บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 416 อัปราชัยกลับเมืองหลวง
บทที่ 416 อัปราชัยกลับเมืองหลวง
ใบหน้าฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงไม่ฉายแววขุ่นเคืองสักนิด ทว่าในใจอึมครึมอย่างยิ่ง ในฐานะผู้ปกครองแผ่นดิน แม้แต่เขายังมิอาจสั่งให้แม่ทัพรถม้าศึกเคลื่อนไหวได้ง่าย ๆ แต่ฉินเฟิงกลับบัญชาการกองทัพรถม้าศึกให้ออกรบได้อย่างสบาย ๆ …ช่างน่าโมโหนัก!
ฉินเทียนหู่อยู่ข้างกายฮ่องเต้ต้าเหลียงมามากว่าสิบปี รู้จักนิสัยฮ่องเต้ต้าเหลียงเป็นอย่างดีจึงเร่งรบเร้าหัวหน้ากรมกลาโหมให้รีบรายงานตื้นลึกหนาบาง ด้วยกลัวจะก่อให้เกิดความเคลือบแคลงในใจฮ่องเต้
“กราบทูลฝ่าบาท ครั้นฉินเฟิงไปถึงชายแดนทิศเหนือ เขาก็เกือบปะทะกับแม่ทัพรถม้าศึกพ่ะย่ะค่ะ หลังสั่งประหารแม่ทัพไปหลายนายถึงพอสร้างบารมีได้บ้าง จากนั้นเขาก็เชิญแม่ทัพรถม้าศึกไปยังอำเภอเป่ยซีโดยอ้างว่าให้ไปกำกับศึก แต่แท้จริงเป็นการจองจำ ออกอุบายเช่นนี้แล้วถึงบีบบังคับให้กองทัพรถม้าศึกยอมทำตามคำสั่งพ่ะย่ะค่ะ”
“นอกจากนี้… ระหว่างทางกลับเมืองหลวงของฉินเฟิง มีแม่ทัพหลายนายในกองทัพรถม้าศึกนึกเจ็บใจ ส่งคนมาดักฆ่ากลางทาง แต่ล้วนถูกสายสอดแนมเป่ยซีที่อารักขาอยู่อย่างลับ ๆ และองครักษ์ค่ายเทียนจีสังหารจนสิ้น ฉินเฟิงถึงออกจากชายแดนทางเหนือได้อย่างปลอดภัยพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อได้ทราบที่มาที่ไป ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงถึงได้อารมณ์เบิกบานขึ้นบ้าง
อย่างน้อยเรื่องนี้ก็ได้พิสูจน์แล้วว่า ฉินเฟิงมิได้เกี่ยวข้องอันใดกับแม่ทัพรถม้าศึก
มิหนำซ้ำ การที่ฉินเฟิงสร้างบารมีโดยประหารรองแม่ทัพกองทัพรถม้าศึกนับว่าตรงใจฮ่องเต้ต้าเหลียงยิ่งนัก …ตาเฒ่านั้นควรถูกสั่งสอนนานแล้ว!
ฮ่องเต้แคว้นต้าเหลียงมิได้ลังเลอีก เขาลุกขึ้น ประกาศเสียงดังทันที “ถ่ายทอดคำสั่งเราลงไป ให้ผู้ช่วยเสนาบดีกรมกลาโหม กรมยุติธรรม และกรมคลังรุดหน้าไปต้อนรับทูตพิเศษฉินกลับเมืองหลวง! เราจักประทานผ้าทอพันพับ เงินหมื่นตำลึงแก่ฉินเฟิง และอนุญาตให้ฉินเฟิงรับอนุเข้าจวนสามคน”
สิ้นเสียงรับสั่ง ฝ่ายสนับสนุนสงครามและพลพรรคเถาหลินพากันคุกเข่า ขานรับเสียงก้อง “ฝ่าบาททรงพระปรีชา!”
