รอกลับถึงค่ายแล้วค่อยไปเบิกห้าสิบตำลึงเงินเป็นค่ารักษา”
เมื่อได้ยินคำว่าตำลึงเงิน ฉินเสี่ยวฝูที่ร้องไห้น้ำหูน้ำตาไหลอยู่ ก็เด้งตัวยืนขึ้นทันที ทั้งยังคลี่ยิ้มกว้างอย่างปลื้มปริ่ม “นายน้อย ข้ารู้ว่าท่านดีกับข้าที่สุดแล้ว!”
ฉินเฟิงคิดว่าตนนั้นหน้าเงินที่สุดแล้ว
ทว่าเมื่อเทียบกับฉินเสี่ยวฝู เขาแทบเทียบอีกฝ่ายไม่ติดเลย…
เวลานี้หลี่หลางถูกเล่นงานจนมึนหัวไปหมด
ฉินเฟิงส่งสัญญาณให้หนิงหู่พอก่อน เขาเอื้อมมือไปลูบศีรษะหลี่หลาง พูดเสียงนุ่มนวล “น้องชายเอ๋ย เจ้ายอมเสียเถิด พวกเราจะได้ไม่ต้องเหนื่อย”
หลี่หลางเงยหน้าอย่างหมดเรี่ยวแรง เขาหันมองฉินเฟิงแล้วมิวายถุยน้ำลายใส่
เหอะ!
ไอ้เด็กเวรนี่!
ฉินเฟิงเช็ดคราบน้ำลายบนตัว พูดข่มขู่ด้วยท่าทางเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน “ไม่ยอมรึ? เช่นนั้นก็รอก่อน ถึงศาลต้าหลี่เมื่อใด ข้าจักดูว่าเจ้าจะยอมหรือไม่!”
“หนิงหู่ คุมตัวเขาไป!”
หนิงหู่มิได้รีบร้อนลงมือ เขาหันไปมองทางบันไดและกล่าวเสียงเข้ม “ยอดฝีมือมา”
ยอดฝีมือ?
หรือว่าพี่หญิงสี่จิ่งเชียนอิ่งมาแล้ว
ฉินเฟิงหัวใจเบิกบาน เขารีบเข้าไปต้อนรับ ทว่าเมื่อถึงหัวบันไดกลับต้องตะลึงงัน ผู้ที่ขึ้นมาสวมอาภรณ์สีดำ เผยให้เห็นเพียงดวงตาคมอึมครึมสองข้าง
ซ้ำยังมิได้มาคนเดียว
หากแต่มีชายชุดดำมาถึงสามคน
องครักษ์ชุดดำ!
หัวใจฉินเฟิงกระตุกวูบ
ถึงแม้เขากับหลี่หลางจะสู้กันยกใหญ่ กระนั้นก็ไม่ถึงขั้นที่องครักษ์ชุดดำต้องมากระมัง เจ้าพวกนี้คือองครักษ์ลับข้างกายฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียง และเป็นหน่วยสอดแนมที่ลึกลับที่สุดของแคว้นเชียวนะ
องครักษ์ชุดดำที่ยืนอยู่หน้าสุดปรายตามองหลี่หลางพลางกล่าวเสียงเข้ม “คงไม่ต้องรบกวนนายน้อยฉินแล้ว ท่านเพียงส่งท่านหนานอำเภอฝูอวิ้นมาให้พวกข้าน้อยเป็นพอ”
กระดิ่งเตือนในใจฉินเฟิงดังสนั่น
หากองครักษ์ชุดดำออกโรง ต้องมีคนตายแน่…
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงตั้งใจเอาชีวิตหลี่หลางหรือ?!