บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 342 หึงหวงกับเสียหน้า
บทที่ 342 หึงหวงกับเสียหน้า
“เจ้า!”
จู่ ๆ ร่างกายของจิ่งเชียนอิ่งก็ตึงเครียดเป็นอย่างยิ่ง บัดนี้นางได้ยินเสียงหัวใจที่เต้นรัวเร็วของตนเองอย่างชัดเจน
แม้ว่านางจะเคยเผชิญหน้ากับกุ้ยเฟยมาก่อน แต่ตอนนั้นจิ่งเชียนอิ่งก็ยังคงสงบสติอารมณ์ได้ ทว่าในยามนี้ เมื่อมองไปยังใบหน้าอันน่ารังเกียจที่หลับตาลงแน่นของฉินเฟิง นางก็รู้สึกราวกับมีเสียงพูดออกมาว่า ‘ต้องจุ๊บ ๆ ถึงจะหยุด’ คุณหนูสี่ตกอยู่ในความสับสนวุ่นวาย หัวใจที่เย็นชาราวกับภูเขาน้ำแข็งพังทลายลงโดยสมบูรณ์…
แต่เพื่อฉินเฟิงแล้ว จิ่งเชียนอิ่งทำได้เพียงยืนหยัดโดยสละทุกสิ่ง หญิงสาวค่อย ๆ โน้มตัวลงไปด้วยความมุ่งมั่นราวกับพร้อมสละชีพ
และในชั่วพริบตาที่ริมฝีปากห่างกันไม่ถึงหนึ่งชุ่น
ทันใดนั้นฉินเฟิงที่เจ็บหนักก็ผุดตัวเงยหน้าขึ้นอย่างกะทันหัน สัมผัสอันอ่อนนุ่มแผ่กระจายบนริมฝีปาก ความรู้สึกแปลก ๆ ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนแล่นไปทั่วร่างของจิ่งเชียนอิ่ง ราวกับว่าถูกฝ่ามือของปรมาจารย์ที่มีกำลังภายในแข็งแกร่งปะทะเข้าเต็มเปา ทั้งยังปะทะลงบนตำแหน่งของหัวใจอย่างพอดิบพอดีเสียด้วย
ในขณะนั้นคุณหนูสี่รู้สึกราวกับว่าหัวใจของนางหยุดเต้น
หน้าต่างที่ปิดอยู่เกือบยี่สิบปีจู่ ๆ ก็ถูกลมกระโชกแรงพัดให้เปิดออก จากนั้นดวงอาทิตย์ก็สาดแสงเข้ามา…
จิ่งเชียนอิ่งตกตะลึง ร่างกายของนางเต็มไปด้วยความรู้สึกแปลก ๆ ฉินเฟิงก็ยิ้มชั่วร้ายออกมาหลังประสบความสำเร็จ “ฮิฮิ พี่หญิงสี่ คราวนี้ท่านเป็นของข้าแล้ว”
เมื่อตระหนักว่านางถูกฉินเฟิงหลอก จิ่งเชียนอิ่งก็ทั้งอายและโกรธจนไม่สามารถระงับโทสะได้อีก นางปล่อยเสียงคำรามที่แทบทำให้หูหนวก “เจ้าสารเลว เบื่อชีวิตแล้วใช่หรือไม่ ได้! ข้าจะส่งเจ้าไปปรโลกเอง!”
อะไรนะ!
ฉินเฟิงมองไปยังฝ่ามือของจิ่งเชียนอิ่งพลางรู้สึกว่าศีรษะของเขาส่งเสียงวิ้ง ๆ ออกมา ครั้นชายหนุ่มถูกจิ่งเชียนอิ่งโจมตี เขารู้สึกราวกับว่าถูกวัวบ้าพุ่งชน โลกเบื้องหน้าพลันหมุนติ้ว
ให้ตายเถอะ ลงมือจริงหรือ?!
