บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 362 ถังชีแห่งเจียงหนาน
บทที่ 362 ถังชีแห่งเจียงหนาน
ช่วงเวลาเดียวกัน ตามข้อมูลข่าวกรองที่หลินฉวีฉีครอบครอง ทางเป่ยตี๋กำลังรวบรวมกำลังทหาร และระดมคนมากกว่าหนึ่งพันคน รวมถึงเสบียงและสิ่งอำนวยความสะดวก ปิดล้อมเมืองบางส่วนจากค่ายแนวหน้า
เห็นได้ชัดว่าเป่ยตี๋กำลังเตรียมปฏิบัติการปิดล้อมขนาดใหญ่
แต่แทนที่จะรู้สึกกดดัน หลินฉวีฉีกลับรู้สึกว่า แม่ทัพเป่ยตี๋คงเลอะเลือนไปแล้วเป็นแน่
ขณะที่อำเภอเป่ยซีขาดแคลนกองกำลังทหารรักษาการณ์ประจำอำเภอ เป่ยตี๋กลับไม่อาจยึดเมืองได้สำเร็จ
ตอนนี้กำแพงเมืองของอำเภอเป่ยซีอยู่ระหว่างการก่อสร้างและกำลังขยายกำแพงเมืองด้านนอก ความแข็งแกร่งของเมืองเกือบจะถึงขั้นสูงสุด แม้แต่คนธรรมดาอย่างหลินฉวีฉียังรู้สึกว่า มันโง่เกินไปที่จะเริ่มการโจมตีป้อมปราการในเวลานี้ ดังนั้นแม่ทัพเฉินซือฝ่ายศัตรูไม่มีทางทำผิดพลาดระดับนี้อย่างแน่นอน
แม้ว่าจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในเป่ยตี๋ แต่อย่างน้อยสำหรับหลินฉวีฉี นี่เป็นเรื่องที่ดี
ต่อไปจะได้วางใจและมุ่งความสนใจไปที่การสร้างอำเภอเป่ยซี
…
ณ เมืองถังชีทางเจียงหนาน
ร้านค้าตระกูลฉินเปิดทำการท่ามกลางเสียงฆ้องและกลองอันรื่นเริง
ขนาดร้านไม่ใหญ่ มีเพียงสามห้องเท่านั้น กล่าวได้ว่า ขนาดไม่ได้ดีไปกว่าร้านขายของชำทั่วไปมากนัก
การเปิดกิจการนี้จึงดึงดูดคนธรรมดาเพียงไม่กี่คน ไม่มีพ่อค้าหรือขุนนางในเมืองมาสักคนเดียว
สำหรับคนในท้องถิ่น สิ่งที่เรียกว่า ‘ร้านค้าตระกูลฉิน’ นี้เป็นเพียงร้านธรรมดา ๆ แห่งหนึ่งในบรรดาร้านค้าจำนวนนับไม่ถ้วนในถังชีเท่านั้น
เมืองที่ใหญ่ที่สุดของเจียงหนานนี้ไม่ได้รับผลกระทบใด ๆ เลย
ตามปกติแล้ว เมื่อมอบของขวัญเล็กน้อยเสร็จ พิธีเปิดก็จะสิ้นสุดลงอย่างลวก ๆ และไม่สามารถรักษาความคึกครื้นไว้ได้แม้แต่ครึ่งชั่วยาม เป็นผลทำให้ผู้คนไม่ให้ความสนใจเลยแม้แต่ครึ่ง
ตอนนี้ฉินเฟิงอยู่ที่ห้องโถงของร้าน นอนอยู่บนโต๊ะและกำลังเขมือบกลืนอาหารราวกับพายุหอบ
หลังจากท่องเที่ยวและเดินทางมาตลอด นายน้อยฉินก็ไม่ได้กินมื้ออาหารที่เป็นกิจจะลักษณะเลย ตอนนี้เขาจึงไม่สนใจภาพลักษณ์ การทำให้ท้องอิ่มสำคัญกว่า