ขุนนางฝ่ายไท่เป่าต่างมีสีหน้าอึมครึมถึงขีดสุด
โดยเฉพาะไท่เป่าหลิน ที่แม้จะเจ้าอุบายช่างวางแผนมาทั้งชีวิตก็ยังอดกระวนกระวายมิได้
หากเป็นขุนนางผู้อื่น น่ากลัวว่าเวลาเจ็ดวันนี้คงแชเชือนระหว่างทาง ยังไม่ถึงชายแดนทิศเหนือด้วยซ้ำ ทว่าฉินเฟิงไม่เพียงแต่ปราบกบฏได้แล้ว แต่ยังขับไล่กำลังหลักของเป่ยตี๋จนล่าถอย ซ้ำยังกำลังกลับเมืองหลวงแล้วด้วย ความไวปานสายฟ้าเช่นนี้ มิเคยเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์แน่นอน!
เจ้านี่เป็นเพียงเด็กอมมือ ซ้ำยังมิได้แต่งงาน ไม่นับเป็น ‘บุรุษเต็มตัว’ ด้วยซ้ำ
กลับมีความสามารถระดับนี้ ไท่เป่าหลินยิ่งหวั่นเกรงขึ้นไปอีก
ทว่าด้วยสถานการณ์ทำจำยอม ได้แต่ประสานมือคำนับ เอ่ยอย่างไม่เต็มใจนัก “ฝ่าบาททรงพระปรีชา”
ข่าวนี้แพร่ไปทั่วเมืองหลวงอย่างรวดเร็ว
หลิ่วหงเหยียนได้ข่าวคนแรก หน้าตาภาคภูมิ “สมเป็นเฟิงเอ๋อร์ ก่อนหน้านี้ข้ายังกังวลว่าไปชายแดนทางเหนือครานี้น่ากลัวจะเต็มไปด้วยภยันตราย ไม่คิดเลยว่าในเวลาเพียงเจ็ดวันทุกอย่างจะเรียบร้อยแล้ว”
“เด็ก ๆ ประดับโคม ติดกระดาษสี ต้อนรับนายน้อยกลับจวน!”
ขณะเดียวกัน ร้านค้าตระกูลฉินที่เมืองถังชี เจียงหนาน
เสิ่นชิงฉือได้รับจดหมายจากอำเภอเป่ยซี เมื่อได้อ่านเนื้อความ ก็หอบหายใจถี่อย่างอดมิได้ “เหลือเชื่อ…”
หนิงหู่ร้อนใจจนอยู่ไม่เป็นสุข ไม่มีแก่จิตแก่ใจคำนึงถึงศักดิ์สูงต่ำ เขาแย่งจดหมายมาอ่านอย่างละเอียด ยิ่งอ่านยิ่งปีติ เจ้าตัวหมุนกายพุ่งออกจากประตูแล้วคำรามลั่น “สมเป็นพี่ฉิน สะใจยิ่งนัก! ฮ่า ๆ”
หัวเราะไปหัวเราะมา หนิงหู่กลับตบต้นขาพลางเอ่ยอย่างหงุดหงิด “น่าเสียดาย ข้ามิได้ประจักษ์เหตุการณ์นี้กับตา หนนี้ปล่อยให้เจ้าสวีโม่สำราญอยู่ผู้เดียว”
เอ่ยมาถึงตรงนี้ หนิงหู่ก็หันกลับไปมองเสิ่นชิงฉือด้วยหน้าตาหมองเศร้า “คุณหนูใหญ่ ข้ากลับอำเภอเป่ยซีได้เมื่อใดขอรับ ข้าอยู่ในที่เส็งเคร็งนี่ ว่างจนจะเป็นบ้าอยู่แล้ว”
หนิงหู่ที่คุ้นชินกับการต่อสู้ห้าวหาญ บัดนี้กลับต้องมารับหน้าที่องครักษ์ของร้านค้าตระกูลฉิน ช่างเป็นหน้าที่ที่เฉื่อยชายิ่งนัก เป็นผลให้เขาครั่นเนื้อครั่นตัว อีกทั้งด้านอำเภอเป่ยซียังมีศึกสงครามไม่หยุด มีชัยอยู่เนือง ๆ หนิงหู่จึงร้อนใจจนอยู่มิได้
