บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 428 ทุบตีองค์ชาย
บทที่ 428 ทุบตีองค์ชาย
ฝีเท้าของเซี่ยปี้หยุดลงกะทันหัน มองไปที่ฉินเฟิงด้วยความเหลือเชื่อ
คำพูดเหล่านี้ไม่ใช่แค่ใจกล้าบ้าบิ่น แต่เป็นการขัดหลักการ! ทว่า…ทำไมฟังแล้วถึงได้รู้สึกสบายใจเช่นนี้เล่า?
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ยิ่งตกตะลึง ตั้งแต่นางหมั้นกับฉินเฟิง นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้ยินฉินเฟิงพูดคำว่า ‘ผู้หญิงของข้า’
ช่วงขณะนี้ หญิงสาวรู้สึกราวกับว่ากระแสไฟไหลผ่านทั่วร่างกายทำให้รู้สึกชาจนเกือบจะล้มลง
เพื่อนางแล้ว แม้แต่องค์ชายก็ยังกล้าทุบตี
เมื่อได้รับการปกป้องจากฉินเฟิงโดยไม่สนสิ่งใด เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ก็รู้สึกว่าความอยุติธรรมที่นางเคยประสบมาก่อนหน้านี้คุ้มค่าแล้ว
ไม่รู้ว่ามันเป็นความตื่นเต้นของความขมสิ้นความหวานตาม หรือเป็นโชควาสนา ดวงตาของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์เปลี่ยนเป็นสีแดง กระบอกตาร้อนผ่าวอย่างช่วยไม่ได้
ฉินเฟิงคว้าปกเสื้อขององค์ชายหกแล้วลากเขาขึ้นมาจากพื้น
ชายหนุ่มมีสีหน้าดุร้าย “องค์ชายหก ข้าได้ยินชื่อเสียงอันยิ่งใหญ่ของท่านมานานแล้ว”
“สิทธิพิเศษที่ฮ่องเต้สัญญาไว้ กลั่นแกล้งบุรุษ ฉุดคร่าสตรี และบังคับขู่เข็นสาวชาวบ้านให้เป็นคณิกา สาวใช้ทุกคนในตำหนักของท่านคงบังคับแย่งชิงไปจากชาวบ้านกระมัง ตอนนี้ถึงกับมารังแกข้าฉินเฟิง วันนี้ถ้าไม่จัดการท่านให้เรียบร้อย ข้าจะใช้แซ่เดียวกับท่านเสียเลย!”
ทันทีที่จบประโยค ฉินเฟิงก็ต่อยองค์ชายหกที่ท้องอีกหนึ่งหมัด
องค์ชายหกรู้สึกว่าอวัยวะภายในถูกกระแทก เขากระอักเสียงดัง ก่อนจะอาเจียนมื้อเช้าออกมาทั้งหมด
ฉินเฟิงมองดูอย่างรังเกียจ โยนองค์ชายหกออกไป แล้วพูดอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “องค์ชายผู้สูงส่ง ก็แค่เท่านี้เองน่ะหรือ เมื่อถูกทุบตีก็หมดสภาพ”
ในตอนนี้เอง…
ประตูจวนถูกผลักเปิดออกอย่างกะทันหัน
กองทหารรักษาพระองค์สวมชุดเกราะคออ่างและถือดาบปรากฏตัวขึ้นด้านนอกประตู
เมื่อเห็นเช่นนี้ องค์ชายหกก็คว้าฟางช่วยชีวิต ตะโกนลั่นว่า “ยังยืนบื้ออยู่ทำไม รีบมาช่วยข้าสิ”
“ฆ่าฉินเฟิงและตระกูลเซี่ยทั้งตระกูลซะ!”
เมื่อเห็นการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของทหารรักษาพระองค์ หัวใจของเซี่ยปี้พลันเต้นรัว
ขณะที่เขากำลังจะก้าวไปข้างหน้าเพื่ออธิบาย เขาก็สังเกตเห็นว่าผู้นำของทหารรักษาพระองค์มีสีหน้าแปลก ๆ
ครั้นเห็นองค์ชายถูกทุบตี เดิมควรจะรีบเข้าไปคุ้มกันโดยด่วน แต่… กองกำลังทหารรักษาพระองค์สิบคนนี้ล้วนยืนนิ่งอยู่นอกประตูจวน
องค์ชายหกเองก็ไม่เข้าใจกับฉากนี้เช่นกัน เขาเอ่ยด้วยความโกรธ “พวกเจ้าหูหนวกกันหมดแล้วรึ?!”
