บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 283 มีผู้ที่ไร้ยางอายกว่าข้าอยู่จริงหรือ?
บทที่ 283 มีผู้ที่ไร้ยางอายกว่าข้าอยู่จริงหรือ?
ฉินเฟิงไม่ใช่คนโง่ เจ้าสารเลวหลี่จางเก่งมากเรื่องการจีบสาว พูดจาหยอกล้อได้เป็นชุด ๆ หากยอมให้เขานั่งรถม้าคันเดียวกันกับพี่หญิงทั้งสามคน ชายหนุ่มไม่อยากจะนึกถึงถึงผลที่ตามมา
ข้าปฏิบัติต่อเจ้าดังซื่อจื่อ แต่เจ้ากลับอยากเป็นพี่เขยของข้ารึ?
ไม่มีทาง!
ฉินเฟิงคว้าแขนเสื้อของหลี่จางแล้ว ‘ลาก’ เขาออกจากรถม้า …ถ้าเขาไม่ได้ ใครก็อย่าหวังว่าจะได้!
ฉินเฟิงแค่นยิ้ม “ซื่อจื่อผู้สง่างามจะนั่งร่วมกับสารถีได้อย่างไร? ช่างไม่เหมาะสม ๆ! โปรดมากับข้าเถิด มานั่งรถม้านำขบวน พวกเราจะได้ระลึกความหลังกัน”
หลี่จางขมวดคิ้ว ถามด้วยน้ำเสียงทุ้ม “ระหว่างพวกเรามีความหลังอันใดให้พูดคุยกันเล่า?”
หยุดพูดไร้สาระเสียที!
ฉินเฟิงคว้าตัวหลี่จางไว้แน่น โยนเขาเข้าไปในรถม้านำขบวน แล้วตนเองก็ปีนตามขึ้นไป
ท้ายที่สุดแล้วภายในรถม้าคันนี้ก็ยังมีเสี่ยวเซียงเซียงกับชูเฟิงอยู่ ถ้าเขาไม่อยู่ด้วย แล้วเกิดเจ้าสารเลวหลี่จางฉวยโอกาสลงมือกับสาวใช้ทั้งสอง ฉินเฟิงจะต้องสับเขาด้วยมีดอย่างแน่นอน
ขบวนรถยังคงเคลื่อนต่อไปตามถนนหลวง
ในรถม้าคันหน้า ฉินเฟิงกับหลี่จางนั่งมองหน้ากัน ทั้งสองฝ่ายต่างมีรอยยิ้มประดับ แต่ในจริงกลับเหม็นขี้หน้ากันนัก ช่วงขณะที่นั่งเผชิญหน้านี้ ทั้งคู่ไม่ได้พูดอะไรออกมาสักคำ
เป็นไปตามที่ฉินเฟิงคาด ไม่นานดวงตาหัวขโมยของหลี่จางก็เริ่มชำเลืองมองชูเฟิงกับเสี่ยวเซียงเซียง
แล้วดวงตาของเขาก็ปรากฏความประหลาดใจ “คาดไม่ถึงว่าสาวใช้ข้างกายพี่ฉินจะสวยหยาดฟ้ามาดินเช่นนี้ จวนหมิงอ๋องมีสาวใช้หลายสิบคน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับสองคนนี้แล้ว พวกนางก็เหมือนกากสุรา ห่างชั้นกันนัก”
หลี่จางประสานหมัดให้ฉินเฟิง แววตาของเขาแน่วแน่ “พี่ฉิน ข้าตั้งใจที่จะเป็นสหายของเจ้า!”
ในที่สุดฉินเฟิงก็เข้าใจ
ก่อนหน้านี้ที่หลี่หลางเห็นชูเฟิง เขาก็ตกอยู่ในความกระวนกระวายเช่นกัน
แต่หลี่จางที่เป็นบุตรชายคนโตกลับเลวร้ายยิ่งกว่า!
