บันทึกตำนานนายน้อยเจ้าสำราญ - บทที่ 463 เจอจอมอันธพาล
บทที่ 463 เจอจอมอันธพาล
คำพูดของหลินฉวีฉีเกี่ยวกับการค้างชำระค่าสิทธิบัตรคลุมเครือเป็นอย่างมาก แต่ฉินเฟิงเข้าใจความหมายอย่างชัดเจน
พ่อค้าเหล่านั้นคงอ้างว่า นี่ก็เพื่อหลีกเลี่ยงสงคราม ด้วยกังวลว่าหากขนเงินจำนวนมากมาอำเภอเป่ยซีแล้วระหว่างทางศัตรูบุกปล้นไปจะทำอย่างไร? เพื่อประโยชน์ของฉินเฟิง พวกเขาจึงจะเก็บค่าสิทธิบัตรเอาไว้เป็นการชั่วคราว รอสงครามสิ้นสุดลงก็จะคืนให้เต็มจำนวน
แต่ในความเป็นจริง พ่อค้าเหล่านั้นเดิมพันว่าอำเภอเป่ยซีจะแตก เป่ยตี๋จะบั่นคอของฉินเฟิง เช่นนี้พวกเขาก็จะไม่ต้องจ่ายค่าสิทธิบัตรอีกต่อไป
ด้วยอย่างไรแหล่งที่มาของสินค้าก็ได้รับการจัดหาโดยค่ายเทียนจี หากเมืองถูกทำลายค่ายเทียนจีก็จะถูกทำลายไปด้วย การค้าขายนี้ก็จะไม่สมบูรณ์
พ่อค้าแสวงหาผลกำไร
ฉินเฟิงเข้าใจนิสัยใจคอของพวกพ่อค้าเจ้าเล่ห์ได้แต่เขาจะไม่มีวันยอมทน!
“กล้าดียังไงมาเบี้ยวเงินข้า? กบฏแล้ว! กบฏกันหมดแล้ว สั่งค่ายเทียนจีเดี๋ยวนี้ นับตั้งแต่นี้ไป น้ำตาลที่ผลิตออกมาทั้งหมดให้จัดจำหน่ายเอง แม้แต่กากน้ำตาลก็ห้ามส่งไปเมืองหลวง นอกจากนี้จัดทหารส่งสารไปยังเมืองหลวงด้วย ให้พวกเขาส่งข้อความของข้า…”
“ไอ้พวกสารเลวที่ไม่ปฏิบัติตามสัญญา ไร้จิตวิญญาณแห่งความซื่อสัตย์ ผู้แซ่ฉินแค้นเคืองเป็นอย่างยิ่ง ผลที่ตามมาร้ายแรง ในเมื่อพวกเจ้าผิดสัญญาก่อน ก็อย่าได้ตำหนิข้าที่หยาบคาย! สิทธิ์การขายน้ำตาล ริบคืนทั้งหมด! พวกเจ้าชำระค่าสิทธิบัตรเต็มจำนวนเมื่อใด เมื่อนั้นค่อยรับสิทธิ์การขายน้ำตาลคืนไป!”
“อีกอย่าง!”
ฉินเฟิงก็นึกบางอย่างขึ้นได้ เขาขบเขี้ยวเคี้ยวฟันด้วยความโกรธ “ต้องปรับเงิน ปรับให้หนัก ล่าช้าหนึ่งวันก็ปรับหนึ่งพันตำลึงเงิน!”
เมื่อเห็นฉินเฟิงโกรธมาก หลี่จางก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว “พี่ฉิน เป็นที่เข้าใจได้ว่าเจ้าถอนสิทธิ์การขายชั่วคราวก็เพื่อกระตุ้นให้พวกเขาจ่ายสิทธิบัตร แต่ค่าปรับหนึ่งพันตำลึงเงินต่อวันไม่มากเกินไปหรือ? หากพ่อค้าเหล่านั้นไม่มีจ่ายจะทำอย่างไร?”