ฉินเฟิงร่ำไห้อยู่ในใจ ตนเองไม่ได้ถูกกุ้ยเฟยฆ่าตาย แต่ตายด้วยน้ำมือของผู้หญิงในบ้าน นี่มันไม่น่าน้อยใจเกินไปหน่อยหรือ?
ภายใต้ความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะมีชีวิตรอด เสียงร้องที่เหมือนสุกรถูกเชือดของฉินเฟิงก็ดังก้องไปทั่วค่ายเทียนจี
“ช่วยด้วย! จิ่งเชียนอิ่งพยายามจะฆ่าสามีของนาง!”
ฆ่าสามีของนาง?
สามี?!
ใบหน้าของคุณหนูสี่แดงเสียจนไม่รู้ว่านางโกรธหรือเขินอาย จิ่งเชียนอิ่งตะโกนลั่น “อยากร้อง ร้องไป ถ้าวันนี้ข้าไม่จัดการเจ้า ข้าไม่ขอชื่อว่าจิ่งเชียนอิ่งอีก!”
ฉินเฟิงถูกจิ่งเชียนอิ่งจับกดลงบนเตียงและทุบตีอย่างดุเดือดอยู่กว่าหนึ่งก้านธูป แต่ไม่รู้เลยว่าเขากำลังเจ็บเจียนตายหรือกำลังสนุกไปกับมันกันแน่
แต่เสียงหัวเราะผสมเสียงด่าว่าก็ดังไปถึงหูของหลิ่วหงเหยียนแล้ว…
หลิ่วหงเหยียนรู้สึกไม่สบายใจมากขึ้น ขณะที่นางลุกขึ้นไปปิดประตูก็พูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “เจ้าคนใจดำ มีพี่หญิงสี่แล้วก็ลืมพี่หญิงรองอย่างข้า เสียแรงที่ข้าเคยเอ็นดูเจ้า!”
ทว่าการได้ยินเสียงกรีดร้องของฉินเฟิงที่มีพลังในที่สุดหลิ่วหงเหยียนก็วางใจได้ อย่างน้อยก็พิสูจน์ได้ว่าเจ้าเด็กคนนั้นไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส
ในขณะที่นายน้อยเจ้าสำราญกำลังโดนจิ่งเชียนอิ่งเอาคืน เสียงเคาะประตูพลันดังขัดจังหวะ ‘การสื่อสาร’ ที่ใกล้ชิดระหว่างทั้งสอง
ฉินเฟิงจึงผรุสวาทสาปแช่งในใจไปหนึ่งยก
“นั่นใคร! ไม่ดูตาม้าตาเรือเอาเสียเลย เห็นไหมว่าข้ากำลังสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพี่หญิงสี่อยู่!”
ในตอนที่ฉินเฟิงกำลังดุด่าเสียงดังเพื่อขับไล่ผู้ที่มาทำลายเรื่องดี ๆ ให้ออกไป สายตาก็เหลือบเห็นจดหมายฉบับหนึ่งสอดเข้ามาผ่านรอยแยกของประตู
ไฟโทสะในใจของฉินเฟิงดับมอดลงทันที ชายหนุ่มรีบพูดอย่างรวดเร็ว “พี่หญิงสี่ ท่านอย่าเพิ่งจัดการข้าตอนนี้ รีบเอาจดหมายมาให้ข้าเร็วเข้า”
จิ่งเชียนอิ่งหายใจหอบถี่ รู้สึกว่าการจัดการกับเด็กเหลือขออย่างฉินเฟิงช่างเหนื่อยมากกว่าการรับมือกับยอดปรมาจารย์เสียอีก
และเมื่อพิจารณาว่าเจ้าเด็กนี่ได้รับบาดเจ็บ จิ่งเชียนอิ่งก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยอมแพ้ นางลุกขึ้นไปหยิบจดหมายมาแล้วโยนลงตรงหน้าฉินเฟิง พลางพูดอย่างไม่สบอารมณ์ “ข้าคร้านจะสนใดเจ้า เจ็บจนตายไปเถอะ!”