เสิ่นชิงฉือย่อมเข้าใจความคิดของหนิงหู่ กระนั้นนางก็ได้แต่ปลอบโยนเสียงอ่อน “ในจดหมายเขียนไว้มิใช่หรือว่า ให้เจ้าประจำการที่เมืองถังชีต่อ คอยรับมืออย่างระแวดระวัง หนนี้กบฏอำเภอผิงหนานถูกปราบ อาจเป็นผลให้ตระกูลหลินหวาดระแวง ขืนพวกเขาลงมือกับกิจการที่ถังชี เจ้าจะให้อิสตรีอย่างข้ารับมืออย่างไรไหว”
เมื่อได้ยินประโยคนี้ ต่อให้หนิงหู่ไม่เต็มใจเพียงใด เขาก็ได้แต่อยู่ที่นี่ต่อไม่คิดดื้อดึง
ถึงอย่างไร ความปลอดภัยของคุณหนูใหญ่ก็สำคัญเป็นอย่างยิ่ง
และยามนี้ ตระกูลหลินที่ห่างจากร้านค้าตระกูลฉินไม่ไกลก็ได้รับจดหมายจากชายแดนทิศเหนือแล้วเช่นกัน
พ่อบ้านหลินอ่านเนื้อความจดหมายแล้วอุทานด้วยความตกตะลึงอย่างอดมิได้ “มิน่าเล่า ชาวบ้านถึงลือกันว่า ฉินเฟิงคือนายน้อยอันดับหนึ่งแห่งเมืองหลวง เขาคู่ควรกับเกียรติยศนี้อย่างแท้จริง”
หลินเฟยโม่อยู่ด้วยพอดี ครั้นได้ยินวาจานี้ของพ่อบ้านชรา หน้าตาก็มิสู้ดี “ตาเฒ่าเลอะเลือนนี่ ไยจึงเสริมขวัญกำลังให้ผู้อื่น ดับบารมีตนเองเล่า”
พ่อบ้านชราเป็นคนเก่าคนแก่ของตระกูลหลิน เมื่อเห็นหลินเฟยโม่เดือดดาลกลับมิได้กังวล เขาเพียงชี้ไปที่จดหมาย “นายน้อยดูเอาเองเถิด ฉินเฟิงผู้นั้นไปกลับชายแดนทางเหนือในเจ็ดวัน ปราบกบฏ บดขยี้กองกำลังเป่ยตี๋ได้ในสองวัน ต่อให้ตระกูลหลินของเราเป็นปฏิปักษ์กับฉินเฟิง คุณูปการเยี่ยงนี้ก็ควรต้องสรรเสริญ ถึงอย่างไร รู้เขารู้เราจึงจะ…”
ไม่รอให้พ่อบ้านชรากล่าวจบ หลินเฟยโม่ก็คว้าจดหมายมาขยำแล้วโยนทิ้ง ก่อนจะตวาดเสียงเย็น “สรรเสริญรึ? ข้าขอดูหน่อยว่าผู้ใดอาจหาญ! ถ่ายทอดคำสั่งข้าลงไป นับตั้งแต่นี้ ผู้ใดในตระกูลหลินริอ่านกล่าวถึงฉินเฟิง ตัดลิ้นให้หมด!”
พ่อบ้านชราลอบถอนหายใจ
ปกตินายน้อยของตนสุขุมเป็นที่สุด นับเป็นบุรุษหนุ่มผู้โดดเด่นชื่อก้องที่สุดแห่งเจียงหนาน อนิจจา เมื่อคราวอยู่เมืองหลวงถูกฉินเฟิงอัดจนมีแผลใจ บัดนี้กล่าวถึงฉินเฟิงทีไร เป็นต้องแตกตื่นลนลาน
แปลกยิ่งนัก!