ตามข้อมูลที่ฉินเฟิงมีในมือ บุตรชายทั้งสองของหมิงอ๋องยังไม่ได้แต่งงาน อีกทั้งยังอยู่ภายใต้คำสั่งที่เข้มงวดของบิดา พวกเขายังไม่เคยสัมผัสเรื่องระหว่างชายหญิงเลยด้วยซ้ำ
ในยุคที่คนทั่วไปเริ่มต้นสร้างครอบครัวเมื่ออายุสิบสี่หรือสิบห้าปี นับว่าเป็นปาฏิหาริย์โดยแท้ที่สองพี่น้องยังคงรักษาพรหมจรรย์ไว้ได้ทั้งที่อายุอานามเท่านี้แล้ว
ฉินเฟิงเพิกเฉยต่อหลี่จาง เขาขยับเข้าไปใกล้สองสาวใช้ แล้วโอบกอดชูเฟิงกับเสี่ยวเซียงเซียงไว้ในแขนซ้ายและขวา ก่อนจะเลิกคิ้วให้อีกฝ่ายอย่างจงใจยั่วยุ
ทว่าความไร้ยางอายของหลี่จางกลับมีมากกวาที่ฉินเฟิงจินตนาการ เมื่อเห็นฉินเฟิงโอบกอดบ่าวรับใช้ซ้ายขวา เขากลับเสนอต่อหน้าให้ ‘แบ่งปัน’ เขาด้วย
เมื่อได้ยินเช่นนี้ความเขินอายบนใบหน้าของชูเฟิงกับเสี่ยวเซียงเซียงพลันถูกแทนที่ด้วยความโกรธ
ฉินเฟิงรู้สึกเดือดดาลกับประโยคนี้เช่นกัน เขาปล่อยสาวใช้ทั้งสองพลางกำหมัดแน่น ก้าวไปข้างหน้าอย่างช้า ๆ “เมื่อครู่นี้เจ้าพูดว่ากระไรนะ? ข้าได้ยินไม่ชัด พูดอีกครั้งสิ!”
หลี่จางเหลือบมองหมัดของฉินเฟิง จากนั้นก็มองไปที่ชูเฟิงกับเสี่ยวเซียงเซียง หลังชั่งน้ำหนักข้อดีและข้อเสียแล้ว เขาก็หายใจเข้าลึก ๆ “พี่ฉิน เจ้าเข้าใจผิดแล้ว! ข้าเป็นสุภาพบุรุษจะแย่งคนงามของผู้อื่นได้อย่างไร? ข้าหมายถึง จวนตระกูลฉินของเจ้าเต็มไปด้วยคนงาม หากเจ้ามีล้นเหลือ ในอนาคตช่วยเก็บไว้ให้ข้าสักคนได้หรือไม่ก็เท่านั้น”
“เมื่อถึงเวลานั้น ครอบครัวของเราทั้งสองก็สามารถสร้างสัมพันธ์ด้วยการสมรสได้ เรื่องดีงามเช่นนี้ไยไม่สนใจเล่า?”
ฉินเฟิงส่งเสียง “อ้อ” ยาว ๆ แล้วแสยะยิ้ม “ไม่มีทาง!”
หลี่จางขมวดคิ้วเล็กน้อย “พี่ฉิน เจ้าตระหนี่เกินไปแล้ว มีสาวใช้มากมายในจวนตระกูลฉิน เจ้าคนเดียวไม่สามารถใช้เวลากับพวกนางทั้งหมดได้หรอก”
ฉินเฟิงบุ้ยริมฝีปาก “ใครบอกว่าข้าใช้เวลากับทุกคนไม่ได้? ข้าสุขภาพดีมาก เข้าใจหรือไม่? ซื่อจื่อ ก่อนหน้านี้ข้ายังเคารพเจ้าในฐานะราชวงศ์จึงปฏิบัติต่อเจ้าด้วยความสุภาพเท่าที่จะเป็นไปได้ แต่เจ้าทำให้ข้าผิดหวังนัก”
หลี่จางยักไหล่ เขาไม่คิดเช่นนั้น “แห้งจนตายกับน้ำท่วมจนตาย! พี่ฉิน เจ้าจะรู้ได้อย่างไรถึงความทุกข์ทรมานของข้า? ในอำเภอฝูอวิ้นนี้อันใดล้วนแต่ดีไปหมด เว้นเสียแต่ว่าไม่กำเนิดหญิงงาม! ไม่ง่ายเลยกว่าข้าออกจากอำเภอฝูอวิ้นได้ อย่าว่าแต่การแต่งงาน ข้าไม่มีแม้แต่คนให้คบหาเสียด้วยซ้ำ!”