ไม่รอให้ฉินเฟิงตอบ หลินฉวีฉีที่อยู่ด้านข้างก็แสยะยิ้ม
“ซื่อจื่อ ท่านไม่เข้าใจหรือ? จากนิสัยของพี่ฉิน เขาหวังว่าพ่อค้าเหล่านั้นจะไม่สามารถจ่ายค่าปรับได้ ค่าปรับนี้จะเหมือนก้อนหิมะ ยิ่งล่าช้านานเท่าไรก็จะยิ่งพอกพูนจนไม่สามารถจ่ายได้ เมื่อเวลาผ่านไปสิทธิ์ในการจัดขายน้ำตาลทรายขาวก็จะถูกยึดคืนในไม่ช้าอย่างไรเล่า”
หลี่จางไม่ได้รู้จักฉินเฟิงนานเท่าหลินฉวีฉี ความเข้าใจที่มีต่อฉินเฟิงจึงไม่ลึกซึ้งมากนัก
บัดนี้ ในที่สุดหลี่จางก็เข้าใจ ‘นิสัยใจคอ’ ของฉินเชียนฮู่แล้ว…
สิ่งที่เขาพูดถึงคือหลักการ สิ่งที่เขาคิดในใจคือผลกำไร
จิตวิญญาณแห่งความซื่อสัตย์อันใด ฉินเฟิงต่างหากที่ไม่เคารพจิตวิญญาณแห่งความซื่อสัตย์มากที่สุด พ่อค้าเหล่านั้นเบี้ยวเงินของคนผู้นี้ เกรงว่านี่จะเป็นการตัดสินใจที่เลวร้ายที่สุดที่พวกเขาเคยทำในชีวิตแล้ว
หลังจากฉินเฟิงเข้าใจสถานการณ์ในอำเภอเป่ยซี ชายหนุ่มก็ไม่ชักช้าอีกต่อไป เขามุ่งหน้าไปเมืองด้านนอกเพื่อเข้าร่วมงานเลี้ยงเฉลิมฉลองพร้อมหลี่จางทันที
…
ณ เมืองหลวง การประชุมราชสำนักในท้องพระโรง
นับตั้งแต่ฉินเฟิงออกจากเมืองหลวง บรรยากาศในการประชุมราชสำนักทุกครั้งก็ยิ่งอึดอัด แม้จะเกิดสงครามน้ำลายบ้างเป็นครั้งคราว แต่ฮ่องเต้ต้าเหลียงก็สยบลงได้เสมอ
นับตั้งแต่ฮ่องเต้ต้าเหลียงทะเลาะกับฉินเฟิง พระองค์ก็ไม่เคยสรวลอีกเลย หลังจากฉินเฟิงออกจากเมืองหลวง พระพักตร์ของฮ่องเต้ต้าเหลียงก็มืดมนอยู่ตลอด
ทุกคนรู้ดีว่าฮ่องเต้ต้าเหลียงกังวลว่าฉินเชียนฮู่จะไม่กลับมา นอกจากนี้ ฉินเฟิงยังพาหมิงอ๋องไปสยบกองทัพทั้งสาม นั่นทำให้ฝ่าบาทยิ่งขุ่นเคืองมากกว่าเดิม
ด้วยเกรงว่าฉินเฟิงจะก่อคลื่นลมอะไรที่ชายแดนเหนือ อย่างน้อยที่สุดคือสนับสนุนกองกำลังของตนเอง และอย่างแย่ที่สุดคือ… เข้าร่วมกองกำลังเป่ยตี๋ อย่าว่าแต่ปรโลกเลย หากเป็นเช่นนั้น เกรงว่าทั้งต้าเหลียงจะมิอาจฟื้นคืนได้อีกชั่วนิรันดร์แล้ว
แต่วันนี้สถานการณ์เปลี่ยนไปอย่างมาก…
ฮ่องเต้ต้าเหลียงแย้มยิ้มเป็นครั้งแรก เสียงหัวเราะแฝงไปด้วยความยินดีเป็นอย่างยิ่ง
น้อยครั้งที่พระองค์จะลุกเดินไปรอบ ๆ ท้องพระโรง ยกเว้นตอนอารมณ์เปลี่ยนแปลงอย่างมาก