ผู้นำทหารรักษาพระองค์เดินอย่างกล้าหาญเข้าไปในประตูจวน แล้วประสานมือไปทางองค์ชายหก “องค์ชายโปรดอภัย กระหม่อมมาที่นี่ในวันนี้ด้วยพระรับสั่งของฮ่องเต้ ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นกับองค์ชาย ควรไปที่สำนักขุนนางฝ่ายในเพื่อตรวจสอบความยุติธรรมพ่ะย่ะค่ะ”
ภายใต้สายตาที่เปี่ยมไปด้วยความเหลือเชื่อขององค์ชายหก ผู้นำของทหารรักษาพระองค์คุกเข่าลงก่อนจะคำนับฉินเฟิง
“ข้าน้อยจงฉี่ ฮ่องเต้รับสั่งให้มาคุ้มกันฉินเชียนฮู่”
ทันทีที่สิ้นประโยค อย่าว่าแต่องค์ชายหกเลย แม้แต่พ่อลูกตระกูลเซี่ยก็ยังมีสีหน้าตกตะลึง
ทหารรักษาพระองค์ ไม่เพียงไม่คุ้มกันองค์ชายหก แต่ยังแสดงความจงรักภักดีต่อฉินเฟิงด้วยหรือ?
พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกแล้วรึ?!
ฉินเฟิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เขาจับไหล่ขององค์ชายหกด้วยมือเดียว ก่อนจะถามอย่างสงสัย “นี่คืออะไร?”
จงฉี่ไม่กล้ามองไปที่องค์ชายหกที่มีเลือดกำเดาไหลเต็มหน้า เขาเพียงตอบด้วยน้ำเสียงทุ้ม “ตอนนี้ทหารทุกนายจากค่ายเทียนจีถูกย้ายไปยังอำเภอเป่ยซีแล้ว ฉินเชียนฮู่ยังขาดองครักษ์ ฮ่องเต้จึงส่งพวกเรามาขอรับ”
ที่แท้เป็นเช่นนี้นี่เอง
ฉินเฟิงรู้สึกขบขันอยู่ในใจ
เมื่อก่อนเขาเคารพฮ่องเต้จนแทบจะควักหัวใจถวายให้ แต่สุดท้ายก็ถูกหวาดระแวงและถูกกดขี่เอาไว้
ตอนนี้เมื่อเผชิญหน้ากันตรง ๆ ฮ่องเต้กลับต่างออกไปจากปกติ เรียกได้ว่า ‘ใกล้ชิดสนิทสนม’
ในความเป็นจริงก็ไม่ยากที่จะเข้าใจ ท้ายที่สุดแล้วสงครามอยู่เบื้องหน้า ไม่อาจมีที่ว่างให้เกิดความผิดพลาดใด ฮ่องเต้ต้าเหลียงย่อมสามารถแยกแยะลำดับความสำคัญได้เป็นธรรมดา
ฉินเฟิงรับกองทหารรักษาพระองค์สิบนายไว้ตามคำสั่ง
จากนั้นเขาก็ก้มศีรษะลง มองดูองค์ชายหกด้วยรอยยิ้ม “เมื่อครู่นี้ท่านพูดว่ากระไรนะ? ฆ่าข้าหรือ?”
ร่องรอยความโกรธเส้นสุดท้ายในหัวใจขององค์ชายหกหายวับ สิ่งที่เหลืออยู่มีแค่ความกลัวและความตื่นตระหนก
เมื่อเห็นทหารรักษาพระองค์ยืนอยู่ข้างหลังฉินเฟิง องค์ชายหกก็สิ้นหวังอย่างยิ่ง เขาพูดด้วยเสียงสั่นเครือ “ฉิน… ฉินเชียนฮู่ โปรดละเว้นด้วย”
ฉินเฟิงยื่นมือผลักออกไป จากนั้นองค์ชายหกก็ทรุดตัว ล้มลงกับพื้น “พูดได้ดี! เช่นนั้นควรทำอย่างไร? ต้องให้ข้าสอนหรือไม่?”
องค์ชายหกค่อย ๆ ลุกขึ้น เดินด้วยร่างอันสั่นเทิ่มไปเบื้องหน้าเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์ ก่อนจะโค้งคำนับด้วยความเคารพ “คุณหนูเซี่ย ก่อนหน้านี้ข้าเสียมารยาทเอง ไม่นับเป็นตัวอะไรทั้งนั้น เจ้าอย่าได้ถือสาหาความกับข้าเลย ถือว่าข้าขอร้อง”
เมื่อเห็นท่าทีหมดสภาพขององค์ชายหก แม้เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์จะได้ระบายความโกรธแค้น แต่ในใจนางก็ยังกลัวอยู่เล็กน้อย
ไม่ว่าอย่างไร อีกฝ่ายก็เป็นถึงองค์ชาย
นางไม่มีความกล้าเช่นฉินเฟิงที่จะเพิกเฉยต่ออำนาจของราชวงศ์
เซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์เหลือบมองฉินเฟิง เห็นว่าชายหนุ่มยังคงมีสีหน้าไม่พอใจก็รู้ว่า ตราบใดที่พูดอะไรผิด ฉินเฟิงย่อมกล้าทุบตีองค์ชายหกจนเป็นอัมพาตหรือปัสสาวะอุจจาระราดก็เป็นได้
แก้มของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์แดงระเรื่อ นางแสร้งทำเป็นสงบแล้วตวาด “ยังไม่ไสหัวออกไปอีก!”