หลังจากพูดจบ จิ่งเชียนอิ่งก็เปิดประตูเดินออกไป
ฉินเฟิงเปิดซองจดหมายอ่านเนื้อหาข้างใน อดไม่ได้ที่จะรู้สึกทั้งดีใจและกังวล
เขาดีใจที่องครักษ์เสื้อแพรเริ่มแสดงประสิทธิภาพแล้ว และในที่สุดฉินเฟิงก็มีองค์กรสอดแนมของตัวเอง
แต่ก็กังวลใจที่สถานการณ์ในอำเภอเป่ยซีที่เริ่มมั่นคงกลับมาวิกฤติอีกครั้ง
จำนวนผู้ประสบภัยหลั่งไหลเข้าสู่อำเภอเป่ยซีเกินหนึ่งหมื่นคน อีกทั้งยังไม่มีแนวโน้มว่าจะหยุดลงเลย
แค่ผู้ประสบภัยก็เทียบเท่ากับหนึ่งในสามของประชากรของอำเภอเป่ยซียามรุ่งโรจน์ที่สุดแล้ว
นอกจากนี้ เป่ยตี๋ยังรู้ข่าวและส่งหน่วยทหารลาดตระเวนกลุ่มเล็ก ๆ ไปสกัดกั้นและสังหารผู้ประสบภัยทั่วทุกแห่ง หลินฉวีฉีจำเป้นต้องสั่งให้ทหารรักษาการณ์ออกไปสกัดกั้นทหารม้าเป่ยตี๋ คุ้มกันผู้ประสบภัยเข้ามาในเมือง
เมื่อเป็นเช่นนี้ ไม่ว่าการผลาญคลังเสบียงของอำเภอเป่ยซี หรือทหารรักษาการณ์ที่พลีชีพและบาดเจ็บจากการออกไปช่วยเหลือผู้ประสบภัย ทั้งหมดล้วนทำให้สถานการณ์เกือบจะเกินขีดความสามารถของอำเภอเป่ยซีแล้ว
ตอนนี้ความสุขของฉินเฟิงในการเอาชนะพี่หญิงสี่ได้จางลงไป ดวงตาของชายหนุ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเคร่งขรึม
“หากปัญหาในอำเภอชางผิงไม่ได้รับการแก้ไขโดยเร็วที่สุด ผู้ประสบภัยที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่องก็เพียงพอที่จะทำให้อำเภอเป่ยซีล่มสลาย”
“จะล่าช้าต่อไปไม่ได้แล้ว ต้องออกเดินทางโดยเร็วที่สุด!”
ฉินเฟิงส่งคนไปเรียกฉินเสี่ยวฝูมาทันทีเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับเรื่องต่าง ๆ ในอำเภอชางผิง
ในเวลาเดียวกันที่กำแพงเมืองอำเภอเป่ยซี หลินฉวีฉีมองดูผู้ประสบภัยที่เข้ามาจากนอกเมืองเป็นระยะ ๆ ในใจพลันรู้สึกตึงเครียดมากยิ่งขึ้น
นับตั้งแต่ผู้ประสบภัยกลุ่มแรกมาถึงอำเภอเป่ยซี ทหารม้าเป่ยตี๋ก็เข้ามาสังหารผู้คนไปเป็นจำนวนมาก คาดว่าบนท้องถนนมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อยพันคน
ทว่ากลุ่มผู้ประสบภัยไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย พวกเขายังคงมุ่งหน้าสู่อำเภอเป่ยซีราวผีเสื้อราตรีที่บินเข้ากองไฟ
ในสายตาของผู้ประสบภัยเหล่านี้ แม้ว่าจะมีโอกาสเพียงหนึ่งในสิบที่จะรอดชีวิตเข้ามาในอำเภอ แต่ความเสี่ยงนี้ก็คุ้มค่าที่จะลองดู
หากกลับบ้านไปก็มีแต่ทางตาย ไม่อาจรอดชีวิตได้อีก
ผู้ประสบภัยหนีจากความอดอยากอย่างไม่มีทางเลือก!