ภายใต้สายตาจ้องมองอย่างจดจ่อของขุนนางบุ๋นบู๊ทุกคน ฮ่องเต้ต้าเหลียงไพล่มือไว้ด้านหลัง ไม่สามารถซ่อนรอยยิ้มบนพระพักตร์ได้ “สมแล้วที่เป็นทูตพิเศษฉิน เจิ้นไม่ได้คิดผิดจริง ๆ นับตั้งแต่เริ่มสงคราม สงครามทางชายแดนเหนือประสบความพ่ายแพ้หลายครั้ง และกองทัพเป่ยตี๋ก็ยิ่งรุกคืบอย่างรุนแรง เจิ้นกังวลใจเพราะเป่ยตี๋ทั้งวันทั้งคืน”
“ตอนนี้ฉินเฟิงเพิ่งไปถึงชายแดนเหนือ ยังไม่ทันได้ตั้งหลักก็พลิกวิกฤตเป็นโอกาส สร้างความเสียหายอย่างรุนแรงให้กับกองทัพเป่ยตี๋ เฉินซือผู้นั้นเป็นที่รู้จักในฐานะแม่ทัพในตำนานแห้งเป่ยตี๋ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับฉินเฟิงก็ยังต้องทนทุกข์ทรมานจากการสูญเสียครั้งใหญ่ ฮะฮ่าฮ่า เจิ้นสบายใจยิ่งนัก”
ขุนนางในท้องพระโรงล้วนฉลาดเป็นกรด
ใครบ้างไม่รู้ว่าเรื่องที่ฮ่องเต้ต้าเหลียงมีความสุขจริง ๆ ไม่ใช่การสร้างความเสียหายร้ายแรงให้กับเป่ยตี๋
พูดให้ถูกคือ ความเสียหายอย่างหนักต่อเป่ยตี๋เป็นเพียงความยินดีเล็ก ๆ น้อย ๆ ในขณะที่ความสุขอันยิ่งใหญ่นั้นฝังอยู่ในหัวใจและไม่สามารถแสดงออกได้อย่างชัดเจน
การเคลื่อนไหวทางทหารต่อเนื่องของฉินเฟิงเป็นเครื่องพิสูจน์ว่า หัวใจของเขายังคงภักดีต่อต้าเหลียงและฮ่องเต้
อีกทั้งหลังการสู้ครั้งนี้ กองทัพทั้งสามทางชายแดนเหนือก็ประสบกับความสูญเสียอย่างมากโดยเฉพาะในเป่ยซี ทหารม้าทมิฬของฉินเฟิงถือเป็นสมบัติล้ำค่า หลังจากการต่อสู้อันดุเดือดซ้ำแล้วซ้ำเล่า บัดนี้มีทหารม้าเหลืออยู่เพียงหนึ่งพันห้าร้อยนาย อัตราการเสียชีวิตสูงถึงห้าส่วนชวนตกใจ แม้แต่หนิงหู่และทหารค่ายเทียนจีอีกสามร้อยนายก็ยังติดอยู่ในดินแดนเป่ยตี๋ ไม่สามารถถอยออกมาได้
ฉินเฟิงไม่ได้ซ่องสุมกองกำลังของตนเองและไม่ได้ใช้อำนาจหมิงอ๋องสั่งการแม่ทัพ ในทางกลับกัน เขาไม่ได้ชักช้าลีลา เผชิญหน้าเข้าโจมตีกองทัพเป่ยตี๋ทันที แล้วฮ่องเต้ต้าเหลียงจะไม่ยินดีได้อย่างไร?
เมื่อเห็นฮ่องเต้ต้าเหลียงสุขเกษมอย่างยากจะได้เห็น ผู้บัญชาการสำนักไท่ฉางจึงพูดขึ้นอย่างรวดเร็ว “เป่ยตี๋ระดมทหารสามแสนนาย มีเฉินซือเป็นผู้ควบคุมการรบ กล่าวได้ว่าทุ่มเทกำลังของทั้งแคว้นแล้ว หากมิใช่ทูตพิเศษฉินบัญชาการด้วยตนเอง ศึกครั้งนี้คงจะอันตรายอย่างยิ่ง!”
