บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 448 ไม่ใช่ว่าไม่แก้แค้น
บทที่ 448 ไม่ใช่ว่าไม่แก้แค้น
เมื่อเห็นว่าฮ่องเต้ต้าเหลียงพิโรธอย่างเห็นได้ยาก องครักษ์ชุดดำจึงรีบเอ่ยเตือน “ขอฝ่าบาทรักษาพระวรกาย ตอนนี้ฉินเฟิงมีพลัง ทำตัวไร้กฎหมาย ไม่ช้าก็เร็ว เขาจะต้องชดใช้! ไม่ใช่ว่าไม่แก้แค้น แค่ยังไม่ถึงเวลา ฉินเฟิงฆ่าหลิวปิ่ง กองทหารรักษาการณ์คงไม่พอใจมาก ตอนนี้เราควรพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อเอาใจกองทหารรักษาการณ์นะพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ต้าเหลียงเอามือไพล่หลัง ก้าวเดินไปที่หน้าต่างหลิวหลีที่ฉินเฟิงมอบให้แล้วตะโกนสั่ง “ถอดขยะชิ้นนี้ลงมาให้เจิ้น!”
ฮ่องเต้ต้าเหลียงเคยโปรดปรานหน้าต่างกระจกหลิวหลีมากที่สุด เมื่อยืนอยู่ข้างหน้าต่างก็จะมองเห็นทิวทัศน์ด้านนอกได้อย่างง่ายดาย แต่ฮ่องเต้ต้าเหลียงก็รู้ดีเช่นกันว่าความแค้นระหว่างพระองค์กับฉินเฟิงนั้นเกิดจาก ‘กระจกหลิวหลี’ หากฮ่องเต้ต้าเหลียงไม่ทำรุนแรงจนเกินไป ไม่ยึดโรงหลิวหลีทั้งหมดของฉินเฟิง เกรงว่าคงจะไม่ทำให้เกิดความวุ่นวายเช่นในวันนี้
ทันทีที่เขาพูดจบ ฮ่องเต้ต้าเหลียงก็โบกมืออีกครั้ง “ช่างเถิด ทำไมเจิ้นจะต้องระบายความแค้นกับสิ่งของด้วย”
“ชีวิตนี้ของเจิ้นอดทนกับผู้คนและเรื่องราวมามากมาย ในตอนที่ยังอยู่วังหลัง เจิ้นต้องอดทนกับหมิงอ๋อง หลังขึ้นครองบัลลังก์ก็ต้องอดทนกับขุนนางหลายร้อยคนในราชสำนัก ในที่สุดเมื่อรักษาสมดุลของพวกเขาได้ ก็ต้องอดทนต่อตระกูลผู้ดีจากทั่วแคว้น เป่ยตี๋รุกราน เจิ้นต้องอดทน ความวุ่นวายในวังหลัง เจิ้นก็ยังต้องอดทน ตอนนี้อดทนต่อฉินเฟิงอีกคนจะเสียหายสักเท่าใด?”