กระนั้นสถานการณ์ของหลินฉวีฉีไม่ได้ดีไปกว่าพวกผู้ประสบภัยนัก ชายหนุ่มรู้ดีว่าเป่ยตี๋กำลังล้อมชาวบ้านเพื่อโจมตีทหารที่ไปช่วยเหลือ พวกเขาดักล้อมกลุ่มผู้ประสบภัย ไม่รีบร้อนที่จะเอาชีวิต แต่กลับรอสองถึงสามชั่วยามจนแน่ใจว่ากำลังเสริมจะไม่มาช่วยจึงค่อยลงมือตีรันฟันแทง
หากพบร่องรอยของทหารรักษาการณ์ประจำอำเภอเป่ยซีก็จะวางกับดักรอให้เหยื่อลงหลุม
จนถึงตอนนี้มีทหารรักษาการณ์มากกว่าร้อยนายแล้วที่จากไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ
แต่หลินฉวีฉีก็ทำได้แค่กัดฟันส่งทหารรักษาการณ์ออกไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยต่อไปเหมือนเดิม
เพราะนี่คือคำขาดของหลี่เซียวหลาน!
เมื่อเห็นกองทหารออกจากประตูเมือง มุ่งหน้าไปหาผู้ประสบภัยอยู่ไกล ๆ เขาไม่อาจล่วงรู้ได้เลยว่าจะต้องสังเวยผู้คนให้การต่อสู้อีกกี่คน หลินฉวีฉีอยู่ในอารมณ์หดหู่เป็นอย่างยิ่ง ชายหนุ่มจึงเอ่ยถามหลี่เซียวหลานด้วยเสียงทุ้ม “คุณหนูสาม การเติมเชื้อเพลิงเช่นนี้ถือเป็นข้อห้ามสำหรับยุทธศาสตร์การรบ!”
“ผู้ประสบภัยหลั่งไหลเข้ามาในอำเภอมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีเวลาคัดกรองด้วยซ้ำ ไม่มีใครรู้ว่าในหมู่พวกเขามีหน่วยสอดแนมเป่ยตี๋กี่คน แต่ทหารรักษาการณ์ฝ่ายเรากำลังถูกกลืนกินครั้งแล้วครั้งเล่า ต่อไปหากกองทัพเป่ยตี๋และพวกหน่วยสอดแนมร่วมมือทั้งภายในภายนอก เราควรทำอย่างไร?”
ไฉนเลยหลี่เซียวหลานจะไม่รู้ความเกี่ยวเนื่องของความร้ายแรงนี้
แต่สายตาของนางยังคงแน่วแน่เช่นเคย “เราไม่มีทางเลือก! หากปล่อยให้ผู้ประสบภัยถูกสังหาร ฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองของเฟิงเอ๋อร์ในเมืองหลวงจะใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้าง เมื่อเฟิงเอ๋อร์ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ สูญเสียการสนับสนุนจากค่ายเทียนจี อำเภอเป่ยซีจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่สิ้นหวังอย่างแท้จริง”
“ในช่วงสงครามแคว้น ภัยจากภายในมักร้ายแรงกว่าศัตรูภายนอก ผู้ที่มีความภักดีและกล้าหาญสละชีวิตในราชสำนักมีไม่น้อยกว่าในสนามรบ”
หลินฉวีฉีราวกับตื่นขึ้นมาจากความฝัน ดวงตาของชายหนุ่มฉายแววสิ้นหวังยิ่งกว่าเดิม
ความสามารถในการรองรับผู้คนของอำเภอเป่ยซีถึงขีดจำกัดแล้ว หากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เป่ยซีจะต้องล่มสลายในอีกไม่ช้าแน่!