พูดถึงแล้วก็น่าเศร้า…
ฉินเฟิงเห็นอกเห็นใจหลี่จางจริง ๆ หลังจากพิจารณาถึงเรื่องนี้ เขาก็เกิดความคิดบางอย่างขึ้น “เช่นนั้นข้าจะหาคนดี ๆ ให้เจ้า แต่จนใจที่ข้ามีปัญหาบางอย่างกับน้องชายท่าน หลี่หลาง…”
ก่อนฉินเฟิงจะพูดจบ หลี่จางก็ชิงถามขึ้นก่อนว่า “หลี่หลาง? เขาเป็นใคร? ข้าไม่เคยได้ยินชื่อเขามาก่อนเลย”
คราวนี้ถึงตาของฉินเฟิงที่ต้องตกตะลึงบ้าง เพื่อภรรยา คนคนนี้สามารถเตะน้องชายแท้ ๆ ของตัวเองออกไปได้หน้าตาเฉย หลี่จางผู้นี้ไม่ธรรมดา!
ภายใต้การจ้องมองอย่างเหลือเชื่อของฉินเฟิง หลี่จางเขยิบเข้าใกล้อย่างมีลับลมคมใน แล้วกระซิบเสียงเบาข้างหูของฉินเฟิง “เรื่องความงามก็ส่วนความงาม แต่ข้าไม่มีความตั้งใจที่จะแต่งงาน จะเป็นการดีที่สุด ถ้าคนคนนั้นมีหน้าตางดงามและไม่ต้องการสถานะ…”
ฉินเฟิงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “เจ้าช่างสารเลวจริง ๆ”
หลี่จางถอนหายใจด้วยรอยยิ้มบิดเบี้ยวบนใบหน้า “ไม่ใช่ว่าข้าอยากเป็นชายสารเลว แต่… ด้วยเหตุผลบางอย่าง ข้าไม่สามารถแต่งงานได้”
เมื่อได้ยินเช่นนี้หัวใจของฉินเฟิงก็ดำดิ่งลง
เดิมทีเขาคิดว่าหมิงอ๋องมีความซื่อสัตย์ยึดถือคุณธรรมและอุทิศตนให้กับแว่นแคว้น เขาจึงตั้งกฎตระกูลว่า ‘ไม่อนุญาตให้แต่งงาน หากปราศจากผลงานทางทหาร’
แต่เมื่อคิดดูแล้ว มันไม่ใช่เลย!
ไม่ว่าหมิงอ๋องจะภักดีและกล้าหาญเพียงใด เขาก็คงไม่สามารถตัดใจ ‘ไร้ลูกสิ้นหลาน’ เช่นนี้ได้
เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายกังวลว่าฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงจะหวาดระแวง จึงไม่กล้าปล่อยให้หลี่จางกับหลี่หลางแต่งงาน
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงขังครอบครัวของหมิงอ๋องไว้ในอำเภอฝูอวิ้น และห้ามไม่ให้จุดธูปสืบสกุลเพื่อตัดสายเลือดของหมิงอ๋องโดยปราศจากการนองเลือด
ทั้ง ๆ ที่เป็นพี่น้องแท้ ๆ แต่เหตุใดฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงจึงแค้นเคืองหมิงอ๋องอย่างลึกซึ้งเช่นนี้หนอ?!