เสนาบดีสำนักศึกษาหลวงกล่าวเสริมว่า “คนที่สามารถพลิกวิกฤตได้มีเพียงทูตพิเศษฉินผู้เดียว”
พลพรรคเถาหลินต่างเห็นด้วย อีกทั้งยังแสดงความยินดีกับฉินเทียนหู่ไม่ขาดสาย
ฉินเทียนหู่ถือโอกาสเอ่ยชมจ้าวหลีผู้บัญชาการกองทัพมังกรซ่อนพยัคฆ์ขึ้นมา “แม้ว่าฉินเฟิงจะบัญชาการได้ดี แต่ก็ยังต้องการความกล้าหาญของทหารแนวหน้าเพื่อให้ได้ชัยชนะอันยิ่งใหญ่ รายงานทหารเขียนว่าจ้าวอวี้หลงนำกองทหารม้าทมิฬ ช่วยออกรบตั้งแต่ต้นจนจบ เรียกได้ว่ามีส่วนช่วยอย่างมาก เมื่อใดก็ตามที่ศัตรูเห็นจ้าวอวี้หลงขวัญกำลังใจก็พังทลายลงไปกว่าสามส่วนแล้ว”
“ใต้เท้าผู้บัญชาการ ความกล้าหาญของบุตรชายท่านไม่น้อยไปกว่าท่านในครานั้นเลย”
เมื่อได้รับคำชมจากฉินเทียนหู่ อย่าให้พูดเลยว่าในใจจ้าวหลีมีความสุขมากแค่ไหน ยิ่งไปกว่านั้นจ้าวหลียังเข้าใจดีว่า ถ้าจ้าวอวี้หลงไม่ยืนกรานจะเข้าร่วมกับฉินเฟิง ยามนี้เกรงว่าอีกฝ่ายคงยังเตร็ดเตร่อยู่ในเมืองหลวงแห่งนี้ ไหนเลยจะมีโอกาสสร้างผลงานเช่นนี้ได้?
จ้าวหลีรีบประสานหมัดแล้วเอ่ยตอบ “ฮะฮ่าฮ่า ใต้เท้าฉินชมเกินไปแล้ว แม้ว่าอวี้หลงจะกล้าหาญเหนือคน แต่เขายังขาดการมองสถานการณ์โดยรวม ไม่เหมือนนายน้อยฉินที่มองสถานการณ์ได้เด็ดขาด ใช้กลยุทธ์ต่าง ๆ ต่อกรกับเฉินซือจนหัวหมุน มีนายน้อยฉินบัญชาการที่ชายแดนเหนือ เป่ยตี๋ก็ไม่มีอะไรน่ากลัว”
เมื่อเห็นฉินเทียนหู่และจ้าวหลี ‘ชมกันไปมา’ หากเป็นก่อนหน้านี้ ใบหน้าของฮ่องเต้ต้าเหลียงคงย่ำแย่สุดขีด อาจถึงกับเกิดความคิดว่าจะส่งองครักษ์ชุดดำไปลอบสังหารทั้งสองคนเสีย
แต่ครั้งนี้ฮ่องเต้ต้าเหลียงกลับไม่นึกรังเกียจ เพราะทุกฝ่ายต่างร่วมมือกันถึงได้บรรลุชัยชนะเช่นวันนี้
อย่างน้อยก่อนสิ้นสุดสงครามแคว้น ฮ่องเต้ต้าเหลียงจะไม่สนใจความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างฉินเทียนหู่กับจ้าวหลี ส่วนภายภาคหน้าจะเป็นอย่างไร ถึงเวลานั้นก็จะรู้เอง…
ยามนี้ทั่วทั้งห้องพระโรง มีเพียงพรรคฝ่ายไท่เป่าหลินเท่านั้นที่ไร้ชีวิตชีวา
ไท่เป่าหลินรอคอยวันที่อำเภอเป่ยซีจะถูกกีบม้าเหล็กของเป่ยตี๋บดขยี้อยู่เสมอ ตราบใดอำเภอเป่ยซีล่มสลาย ฉินเฟิงก็จะไม่มีอะไรให้ได้ดิ้นรนอีก
แต่ผลลัพธ์…
ไม่เพียงแต่อำเภอเป่ยซีจะยังไม่ล่มสลาย ทว่ายิ่งสู้ก็ยิ่งแข็งแกร่ง อีกทั้งตอนนี้ยังมีหมิงอ๋องเข้าหยั่งรากตั้งหลักปักฐาน ต่อให้กองทัพทั้งสามทางตอนเหนือจะไม่เป็นพันธมิตรกับฉินเฟิง แต่อย่างน้อยพวกเขาก็จะไม่กลายเป็นศัตรูกัน
ไท่เป่ารับราชการมาหลายปีขนาดนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขากังวลกับเส้นทางขุนนางของตัวเอง!