“ฉินเฟิงเด็กสารเลวคนนี้ ยิ่งเจิ้นมองเขาเท่าไหร่ก็ยิ่งไม่พอใจมากเท่านั้น แต่ก็อยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีเขา ไม่ว่าจะเป็นสงครามชายแดนเหนือ หรือการถ่วงดุลของตระกูลผู้ดีพื้นที่ต่าง ๆ ล้วนเป็นเขาที่ออกแรง”
“ส่วนกองทหารรักษาการณ์ เจ้านำราชโองการของเจิ้นไปแสดงความเสียใจเสีย แต่อย่าได้พูดถึงเรื่องที่ไม่จำเป็น เรื่องนี้ถือเป็นความแค้นของกองทหารรักษาการณ์และตระกูลฉิน เจิ้นจะไม่มีทางไปเป็นคนกลางที่ไม่อาจทำอะไรได้”
องครักษ์ชุดดำได้ยืนยันจนแน่ใจ แม้ตอนนี้ฮ่องเต้จะต้องเผชิญกับแรงกดดันจากทุกด้าน อารมณ์สับสนวุ่นวายอย่างยิ่ง แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นวีรบุรุษไม่น้อยไปกว่าฮ่องเต้ผู้ล่วงลับ โมโหก็ส่วนโมโห ทว่าก็มองสถานการณ์ออกอย่างแจ่มแจ้ง เมื่อฮ่องเต้ต้าเหลียงประทับอยู่ด้านหลังเป็นดั่งเสาค้ำสมุทร ผู้ใต้บังคับบัญชาย่อมทำงานที่ได้รับมอบหมายอย่างสบายใจ
องครักษ์ชุดดำยังเหลือความกังวลอยู่เพียงเรื่องเดียวในตอนนี้ จึงลองถามอย่างไม่แน่ใจนัก “หากกองทหารรักษาการณ์ไม่ยอม แล้วแก้แค้นฉินเฟิง ควรทำอย่างไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
ฮ่องเต้ต้าเหลียงแค่นเสียงเบา ๆ “รองผู้บัญชาการทหารรักษาการณ์ ผมดำส่งผมขาว สูญเสียสติไปก็พอจะเข้าใจได้ แต่ผู้บัญชาการกองทหารรักษาการณ์เป็นคนเจ้าแผนการจะทำการเคลื่อนไหวที่โง่เขลาเช่นนั้นได้อย่างไร ค่ายเทียนจีย้ายออกจากเมืองหลวงก็จริง แต่ฉินเฟิงไม่ได้อยู่ตัวคนเดียว ข้างกายยังมีหนิงกั๋วกงจากตระกูลเซี่ย รวมถึงกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์ หากกองทหารรักษาการณ์ต้องการแก้แค้นก็ยังต้องชั่งใจถึงความหนักเบาที่จะตามมา”
ทันทีที่สิ้นประโยค ดวงตาขององครักษ์ชุดดำก็เริ่มเคร่งขรึม “ฝ่าบาท กองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์เป็นกองกำลังของราชวงศ์ ตอนนี้พวกเขายอมจำนนต่อตระกูลฉิน นี่ไม่เท่ากับว่า…”
ก่อนที่องครักษ์ชุดดำจะพูดจบ ฮ่องเต้ต้าเหลียงก็โบกมือ ขัดจังหวะ “อย่างที่เจ้าพูด ไม่ใช่ว่าไม่แก้แค้น…แค่ยังไม่ถึงเวลา”
…
ชายแดนเหนือ ณ เหวสิบลี้
ตามชื่อของมัน สถานที่แห่งนี้อยู่ห่างจากอำเภอเป่ยซีเพียงสิบลี้เท่านั้น
ยามนี้ ศพหลายสิบศพถูกทิ้งลงในเหวสิบลี้ มีทั้งศพของหน่วยสอดแนมแนวหน้าเป่ยตี๋ หน่วยนกฮูกราตรี และองครักษ์เสื้อแพร
นับตั้งแต่เริ่มสงคราม อาณาเขตของอำเภอเป่ยซีทั้งหมดอยู่ภายใต้กฎอัยการศึกโดยสมบูรณ์ ทุกคนจะต้องไปที่ทุ่งนา ช่วยเก็บเกี่ยวผลผลิตในฤดูใบไม้ร่วง ใครก็ตามที่เดินไปทั่วจะได้รับโทษว่าเป็นหน่วยสอดแนมเป่ยตี๋ ในช่วงกลียุคใช้กฎเข้มงวด มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นจึงจะสามารถต่อสู้กับหน่วยสอดแนมที่แทรกซึมเข้ามาของเป่ยตี๋ได้อย่างเด็ดขาด
โม่หลีหัวหน้าองครักษ์เสื้อแพรกับหลี่เซียวหลานรองหัวหน้าองครักษ์เสื้อแพร ได้นำหน่วยองครักษ์เสื้อแพรเข้าสู่การต่อสู้ด้วยตนเอง ตามล่าและสังหารหน่วยสอดแนมศัตรูทั่วอำเภอเป่ยซี
แม้หน่วยสอดแนมของศัตรูจะไม่อาจถูกสังหารจนหมดสิ้น แต่สิ่งที่พวกเขาต้องทำคือจัดการเปิดเส้นทางจากอำเภอเป่ยซีไปยังชายแดนเท่านั้น
เมื่อยามราตรีมาเยือน ผู้ส่งสารขององครักษ์เสื้อแพรก็มุ่งหน้ากลับเข้าเมือง คุกเข่าข้างหนึ่งเบื้องหน้าหลี่จาง ประสานมือแน่น แล้วรายงานว่า “ซื่อจื่อ จัดเตรียมเส้นทางหมดแล้วขอรับ!”