ฉินเสี่ยวฝูถือสมุดบัญชี รายงานบัญชีอยู่ข้างกาย
“นายน้อย ค่าเช่าในถังชีนั้นแพงจนน่าตกใจ สำหรับร้านค้าขนาดใหญ่ ค่าเช่าต่อปีคือหกร้อยตำลึงเงิน หากซื้อในคราวเดียว ร้านค้าเพียงแห่งเดียวก็มีราคาหนึ่งหมื่นตำลึงเงินแล้ว”
ฉินเฟิงแย่งสมุดบัญชีมาด้วยมือที่เปื้อนน้ำมัน แล้วโยนทิ้งไป เขาเอ่ยอย่างคลุมเครือ “กำลังกินข้าวอยู่ อย่าพูดถึงเรื่องยุ่งยากพวกนี้เลย เงินน่ะ ใช้แล้วก็หาใหม่ได้ มันไม่สำคัญ”
เมื่อเห็นว่าฉินเฟิงไม่สนใจ ฉินเสี่ยวฝูก็หยุดกังวล หันกลับและชี้ไปที่ชายสองคนที่อยู่ข้าง ๆ คนหนึ่งเป็นชายชราและอีกคนหนึ่งเป็นชายหนุ่ม
“นายน้อยจะจัดการกับสองท่านนี้อย่างไร?”
ตั้งแต่ฉินเฟิงเพิ่งเข้าสู่เขตแดนเจียงหนาน เขาก็ได้ส่งคนไปเช่าร้านค้าในถังชี แล้วปล่อยให้สองคนนี้ดูแลร้าน ด้วยวิธีนี้เมื่อฉินเฟิงมาถึงถังชีก็ไม่จำเป็นต้องซื้อร้านค้า เขาสามารถเปิดร้านได้ทันที
เหตุผลที่ทำเช่นนี้ก็เพียงเพราะ กังวลว่าตระกูลหลินจะเข้ามาขัดขวาง หากมีการออกคำสั่งแล้วจะไม่มีใครกล้าขายร้านให้กับฉินเฟิง
เมื่อมีจุดตั้งหลัก ด้วยวิธีนี้กิจการต่อไปก็จะสามารถดำเนินการได้อย่างง่ายดาย
ฉินเฟิงปรารถนาดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ของเจียงหนานผืนนี้มานานแล้ว ทว่าขนาดการค้าของถังชีไม่ได้ด้อยไปกว่าเมืองหลวงเลย เมื่อรวมกับทั้งสามสิบหกอำเภอในเจียงหนาน แต่ละอำเภอถือได้ว่าเป็น ‘อำเภอที่แข็งแกร่ง’ แม้แต่ขนาดการค้าในเมืองหลวงก็ยังเทียบไม่ติด
อาจกล่าวได้ว่า ใครก็ตามที่สามารถสร้างฐานที่มั่นคงในเจียงหนานได้ คนผู้นั้นก็จะสามารถควบคุมกิจการของต้าเหลียงได้ครึ่งหนึ่งแล้ว
นี่คือสาเหตุที่ฮ่องเต้ต้าเหลียงหวาดหวั่นตระกูลหลินถึงเพียงนี้ แต่ก็ทำได้เพียงอดทน
ฉินเฟิงต้องการโค่นล้มตระกูลหลินด้วยกิจการ หากไม่มีการสนับสนุนทางการเงิน อำนาจของตระกูลหลินจะลดลงไปกว่าครึ่ง!
เสมียนสองคนที่ ‘แขวนหัวแพะขายเนื้อสุนัข’*[1] ก็เพียงแค่ให้เงินพวกเขาเล็กน้อยและไล่ออกไป
ตอนนี้ฉินเฟิงจึงกลายเป็นเจ้าของร้านค้าตระกูลฉินอย่างเป็นทางการ
เมื่อเทียบกับการซ่อนอยู่หลังม่านดังในอดีต คราวนี้ฉินเฟิงขึ้นเวที เผชิญกับตระกูลหลินอย่างซึ่ง ๆ หน้า …ใครกลัวกันเล่า?
