บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 380 เชื่อไหมว่าข้าจะอัดเจ้า
บทที่ 380 เชื่อไหมว่าข้าจะอัดเจ้า
ภายใต้สายตาที่มองมาอย่างไม่สบายใจของฉินเทียนหู่ ฉินเฟิงก้าวเท้าเดินออกไป
หลิ่วหงเหยียนรีบตามมาพลางเอ่ยอย่างกังวล “มิเช่นนั้น… ให้น้องหญิงสี่ไปกับเจ้าด้วย? หากไม่ได้ ให้พาทหารค่ายเทียนจีไป”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ฉินเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “พี่หญิงรอง ท่านเลอะเลือนแล้วหรือ?”
“ฮ่องเต้เรียกข้าเข้าเฝ้าที่พระราชวัง หากข้าพากำลังคนไป นั่นนับเป็นสิ่งใดกัน นั่นจะไม่เป็นการหาเรื่องให้ตัวเองหรือ?”
หลิ่วหงเหยียนตระหนักได้ทันที เป็นจริงเช่นนั้น อีกฝ่ายคือฮ่องเต้… แต่เมื่อเห็นฉินเฟิงไปที่พระราชวังเพียงลำพัง ในใจของนางก็ยากที่จะสงบลงได้
ทุกคนไม่รู้ว่า…
ช่วงเวลานี้ในใจของฉินเฟิงเองก็เริ่มตื่นตระหนกเช่นกัน
นี่คือความลำบากใจของชายหนุ่ม แม้จะรู้ว่าถ้าเข้าวังครั้งนี้เขาอาจจะไม่ได้กลับมาอีก แต่เขาก็ยังต้องกัดฟันไปตามลำพัง
หากพาใครไปด้วยอาจถูกสงสัยว่าขัดรับสั่ง วางแผนชั่วร้าย ไม่ต่างจากการกบฏ
เมื่อถึงเวลา กองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์จะเข้ามาจัดการอย่างแน่นอน
ถ้าไม่พาใครไปด้วย ตอนนี้เขาคงเป็นเพียงเศษเนื้อให้ฮ่องเต้ต้าเหลียงจัดการตามพระทัย
อาจกล่าวได้ว่า สถานการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วนนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับฉินเฟิง แต่เป็นภาวะที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออกที่ทุกคนในเมืองหลวงต้องเผชิญ
ก่อนหน้านี้ คนที่เข้ามาเพื่อพาฉินเฟิงเข้าวังจะต้องเป็นหลี่จ้าน ฉินเฟิงจึงสามารถลองเชิงดูได้ก่อน
น่าเสียดาย…
ตอนนี้หลี่จ้าน ‘กลับบ้าน’ แล้ว
คนที่มาครานี้คือรองหัวหน้าขันที จางซิวเย่
ฉินเฟิงติดต่อกับคน ๆ นี้เพียงเล็กน้อย ไม่รู้นิสัยใจคอจึงไม่กล้าหุนหันพลันแล่นทดสอบเขา
จางซิวเย่ดูผ่อนคลายอย่างมาก มุมปากมีรอยยิ้มจาง ๆ “นายน้อยฉิน ท่านเข้าวังเพียงลำพัง หากระหว่างทางเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นมาจะทำอย่างไรเล่า? ไยไม่พาคนติดตามไปสักสองสามคนเล่า?”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ฉินเฟิงก็พอจะรู้แล้วว่าจางซิวเย่ไม่ใช่คนของเขาอย่างแน่นอน!
นายน้อยเจ้าสำราญรีบยกยิ้มเชิงขอโทษและตอบ “หัวหน้าขันทีจาง ดูท่านพูดเข้าเถิด ที่นี่คือเมืองหลวง ใต้ฝ่าพระบาทโอรสสวรรค์ ใครกันจะกล้าก่อเรื่อง”
จางซิวเย่ยิ้มมีเลศนัย “นั่นก็ไม่แน่!”
ฉินเฟิงไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาเพียงเดินตามจางซิวเย่ไปยังพระราชวังต้องห้าม เมื่อผ่านถนนหลวง รอบข้างไร้ผู้คน จางซิวเย่ก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง
“นายน้อยฉิน ได้ยินมาว่าท่านมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับหลี่จ้าน?”