หลี่จางกำลังรอช่วงเวลานี้ เขาหันกลับไปมองทหารที่เตรียมจะออกไปใต้กำแพงเมือง แล้วส่งเสียงตะโกนทันที “ค่ายทหารชายแดนอยู่ภายใต้ความกดดันอย่างหนักในการต่อต้านกำลังหลักของศัตรู ถ้าเราไม่สามารถแบ่งปันความกดดันกับกองทัพชายแดนได้ เราย่อมแย่ไปด้วย การออกโจมตีกะทันหันในคืนนี้จะต้องเป็นศึกที่ดุเดือดแน่นอน ทหารหลายนายเกรงว่าคงจะไม่อาจหวนกลับมา ทหารหาญทั้งหลาย การต่อสู้นองเลือด ยอมตายเพื่อปกป้องดินแดนต้าเหลียง ข้าหลี่จาง ขอคารวะ”
หลี่จางคุกเข่าลง ก้มหัวให้กองทหารสามครั้ง
สายตาของทหารเหล่าราวกับคบเพลิง มีความมุ่งมั่นอย่างยิ่ง แล้วเสียงคำรามก็ดังก้องไปทั่วอำเภอเป่ยซี “เพื่อต้าเหลียง เพื่ออำเภอเป่ยซี!”
หลี่จางยืนขึ้น ค้อมกายคำนับอีกครั้ง เขาหันไปมองหลี่หลางผู้เป็นน้องชาย ก่อนจะพูดว่า “ท่านหนานแห่งฝูอวิ้น เจ้าจงนำทหารราบห้าพันนายเดินทัพไปยังชายแดน ตั้งกระโจมพักแรมที่ด่านซานเตี๋ย พร้อมรับกองกำลังพันธมิตรทุกเมื่อและรอฟังคำสั่งสนับสนุน!”
แม้ในยามปกติ สองพี่น้องตระกูลหลี่จะชอบหัวเราะหยอกล้อ แต่ยามสงครามอยู่เบื้องหน้า หลี่หลางก็ลบท่าทีเกียจคร้านจนหมดสิ้น เขาประสานหมัดคารวะ ก่อนจะนำทหารราบเดินทัพออกจากเมือง
จากนั้นหลี่จางหันมองจ้าวอวี้หลงและสวีโม่ “แม่ทัพจ้าวอวี้หลง นำทหารม้าทมิฬสามพันนาย ตรงไปที่ค่ายของเฉินซือ! ตอนนี้ความสนใจของเป่ยตี๋อยู่ที่ทิศทางของกองทัพชายแดน คาดว่าทหารรักษาการณ์ค่ายเฉินซือมีกำลังอ่อนแอ หากทุกอย่างเป็นไปด้วยดี ต่อสู้ให้ถึงที่สุดเท่าที่จะทำได้ หากการโจมตีถูกขัดขวาง ให้ถอยออกจากสนามรบ ตั้งกระโจมพักระหว่างค่ายพักแรมของหลี่หลางและค่ายของเฉินซือเพื่อรอคำสั่งครั้งต่อไป”
“สวีโม่นำทหารม้าเกราะเบาสองพันนายไปสกัดกั้นกำลังเสริมจากค่ายแนวหน้าของเป่ยตี๋ เมื่อค่ายของเฉินซีถูกโจมตี ค่ายแนวหน้าจะต้องส่งทหารม้าเกราะเบามาสนับสนุนอย่างรวดเร็ว งานของเจ้าคือการสกัดกั้นกำลังเสริมของทหารม้าเกราะเบา ส่งข่าวกับจ้าวอวี้หลงตลอดเวลา ห้ามให้ทหารม้าเกราะเบาของเป่ยตี๋เข้าโจมตีจ้าวอวี้หลง! ทหารม้าทมิฬจะรุกคืบหรือล่าถอยได้อย่างปลอดภัยหรือไม่ล้วนขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว”