ขณะที่ฉินเฟิงกำลังกินอาหาร เขาก็ส่งฉินเสี่ยวฝูไปมอบของชำทั้งหมดในร้านให้กับเพื่อนบ้านละแวกเดียวกันโดยเฉพาะขนมลูกกวาด ทำให้ทั้งร้านคึกคักขึ้นมา
ในเวลาเดียวกันก็ได้มีการจัดเตรียมที่พักให้ทุกคนที่ร่วมทางมาด้วย
จิ่งเชียนอิ่งกับเสี่ยวเซียงเซียงอาศัยอยู่กับฉินเฟิงในเรือนหลังของร้านค้า
จ้าวอวี้หลงและหลี่หลางอาศัยอยู่ทางด้านซ้าย ขณะที่อู๋เว่ยกับหนิงหู่นั่งอยู่ทางปีกขวา เพื่อคุ้มกันทั่วทั้งร้านค้า
ครั้งนี้เมื่อปักหลักในถังชี ฉินเฟิงไม่เพียงแต่โยกย้ายหนิงหู่มาที่นี่เท่านั้น แต่ยังเคลื่อนย้ายองครักษ์ค่ายเทียนจียี่สิบคนและองครักษ์เสื้อแพรอีกสิบคนมาด้วย
โม่หลี หัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรได้ตอบกลับมาแล้ว
การก่อสร้างสำนักงานใหญ่องครักษ์เสื้อแพรเสร็จสมบูรณ์แล้ว หลังจากไตร่ตรองและชั่งน้ำหนักอย่างถี่ถ้วน ในที่สุดก็เลือกที่จะตั้งฐานที่มั่นในอำเภอเป่ยซี
ประการแรก อำเภอเป่ยซีเป็น ‘ถิ่นเก่า’ ของฉินเฟิง คนที่นั่นล้วนเป็นคนของเขาเอง แม้ว่าจะมีหน่วยสอดแนมแทรกซึมอยู่ แต่ก็มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้น ภัยคุกคามอยู่ในระดับต่ำ
ประการที่สอง อำเภอเป่ยซีมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่สำคัญและมีพรมแดนติดกับเป่ยตี๋ นี่จะช่วยลดปัญหามากมายในการทำงานข่าวกรองต่างแคว้นในอนาคต
ประการที่สาม อำเภอเป่ยซีอยู่ห่างจากเมืองหลวงมากพอที่จะลดความเสี่ยงในการถูกหน่วยองครักษ์ชุดดำค้นพบ
ความตั้งใจเดิมของฉินเฟิงคือการเก็บรักษาสำนักงานใหญ่ขององครักษ์เสื้อแพรให้เป็นความลับที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังจับตาดูอำเภอเป่ยซี ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นก็มีมากเกินไป แต่เนื่องจากเป็นการตัดสินใจของโม่หลี ฉินเฟิงจึงไม่คิดมาก สุดท้ายแล้วอีกฝ่ายก็เป็นมืออาชีพในด้านนี้ ฉินเฟิงซึ่งเป็นคนธรรมดาไม่สมควรวิจารณ์มั่วซั่ว
อย่างไรก็ตาม สำหรับฉินเฟิงเอง การที่องครักษ์เสื้อแพรตั้งอยู่ในอำเภอเป่ยซีนั้นมีข้อดีเช่นกัน นั่นคือสามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันกับค่ายเทียนจีได้
อาวุธและอุปกรณ์ต่าง ๆ ขององครักษ์เสื้อแพร ผลิตขึ้นเป็นพิเศษโดยโรงฝีมือค่ายเทียนจีซึ่งช่วยลดความเสี่ยงในการเปิดเผยร่องรอยยามซื้ออาวุธและอุปกรณ์