ฉินเฟิงยักไหล่ “ข้าเป็นที่ชื่นชอบและมีความสัมพันธ์ที่ดีกับทุกคน”
จางซิวเย่ระเบิดเสียงหัวเราะ ส่ายหัว แล้วถอนหายใจ “นายน้อยฉินเป็นคนซื่อตรงจริง ๆ ดูเหมือนโอ้อวด แต่จริง ๆ แล้วจิตใจอ่อนไหว ยามเอ่ยวาจาก็ระมัดระวัง แต่ก็ไม่สำคัญหรอก ตอนนี้หลี่จ้านกลับสู่บ้านเกิดแล้ว ต่อไปข้างกายฮ่องเต้ก็มีบ่าวเฒ่าอย่างข้าคอยปรนนิบัติ”
“ผู้คนน่ะ ไม่กลัวลมฟ้าลมฝน กลัวก็แต่ลมข้างหู”
ฉินเฟิงจะฟังไม่เข้าใจได้อย่างไร จางซิวเย่กำลังบอกเขาว่า หากไม่มีหลี่จ้านคอยปกป้อง ต่อไปต้องระวังตัว!
นายน้อยฉินพึมพำอยู่ในใจ
จางซิวเย่ผู้นี้อยู่ข้างกุ้ยเฟยหรือบรรดาองค์ชาย หรือจะเป็นตัวแทนของฮ่องเต้จริง ๆ?
จะต้องหาภูมิหลังของคนผู้นี้ให้แน่ชัด ไม่เช่นนั้นแม้แต่ ‘การเจรจา’ กับฮ่องเต้ต้าเหลียงในอนาคตก็จะเป็นปัญหา
ฉินเฟิงหยุดฝีเท้าลงกะทันหัน
จางซิวเย่ประหลาดใจเล็กน้อย ขมวดคิ้วและเอ่ยเร่ง “ฮ่องเต้ต้องการพบท่านอย่างเร่งด่วน อย่ารอช้า!”
เมื่อเผชิญหน้ากับคำบ่นของจางซิวเย่ ฉินเฟิงก็ไม่สนใจ เขาแค่กอดอกแล้วจ้องมองอีกฝ่าย พลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “ตอนนั้นที่หัวหน้าขันทีหลี่ยังอยู่ ข้าไม่เคยได้ยินชื่อของเจ้าเลย ตอนนี้หัวหน้าขันทีหลี่เพิ่งจากไป เจ้าก็ปรากฏกายออกมา หรือว่าเจ้าจะเป็นคนก่อปัญหา จงใจผลักหัวหน้าขันทีหลี่ออกไป?”
จางซิวเย่รู้จักนิสัยใจคอของฉินเฟิง
คนผู้นี้ไม่เคยทำอะไรตามปกติ ทั้งยังใจกล้าบ้าบิ่นเป็นอย่างยิ่ง ใต้หล้านี้ไม่มีสิ่งใดที่อีกฝ่ายไม่กล้าพูด
แต่ว่า…
คำพูดของฉินเฟิงเมื่อครู่นี้ทำให้จางซิวเย่รู้สึกรับมือไม่ถูกอยู่บ้าง ในใจอัดแน่นไปด้วยความโมโห
“ฉินเฟิง เจ้าพูดถึงอะไร”
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาไม่ประสงค์ดีในดวงตาของจางซิวเย่ และสายตาที่จ้องมองมาของทหารรักษาพระองค์ที่อยู่รอบตัว…
ฉินเฟิงตื่นตระหนกมากจนจิกปลายนิ้วเท้า กระนั้นภายนอกก็ยังแสร้งทำเป็นไม่แยแส ถึงขนาดเอื้อมมือออกไปตบไหล่จางซิวเย่ แล้วพูดพร้อมรอยยิ้มเสแสร้งบนใบหน้า “หยุดหาเรื่องข้าเสียที เข้าใจหรือไม่?”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ออกมา จางซิวเย่ก็ตกใจจนตะลึงค้าง
คนผู้นี้กล้าดีอย่างไร?!
ทุกวันนี้ไม่มีใครในเมืองหลวงไม่รู้ว่า จางซิวเย่เข้ามาแทนที่หลี่จ้าน แม้เขาจะรับผิดชอบแค่เรื่องภายใน แต่ตามความจริง เขาเป็นคนสำคัญที่สามารถ ‘เข้าถึงสวรรค์’ ได้โดยตรง
อย่าว่าแต่คนต่ำต้อยทั่วไป แม้แต่ขุนนางระดับเลขาธิการกรมหรือเสนาบดี พวกเขาก็ยังต้องมีความสัมพันธ์ที่ดีกับจางซิวเย่ผู้นี้
หากจางซิวเย่มีความสุข สิ่งที่เขาพูดข้างพระกรรณของฮ่องเต้ก็จะตรงตามความจริง
แต่หากไม่พอใจ เขาก็จะเติมเชื้อไฟเข้าไป!