จ้าวอวี้หลงและสวีโม่ต่างประสานหมัดรับคำสั่ง จากนั้นก็นำกองกำลังออกไป
สุดท้าย หลี่จางมองไปทางหนิงหู่ที่เพิ่งกลับมาจากขนส่งเสบียง แววตาเฉียบคมแวบผ่าน “การโจมตีตระกูลหลินในเจียงหนานตอนนี้ต้องถูกเลื่อนออกไปก่อน กำลังทหารที่คุ้มกันเสบียงจะอยู่ในเมือง เจ้านำทหารค่ายเทียนจีทุกนายแทรกซึมเข้าไปภายในอาณาเขตเป่ยตี๋ เปิดการโจมตีอย่างกะทันหันเสีย”
“เพียงแต่ด้านเป่ยตี๋ งานข่าวกรองนั้นไม่มีทางบกพร่องตกหล่น เมื่อเจ้าเข้าสู่ดินแดนเป่ยตี๋ย่อมต้องตกเป็นเป้าหมายของหน่วยนกฮูกราตรีเป็นแน่ การเคลื่อนไหวของเจ้าจะถูกเปิดเผยและถูกกองทัพใหญ่ล้อมไว้ นอกจากนี้เรายังเข้าใจสถานการณ์เบื้องหลังเป่ยตี๋เพียงน้อยนิดจึงไม่มีเป้าหมายที่ชัดเจน ทหารค่ายเทียนจีเพียงต้องจำเอาไว้ว่า ถ้าเจอยุ้งฉางก็เผาให้วอดวาย เจอคลังอาวุธก็ทำลายให้สิ้นซาก ไม่ว่าจะเจอข้าวของอะไรก็พังให้ราบเป็นหน้ากอง ทำลายเป้าหมายที่มีคุณค่าทางการรบทั้งหมด ส่วนจะโจมตีอย่างไร จัดวางกำลังอย่างไร ล้วนเป็นความรับผิดชอบของเจ้า”
เมื่อพูดเช่นนี้ หลี่จางก็เดินไปตามกำแพงเมืองและตบไหล่หนิงหู่ “หนิงเชียนฮู่ ในการต่อสู้ครั้งนี้ เจ้าจะต้องแทรกซึมลึกเข้าไปหลังแนวศัตรูพร้อมกับทหารค่ายเทียนจี จักต้องมีอันตรายมากมายแน่ กองทัพแนวหน้ามีภารกิจ เกรงว่าจะไม่ได้ดูแลเจ้า…ศึกนี้เกรงว่าจะจบลงด้วยการไปอย่างไม่หวนกลับ…”
เดิมทีหลี่จางไม่ต้องการพูดชัดเจนเพียงนี้ แต่เขาก็ไม่อยากหลอกลวงหนิงหู่ ท้ายที่สุดแล้ว แม้ว่าทหารค่ายเทียนจีจะแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไป แต่การเข้าไปในแนวหลังของศัตรูและต่อสู้เพียงลำพัง ต้องเผชิญหน้ากับกองทัพที่แข็งแกร่งสามแสนนายของเป่ยตี๋นั้นอันตรายอย่างยิ่งยวด มีเพียงการบอกผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดแก่หนิงหู่ตามตรงเท่านั้น หนิงหู่ถึงจะทำการปรับเปลี่ยนรับมือได้ถูกต้อง
ไปอย่างไม่หวนกลับหรือ?
หนิงหู่ไร้ความเกรงกลัว เขาถึงกับเงยหน้าขึ้นฟ้าและระเบิดเสียงหัวเราะ