ฉินเฟิงคิดไม่ตก แต่เขาไม่กล้าคิดไปมากกว่านี้แล้ว ส่วนหลี่จางที่อยู่ตรงหน้า นายน้อยเจ้าสำราญไม่มีความคิดเชิงลบอื่นใดต่อเขา นอกจากความเห็นอกเห็นใจเท่านั้น
สำหรับการหาคนให้หลี่จางเพื่อทำลายพรหมจรรย์
ฉินเฟิงไม่กล้าทำเรื่องนี้ แม้ว่าผู้ใดจะมอบร้อยความกล้าให้กับเขาก็ตาม
ไม่มีเหตุผลอื่น นี่เป็นข้อห้ามของฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียง ดังนั้นฉินเฟิงย่อมไม่กล้าแตะเกล็ดย้อน
ขณะสนทนา ขบวนรถก็กำลังจะออกจากเขตแดนของอำเภอฝูอวิ้น
ฉินเฟิงกำลังจะสั่งให้หยุดรถม้าและปล่อยหลี่จางลง แต่หลี่จางกลับหยุดเขาไว้ก่อน
อีกฝ่ายหรี่ตาลงและกล่าวอย่างลึกลับ “พี่ฉิน เจ้าช่วยพาข้าไปที่อำเภอผิงเหยาด้วยได้หรือไม่? ไม่ใช่เพื่อสิ่งอื่นใด เพียงเพื่อให้ข้าได้สูดอากาศบริสุทธิ์เท่านั้น”
ฉินเฟิงไม่ต้องการสร้างปัญหาให้กับตัวเองจึงปฏิเสธทันที “ซื่อจื่อได้โปรดอย่าทำให้ข้าลำบากใจ”
ทันทีที่เขาเอ่ยออกมา หลี่จางก็รู้ชัดแจ้งในทันใด
เห็นได้ชัดว่าฉินเฟิงตระหนักได้ดีถึงความบาดหมางระหว่างหมิงอ๋องกับฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียง
น้ำเสียงของหลี่จางพลันเปลี่ยนไป เป็นน้ำเสียงที่เผยภัยคุกคามออกมา “ซื่อจื่ออย่างข้าตั้งใจจะผูกมิตรกับพี่ฉิน หากพี่ฉินรับปาก ซื่อจื่ออย่างข้าก็จะปลอมตัว พยายามทำตัวต่ำต้อยที่สุด และจะไม่สร้างปัญหาให้กับพี่ฉิน หากพี่ฉินไม่รับปาก อำเภอฝูอวิ้นคือสถานที่ที่ขบวนรถค่ายเทียนจีต้องผ่าน ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปขบวนรถจะไม่ได้รับอนุญาตให้ผ่านอำเภอฝูอวิ้นอีกต่อไป และจะต้องอ้อมไปอีกห้าร้อยลี้”
ให้ตายเถอะ เจ้าหน้าด้านกว่าข้าจริง ๆ
ฉินเฟิงมองไปที่รอยยิ้มอันหยาบช้าบนใบหน้าของอีกฝ่าย นายน้อยฉินกัดฟันกรอดด้วยความโกรธ
เขาไม่ชอบถูกข่มขู่ แต่เมื่อเทียบกันแล้ว เขาไม่ชอบทำกิจการที่ขาดทุนมากกว่า…
หลังจากชั่งน้ำหนักเรื่องเล็กน้อยนี้แล้ว นายน้อยเจ้าสำราญก็สามารถตัดสินได้
การพาหลี่จางออกไปเที่ยวเล่นสักรอบ ตราบใดที่ไม่ได้ฝ่าฝืนกฎ แม้ว่าจะถูกฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงจะล่วงรู้ก็ยังสามารถรับมือได้
ในเวลานี้สงครามในเป่ยซีกำลังตึงเครียดและเส้นทางเป็นเรื่องสำคัญสำหรับขบวนรถขนส่งเสบียง หากต้องอ้อมเพิ่มอีกห้าร้อยลี้ อาจทำให้งานทางทหารล่าช้า เป็นเหตุให้อำเภอเป่ยซีถูกยึดครองได้ แล้ววันดี ๆ ของฉินเฟิงก็จะไปถึงทางตันในที่สุด
ฉินเฟิงกล่าวเสียงเข้ม “เจ้านำเสื้อผ้าลำลองมาหรือไม่?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ดวงตาของหลี่จางก็เปล่งประกาย เขาสั่งให้สารถีหยุดรถ ก่อนจะตะโกนไปยังสนามหญ้าซึ่งอยู่ไม่ไกล “พี่ฉินตกลงแล้ว มานี่สิ!”