แต่ฉินเฟิงที่อยู่ตรงหน้ากลับไม่ได้เห็นจางซิวเย่อยู่ในสายตาอย่างเป็นจริงจัง ทั้งยังเกือบจะทำให้เขาโกรธจนตาย
ฉินเฟิงแค่นเสียงในลำคอเบา ๆ สีหน้าฉายแววดูถูก “ตอนหลี่จ้านอยู่ ข้าเคารพหลักการของหัวหน้าขันทีหลี่ มอบเงินกำนัลให้จำนวนหนึ่ง ท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นชายชราอยู่ในเมืองหลวง ควรได้รับการปฏิบัติด้วยความสุภาพ ต่อหน้าหลี่จ้านข้าก็เป็นแค่ผู้เยาว์ ส่วนเจ้า เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นใคร กล้าดีอย่างไรมาตะโกนต่อหน้าข้า”
“ทุกคนในใต้หล้าล้วนรู้ดี ขันทีที่ทำหน้าที่รับใช้ข้างกายฮ่องเต้ สามารถไปถึงสวรรค์ได้โดยตรง หึ ถุ้ย! เจ้าเป็นแค่ทาสที่คอยยกชารินน้ำถวาย คอยบีบนวดยามอ่อนล้าก็เท่านั้น หากข้าไว้หน้าเจ้า เจ้าถึงจะมีฐานะ แต่หากข้าไม่ไว้หน้าเจ้า เจ้ามันก็เป็นแค่ขี้ข้า!”
“ทุกการรายงานย่อมมีองครักษ์ชุดดำรายงานว่าจริงหรือเท็จ เท็จหรือจริง และฮ่องเต้จะเป็นผู้ตัดสินพระทัยเอง จะตกมาให้ขันทีอย่างเจ้าเป่าหูได้อย่างไร ทำไมเล่า เจ้าเป็นแค่ขันทีผู้หนึ่ง คิดจริง ๆ หรือว่าเจ้าสามารถปกปิดท้องฟ้าด้วยมือเดียวและก่อกวนราชสำนักได้ หึ ๆ คราวหน้าเจ้าออกจากวังก็ระวังตัวไว้ อย่าได้ถูกใครทุบตีจนตายเอา!”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ฉินเฟิงก็ตบหน้าอกของตนอย่างแรง บ่งบอกเป็นนัยว่าคนที่อาจทุบตีจางซิวเย่จนตายก็คือตัวเขาฉินเฟิง
ถนนในพระราชวังเงียบกริบ
จางซิวเย่เบิกตากว้าง มองดูฉินเฟิงด้วยความเหลือเชื่อ คิดว่าตนเองกำลังฝันอยู่
เมื่อครู่…
เมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น?
ฉินเฟิง… ข่มขู่หัวหน้าขันทีต่อหน้าธารกำนัลหรือ?!
เฮือก!
จางซิวเย่สูดหายใจ ตัวสั่นด้วยความโกรธ หน้าแดงหูแดงไปหมด “ฉิน… ฉินเฟิง เจ้า… เจ้ากล้าดีอย่างไร..”
เมื่อเห็นว่าจางซิวเย่พูดอ้ำ ๆ อึ้ง ๆ ฉินเฟิงก็ผลักนิ้วที่ชี้มาของจางซิวเย่ออกไป แล้วเอ่ยอย่างดูถูก “เจ้าชี้อีกสิ เชื่อหรือไม่ว่า ข้าจะอัดเจ้าตอนนี้เลย!”
จางซิวเย่โกรธมากจนพูดไม่ออก
แม้ว่าทหารรักษาพระองค์ที่อยู่ข้าง ๆ จะเชื่อฟังจางซิวเย่ แต่หน้าที่ของพวกเขาคือพาฉินเฟิงเข้าไปในพระราชวัง ยามนี้จึงไม่ได้ยืนมือเข้าไปแทรกแซง
จางซิวเย่ขบฟันแน่น “ฉินเฟิง เจ้ารอข้าก่อนเถอะ เรื่องของวันนี้ยังไม่จบ!”
ฉินเฟิงตะคอกกลับอย่างไม่สนใจ “ไอ้ขันที! ข้าจะรอดู ข้ายังยืนยันประโยคเดิม ตอนเจ้าออกจากวังก็ระวังตัวไว้ มิเช่นนั้นจะถูกจับกุมในฐานะหน่วยสอดแนมเป่ยตี๋เอาได้ แล้วข้าจะตัดสองขาของเจ้าเสีย”
จางซิวเย่ไม่เคยพบกับความอัปยศอดสูเช่นนี้มาก่อนจึงเกือบจะกลอกตาด้วยความโกรธ แต่เขาก็ทำอะไรฉินเฟิงไม่ได้จริง ๆ จึงสะบัดมือแล้วเดินไปที่พระราชวังด้วยสีหน้าบูดบึ้ง ไม่พูดอะไรสักคำ
ฉินเฟิงกอดอกแล้วเดินไปข้าง ๆ ด้วยสีหน้าได้ใจ
แต่กลับลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก โดยพื้นฐานแล้ว เขาแน่ใจว่าจางซิวเย่ผู้นี้ไม่ใช่กระบอกเสียงของฮ่องเต้อย่างแน่นอน…