ตระกูลหลินอยู่เจียงนานอำนาจล้นฟ้า ในเมืองหลวงมีไท่เป่าและพระสนมกุ้ยเฟยคอยคุ้มครอง นายน้อยไฉนเลยจะเสียเปรียบปานนี้ ทว่า… ฉินเฟิงผู้นั้นดันเดาทางมิได้
ศัตรูระดับนี้ มิอาจดูแคลนได้เลย
พ่อบ้านชรามีใจอยากเตือนหลินเฟยโม่ว่าควรต้องตั้งใจศึกษาฉินเฟิงให้ดี แต่เห็นท่าทางเดือดดาลของเขาแล้วจึงได้แต่กลืนถ้อยคำกลับไป เปลี่ยนหัวข้อสนทนา
“นายน้อย ร้านขายธัญพืชตระกูลฉินได้หยั่งรากในทางเหนือแล้วขอรับ ยามนี้กำลังค่อย ๆ ลงใต้ หากเป็นเช่นนี้ต่อ น่ากลัวว่าอีกไม่นานจักมาถึงเจียงหนาน ถึงครานั้น เมื่อผนึกกำลังกับร้านค้าตระกูลฉินที่นี่ ราคาข้าวสารที่เจียงหนานเป็นต้องลดฮวบ พวกเราควรวางแผนให้ดีโดยด่วนขอรับ”
หลินเฟยโม่ตบโต๊ะให้กับความหวังดีของพ่อบ้านชรา “หากเขากล้ามา ข้าจักทำให้เขาสิ้นเนื้อประดาตัว!”
“ที่นี่คือเจียงหนาน หาใช่เมืองหลวง ไยต้องหวาดกลัวฉินเฟิงผู้นั้น”
“ที่ข้าเคยถูกรังแกในเมืองหลวง ข้าจักคืนให้เขาร้อยเท่าพันเท่า เหอะ ข้ากลัวแต่เขาจะมิกล้ามาเสียมากกว่า!”
เมื่อเห็นว่าหลินเฟยโม่โทสะพลุ่งพล่านจนมิอาจตั้งสติ พ่อบ้านชราก็รู้ว่าหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อเป็นต้องเสียเรื่อง จึงมิได้เอื้อนเอ่ยคำใดต่อหน้า หากแต่ลอบใช้คนส่งจดหมายหานายท่าน
ณ ถนนหลวงอำเภอฝูอวิ้น
ผู้ช่วยเสนาบดีจากทั้งสามกรม นำขุนนางขั้นต่ำอีกหลายสิบนายมายืนรอข้างทาง
ในที่สุด ก็มีจุดดำปรากฏในไกลลิบ ๆ
“ดูเร็ว! ทูตพิเศษฉินกลับมาแล้ว!”
หลังเสียงร้องเรียก ขุนนางในที่แห่งนี้พลันกรูกันเข้าไป สายตาเร่าร้อนทั้งหลายจับจ้องไปที่จุดดำไกล ๆ
คล้อยตามระยะห่างที่ย่นเข้ามา จุดดำนั้นแจ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ
มิใช่อาชาร่างสูงองอาจ หากแต่เป็น… เกวียนที่มีหญ้าแห้งปูอยู่ทั่ว ผู้ที่คอยขับเกวียนเป็นชายชราชาวบ้านอายุราว ๆ หกเจ็ดสิบ
จิ่งเชียนอิ่งนั่งอยู่ด้านหนึ่ง ส่วนฉินเฟิงนอนเอกเขนกบนส่วนยอดของหญ้าแห้ง ไขว่ห้างฮัมเพลง
“บ้าเอ๊ย ไปชายแดนทางเหนือทีหนึ่ง ก้นข้าก้ถูกอานม้าถูจนจะไม่เหลือแล้ว”
“เกวียนนี่สบายกว่าจริง ๆ”