องค์ชายหกรู้สึกเหมือนกำลังได้รับการอภัยโทษ เขาเหลือบมองฉินเฟิง เมื่อแน่ใจว่าฉินเฟิงยอมปล่อยตนเองไปแล้ว เขาก็คลานออกจากจวนสกุลเซี่ย
ทหารรักษาพระองค์ที่เห็นเหตุการณ์นี้ต่างก็เช็ดเหงื่อเย็นออกจากหน้าผาก
ทั่วใต้หล้า นับตั้งแต่อดีตถึงทุกวันนี้ ฉินเฟิงเป็นเพียงคนเดียวที่กล้าทุบตีองค์ชายในราชวงศ์ปัจจุบัน!
อีกทั้งยังสามารถทำได้โดยหน้าไม่แดง ใจไม่เต้นผิดจังหวะ ไม่สนใจอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย
จงฉี่เตือนด้วยเสียงแผ่วเบา “ฉินชียนฮู่ เรื่องนี้มิใช่เรื่องเล็กน้อย ท่านอย่าได้ทำอีก”
ฉินเฟิงตะคอก “กลัวอะไร ถ้าเขากล้ามาหาเรื่องอีก ข้าก็จะทุบตีเขาอีก!”
คำพูดเหล่านี้เกือบจะทำให้จงฉี่ตกใจตาย ทหารรักษาพระองค์ที่อยู่ด้านข้างยิ่งหวาดกลัวและไม่กล้าแม้แต่จะหายใจเสียงดัง
เมื่อเห็นท่าทางขี้ขลาดของทหารรักษาพระองค์ ฉินเฟิงก็อดไม่ได้ที่จะดุด้วยเสียงขรึม “ในเมื่อฮ่องเต้ส่งพวกเจ้าให้มาเป็นผู้คุ้มกันของข้า ข้าก็เป็นนายของพวกเจ้า ข้าให้ทำอะไร พวกเจ้าก็ต้องทำตาม ใครกล้าตีสองหน้า แอบเป็นหน่วยสอดแนม พวกเราก็มารอดูกัน!”
เมื่อเผชิญกับคำขู่ของฉินเฟิง เหล่าทหารรักษาพระองค์พลันก้มศีรษะและนิ่งเงียบ
ทุกวันนี้แม้แต่องค์ชายฉินเฟิงก็ยังกล้าทุบตี ทหารรักษาพระองค์อย่างจงฉี่ไม่อยากหาเรื่องคนที่โหดเหี้ยมเช่นนี้
เซี่ยปี้รู้สึกเหมือนเขาอยู่ในความฝัน
แม้ว่าในเมืองหลวงตระกูลเซี่ยจะมีสถานะสูงส่ง แต่ไม่ว่าจะสูงแค่ไหน เมื่อเผชิญหน้ากับองค์ชาย พวกเขาก็ต้องหลบสายตาอันแหลมคม กลืนความอยุติธรรมลงท้อง ไหนเลยจะได้แสดงอำนาจเหมือนเช่นวันนี้?
แม้จะได้แสดงอำนาจ แต่เซี่ยปี้ก็ยังกลัวอยู่เล็กน้อย
เหมือนจะเห็นความกังวลในดวงตาของเซี่ยปี้ ฉินเฟิงโบกมือแล้วพูดเบา ๆ “พ่อตาอย่าได้กังวล รอให้อำเภอเป่ยซีจัดเตรียมการพร้อมสรรพ ข้าก็จะให้ท่านไปพักระยะสั้น ๆ อยู่ที่อำเภอเป่ยซี”
สิ่งที่เรียกว่าการพักระยะสั้น พูดตรง ๆ ก็คือการย้ายจวน
เมื่อมีคำพูดของฉินเฟิงรับรอง เซี่ยปี้ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ก่อนจะมองไปทางว่าที่ลูกเขยของตนเอง ยิ่งมองมากเท่าไร ก็ยิ่งชอบมากขึ้นเท่านั้น
ฉินเฟิงประสานมือขึ้นแล้วกล่าวขอ “ลูกเขยอยากคุยกับอวิ๋นเอ๋อร์สักสองสามคำ ไม่ทราบว่าสะดวกหรือไม่?”
เรื่องมาถึงขั้นนี้ ยังจะมีอะไรสะดวกไม่สะดวกอีก!
เซี่ยปี้พยักหน้ายอมรับ
ฉินเฟิงให้ทหารรักษาพระองค์รออยู่ที่ลานหน้าเรือน จากนั้นคว้าข้อมือของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์แล้วเดินไปที่เรือนหลัง
ทั้งร่างของเซี่ยอวิ๋นเอ๋อร์สั่นเทา หัวใจของนางเต้นรัวเร็ว แต่นางก็ไม่ปฏิเสธเขาเลย…