ยิ่งไปกว่านั้น ฉินเฟิงยังต้องพึ่งพาโรงฝีมือของค่ายเทียนจีเป็นอย่างมาก เขาไม่ไว้วางใจอาวุธและอุปกรณ์อื่น ๆ นอกเหนือจากที่ผลิตโดยค่ายเทียนจี
อีกทั้งการฝึกอบรมขององครักษ์เสื้อแพรก็มีความสำคัญสูงสุดเช่นกัน พี่หญิงสามหลี่เซียวหลาน หนิงหู่และโม่หลีล้วนต้องรับผิดชอบร่วมกัน
พูดตรง ๆ ก็คือ องครักษ์เสื้อแพรไม่เพียงแต่จะต้องเก่งในการรวบรวมข่าวกรองเท่านั้น แต่ยังต้องเป็นตัวเอกที่ทรงพลังด้วย เมื่อตัวตนของพวกเขาถูกเปิดเผย พวกเขาจะต้องมีความแข็งแกร่งที่จะแยกตัวออกจากการปิดล้อมที่แน่นหนา
ท้ายที่สุดแล้วองครักษ์เสื้อแพรก็มีสถานะพิเศษและจะต้องไม่ตกไปอยู่ในมือของศัตรูเด็ดขาด เว้นแต่จะจำเป็นจริง ๆ
องครักษ์เสื้อแพรทั้งสิบกระจัดกระจายอยู่ในถังชี ฉินเฟิงจึงไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับพวกเขา
ในทางกลับกัน องครักษ์ค่ายเทียนจียี่สิบคนอาศัยอยู่ในลานเล็ก ๆ ถัดจากร้านค้า เพื่อจะเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาและแจ้งให้ทั่วทั้งถังชีรู้ว่า ฉินเฟิงได้รับการคุ้มครองโดยองค์รักษ์ของค่ายเทียนจี ใครก็ตามที่กล้าทำอะไรชั่วร้ายจะต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีสายฟ้าแลบ
ไม่เพียงเท่านั้น!
ท้ายที่สุดแล้วองครักษ์ของค่ายเทียนจีถูกสร้างขึ้นมาด้วยเนื้อและเลือด แม้ว่าพวกเขาทั้งหมดจะมีความองอาจที่จะต่อสู้หนึ่งต่อร้อย แต่หากเผชิญกับการตอบโต้ที่ไม่คิดหน้าคิดหลังของตระกูลหลินก็ยังคงเกินกว่าจะรับมือได้
ดังนั้นฉินเฟิงจึงใช้ ‘การซื้อธัญพืช’ เป็นข้ออ้างในการโยกย้ายทหารจากศาลาว่าการสองร้อยนายมาจากอำเภอชางผิง
เรียกอย่างสละสลวยคือ การคุ้มกันการขนส่งเสบียง แต่แท้จริงแล้วกำลังตั้งค่ายอยู่นอกเมืองถังชี ไม่ยอมไปไหน
กองทหารใหม่หนึ่งพันนายก็ถูกย้ายจากอำเภอเป่ยซีมาเช่นกัน
ในความเป็นจริงมีทหารใหม่สองร้อยนายและที่เหลือแปดร้อยนายล้วนเป็นทหารเกณฑ์ที่ออกมาฝึกซ้อมร่วมกับทหารผ่านศึก
สำหรับข้อแก้ตัว ฉินเฟิงขี้เกียจที่จะเปลืองเซลล์สมอง เลยอ้างว่าเป็นหน่วยขนส่งเสบียงเช่นเดียวกัน
ตอนนี้ประชากรของอำเภอเป่ยซีล้นหลาม ทหารรักษาการณ์ได้ขยายตัวขึ้นหลายครั้ง แม้จะรับสมัครทหารใหม่เป็นหลักซึ่งขาดประสบการณ์การต่อสู้จริง แต่อย่างน้อยก็ได้เปรียบเรื่องจำนวน
[1] แขวนหัวแพะขายเนื้อสุนัข หมายถึง ขายของคุณภาพไม่ตรงกับที่โฆษณาไว้ ตรงกับสำนวนไทยว่า ย้อมแมวขาย